ชีพจรเศรษฐกิจ

ชีพจรเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


Listen Later

๑. สภาพัฒน์ฯ ไต้หวัน ตั้งเป้างบพัฒนาสาธารณูปโภคต้องใช้จ่าย 95% ขึ้นไป

         ในปีงบประมาณ 2566 ไต้หวันได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคไว้ถึงเกือบ 6 แสนล้านเหรียญไต้หวัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ ไต้หวันเปิดเผยว่า จะประสานงานกับคณะกรรมการโครงการสาธารณูปโภคของรัฐเพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการงบประมาณนี้ของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ความช่วยเหลือแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องเบิกจ่ายงบประมาณก้อนนี้อย่างน้อย 95% 

          งบประมาณเพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคก้อนนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 1.46 แสนล้านเหรียญไต้หวันเพิ่มขึ้นถึง 32% 

          เจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ฯ ไต้หวัน เปิดเผยว่า 3 ปีที่ผ่านต้องเผชิญกับโควิด ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบเพื่อการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นมาก รวมทั้งขาดแคลนแรงงานด้วย ดังนั้น ในช่วงเกิดโควิดใหม่ ๆ ในปี 2562 รัฐบาลจึงได้ใช้นโยบายเปิดประมูลล่วงหน้า และเร่งการดำเนินโครงการให้เร็วขึ้น เสริมประสิทธิภาพในการพัฒนาสาธารณูปโภคให้สูงขึ้น ส่วนปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ก็เร่งหามาตรการแก้ปัญหาโดยทันที  รวมทั้งจัดตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจเร่งผลักดันโครงการสาธารณูปโภค สภาบริหาร” สะท้อนและปรับแผนรับมือราคาวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณในลักษณะดังกล่าวในช่วงปี 2562-2565 เฉลี่ยปีละถึง 95% 

           นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ฯ ไต้หวันยังระบุว่า ในปีนี้มีโครงการสำคัญ ๆ  หลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างห้องผ่าตัดโรงพยาบาลทหารผ่านศึก โครงการก่อสร้างหอศิลป์นครเถาหยวน ศูนย์บริการลูกเรือประมงเอนกประสงค์เฉียนเจิ้น นครเกาสง โรงงานน้ำจืดหม่ากงเผิงหู โครงการปรับปรุงสะพานแม่น้ำจี๋สุ่ยบนทางหลวงหมายเลข 1 ศูนย์ข้อมูลกระจายสินค้าไปรษณีย์เถาหยวน โรงพยาบาลเพื่อการท่องเที่ยวเหิงชุนผิงตง ซึ่งกำลังทะยอยสร้างเสร็จ 

          ส่วนปีนี้มีงบประมาณเกินกว่า 6 แสนล้านเหรียญไต้หวัน จึงต้องตั้งเป้าหมายให้สามารถใช้จ่ายงบประมาณให้ได้อย่างน้อย 95% เพื่อเสริมประสิทธิภาพการพัฒนาสาธารณูปโภคของไต้หวันให้สูงขึ้น 

๒. ไต้หวันดันเศรษฐกิจพุ่งไปข้างหน้า หนุนปรับค่าจ้างขั้นต่ำ

         ปัญหาค่าจ้างขั้นต่ำในไต้หวันเป็นประเด็นที่ผู้คนจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นมาตรฐานสำคัญในการกำหนดอัตราค่าจ้างเริ่มต้นของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ซึ่งนางหวางเหม่ยฮัว รมว. เศรษฐการไต้หวันได้ระบุว่า การสร้างบรรยากาศให้เป็นผลดีต่อการประกอบธุรกิจจะเป็นผลดีต่ออัตราค่าจ้างของคนรุ่นใหม่ ส่วนจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างหรือไม่ กระทรวงแรงงานก็มีนโยบายในส่วนนี้อยู่แล้ว หากในช่วง 1 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไต้หวันมีการพัฒนาไปในทิศทางที่เติบโตมากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมและค่าจ้างขั้นต่ำ 

         เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวลือว่าธนาคารสหรัฐฯ หรือ FED อาจประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารอีก 0.25% ซึ่งอาจกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นางหวางเหม่ยฮัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการไต้หวันเปิดเผยว่า กระทรวงเศรษฐการมีหน้าที่สำคัญในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดต่อเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ผู้คนต่างมีความมั่นใจต่อตลาดหุ้น และการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งในอนาคต กระทรวงเศรษฐการจะมุมานะพยายามเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวัน 

        ส่วนทางด้านการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ นายก่งหมิงซิน ประธานสภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวันระบุว่า ค่าจ้างขั้นต่ำควรต้องมีการปรับขึ้นทุกปี และต้องมีอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่าราคาสินค้าด้วย 

        รมว. เศรษฐการ ไต้หวัน ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจกับค่าจ้างขั้นต่ำ หน้าที่ของกระทรวงเศรษฐการไต้หวันก็คือการสร้างบรรยากาศที่ดีให้แก่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเงินเดือนของคนรุ่นใหม่ กระทรวงแรงงานก็มีมาตรการนโยบายของตนเอง 

       นอกจากนี้ นางหวางฯ ยังชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ในช่วง 1 ปีข้างหน้าว่า กระทรวงเศรษฐการมีหน้าที่ดูแลการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการผลิต และการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งในอนาคตจะมีการเลือกตั้ง ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเศรษฐการต้องพยายามชี้แจงให้สังคมเข้าใจถึงความพยายามของกระทรวงเศรษฐการ หากเจอประเด็ฯการเมืองก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ในส่วนของการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมหรือ เอสเอ็มอี นางหวางฯ ระบุว่า ปีนี้กระทรวงเศรษฐการมีแผนการอุดหนุนเอสเอ็มอีจำนวนมาก รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นผลดีต่อการพัฒนาเอสเอ็มอีในอนาคต .

นางหวางเหม่ยฮัว รมว. เศรษฐการ ไต้หวัน 

๓. ปีที่แล้วขายส่ง ขายปลีก อาหาร เครื่องดื่ม พุ่งทะลุเพดาน ส่วนปีนี้อาจแค่เสมอตัว 

         กระทรวงเศรษฐการไต้หวันได้เปิดเผยสถิติผลประกอบการภาคขายส่ง ขายปลีก อาหาร/เครื่องดื่มตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยทั้ง 3 ประเภทกิจการพุ่งสูงขึ้นทะลุเพดานทั้งหมด แต่อุปสงค์ภายในเริ่มชลอตัวลง ปีที่แล้ว ค้าปลีกมียอดผลประกอบการรวม 4.2815 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน เติบโตต่อปี 7.4% ส่วนกิจการอาหาร/เครื่องดื่มอยู่ที่ 8.653 แสนล้าน เพิ่มขึ้นต่อปี 18.9% กระทรวงเศรษฐการวิเคราะห์ว่า เมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการป้องกันโควิดตั้งแต่ปีที่แล้ว แรงขับเคลื่อนของการบริโภคได้ฟื้นตัวขึ้นกระทั่งพุ่งกระฉูดทะลุเพดาน ปัจจุบัน สถานการณ์โควิดในหลายประเทศก็มีแนวโน้มดีขึ้น และลดมาตรการควบคุมลงเป็นอย่างมาก ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อเริ่มอ่อนตัวลงกว่าในช่วงปีที่แล้ว  รายได้ที่สามารถนำมาใช้จ่ายได้ในประเทศก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้กำลังซื้อภายในยังคงแรงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตัวเลขฐานค่อนข้างสูง ทำให้อัตราการเติบโตของกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลงบ้าง 

          ส่วนทางด้านการค้าต่างประเทศก็มีแนวโน้มอ่อนล้าลง ลูกค้าพยายามระบายสินค้าในสต๊อก ประกอบกับผลกระทบจากตัวเลขฐานที่ค่อนข้างสูง ธ.ค. ปีที่แล้ว ภาคขายส่งมีผลประกอบการรวม 1.522 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ลดลง 5.6% ต่อปี และติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ส่วนตลอดทั้งปีมีตัวเลขอยู่ที่ 12.7013 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นต่อปี 4.4% กรมสถิติ กระทรวงเศรษฐการระบุว่า ปัจจัยลบยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับวันหยุดยาวตรุษจีนในเดือน ม.ค. มีวันทำงานค่อนข้างน้อย จึงคาดว่า ผลประกอบการจะยังคงตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะหดตัวอย่างน้อย 15% ทีเดียว 

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ชีพจรเศรษฐกิจBy ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti