ชีพจรเศรษฐกิจ

ชีพจรเศรษฐกิจ วิกฤตภัยแล้งในรอบ 56 ปี


Listen Later

๑. ไต้หวันแล้งหนัก คาดขยายจำกัดการจ่ายน้ำเพื่อการบริโภคด้วย

          สถานการณ์ภัยแล้งในไต้หวันรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมชลประทานของไต้หวันบอกว่า ได้ปรึกษาหารือกับเทศบาลเมืองต่าง ๆ เพื่อขอให้ผู้ประกอบการที่ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมากให้ร่วมมือกันประหยัดน้ำ เช่น กิจการซาวด์น่า และสระว่ายน้ำ รวมไปถึงการขอร้องให้หยุดการให้บริการ  เพื่องดการใช้น้ำ เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะภัยแล้งที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ภาวะ “ไฟแดง” ให้ผู้ประกอบการมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ดว้ย นอกจากนี้ ยังจะขอให้ประชาชนทั่วไปร่วมกันประหยัดน้ำมากขึ้นจาก 5% เป็น 7%

กบแกะสลัก 9 ตัว ใต้ทะเลสาปสุริยัน-จันทรา ใช้เป็นสัญญลักษณ์ความแล้งของทะเลสาป 

         

            ปัจจุบัน ไต้หวันกำลังประสบภาวะภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 56 ปี แม้จะมีฝนฤดูใบไม้ผลิลงมาประปรายก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอที่จะแก้ปัญหาภาวะภัยแล้งได้

            กรมชลประทานไต้หวันเปิดเผยว่า ตามระเบียบเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง เมืองหรือจังหวัดที่อยู่ในระดับ “สีส้ม" ภาคอุตสาหกรรมต้องประหยัดการใช้น้ำลง 10-20% แต่เนื่องจากภัยแล้งในครั้งนี้มาอย่างเร่งด่วน รัฐบาลจึงหวังที่จะใช้วิธีการที่รุนแรงที่สุดมาเตรียมพร้อมรับมือให้ดีที่สุด ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีการรับมือในระดับเดียวกับ “สีแดง”  เพราะเมื่อสถานการณ์น้ำเปลี่ยนเป็นระดับสีแดงแล้ว กิจการที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกก็คือ สระว่ายน้ำ และกิจการซาวด์น่า ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ตอนนี้ ก็เท่ากับว่าต้องให้ผู้ประกอบการเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ต้องเผชิญ เพื่อเตรียมความพร้อม ตอนนี้ที่เมืองซินจู๋มีสระว่ายน้ำ 2 แห่ง หยุดให้บริการแล้ว ส่วนมืองอื่น ๆ ก็กำลังทำความเข้าใจให้ร่วมมือประหยัดน้ำ

สภาพแตกระแหงของผืนดินใต้เขื่อนสือเหมิน เถาหยวน 

            กรมชลประทานไต้หวันย้ำว่า เฉพาะที่ซินจู๋ เหมียวลี่ และไทจง มีผู้ประกอบการสระว่ายน้ำ 200 กว่าแห่ง หากสามารถประหยัดน้ำ หรือหยุดใช้น้ำได้ ก็จะสามารถประหยัดน้ำได้ในปริมาณที่พอสมควรทีเดียว อย่างน้อยที่สุดก็จะประหยัดได้นับสิบล้านตันขึ้นไปทีเดียว คุณหวางอี้ฟง รองอธิบดีกรมชลประทานไต้หวันบอกว่า “ความจริงหากเราคำนวนจากปริมาณน้ำจริงๆ  เราจะสามารถประหยัดน้ำได้มากขึ้นจากเดิม 5% เป็น 7% ขึ้นไป”

ความพยายามทำฝนเทียมที่เขื่อนสือเหมิน เถาหยวน            

๒. ส่งออก ก.พ. พุ่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แถมทุบสถิติเดือน ก.พ.ที่มีมาด้วย

          กระทรวงการคลังไต้หวันได้ประกาศข้อมูลสถิติการส่งออกเดือน ก.พ. 2564 มีมูลค่ารวม 27,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทุบสถิติเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อปี 9.7% และเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ทำให้ 2 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าการส่งออกรวม 62,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทุบสถิติช่วงเดียวกันที่เคยมีมาด้วย เติบโตต่อปี 23.2% สาเหตุสำคัญเนื่องจากการส่งออกอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ จอแสดงผล เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และราคาวัตถุดิบในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้นด้วย ทำให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมดั้งเดิมเป็นไปด้วยดี

            นางไช่เหม่ยน่า อธิบดีกรมสถิติ กระทรวงการคลังไต้หวัน ระบุว่า การฟื้นตัวขึ้นของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ จะทำให้การส่งออกในช่วงเดือน มี.ค. ดีวันดีขึ้นด้วย นอกจากจะมียอดส่งออกเกินกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้ว คาดว่าจะมีการเติบโตสูงถึง 15-20% อีกด้วย ทำให้การส่งออกของไต้หวันเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 อย่างไม่ต้องสงสัยเป็นแน่       

๓. การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศฟื้นตัว ทำผู้หยุดงานโดยไม่มีค่าจ้างลดเหลือเพียง 3584 คน

            เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานไต้หวันได้เปิดเผยสถิติล่าสุดเกี่ยวกับการลดเวลาทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างล่าสุด มีจำนวนทั้งสิ้น 367 ราย รวม 3584 คน ทั้งนี้ เนื่องจากการสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมภาคการผลิตจากต่างประเทศฟื้นตัวขึ้น และดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ภาคบริการและการขนส่ง โกดัง ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

            กระทรวงแรงงานไต้หวันเปิดเผยว่า สืบเนื่องจากบรรยากาศทางเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้จำนวนบริษัทที่ลดเวลาทำงานโดยไม่มีค่าจ้างลดลงเหลือ 367 ราย จำนวน 3584 ราย จากเดิมที่มีถึง 411 ราย จำนวน 4277 คน หรือลดลง 44 ราย จำนวน 693 คน

๔. ไต้หวันคุมเข้มปั่นราคาบ้าน

            กระทรวงมหาดไทย ไต้หวัน ระบุว่า ปัญหาการเก็งกำไรราคาบ้านถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งจากข้อมูลสถิติบิ๊กดาต้าที่มีอยู่จะพบว่า บุคคลธรรมดาที่มีบ้านมากกว่า 1 หลังมีเพียง 1.46% เท่านั้น นิติบุคคล 11.96% ตุนบ้านเพื่อเก็งกำไรค่อนข้างชัดเจน  โดยนิติบุคคลเหล่านี้ถืออสังหาฯ ไว้ในมือแล้วขายออกไปภายใน 1 ปี มีอัตราส่วนสูงถึง 54.51% คือซื้อขายเปลี่ยนมือในเวลาอันสั้น

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า จากการวิเคราะห์ตัวเลขบิ๊กดาต้าที่มีอยู่ พบข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจอยู่ 4 ประการ ได้แก่

  1. ในช่วงปลายปี 2020 มีบ้านจำนวน 5.55 ล้านหลังอยู่ในความครอบครองของบุคคลธรรมดา ในจำนวนนี้ มีอยู่ 80,600 คน ที่มีบ้านในครอบครองรายละ 4 หลังขึ้นไป คิดเป็น 1.46% รวม 441,000 หลัง คิดเป็น 6.42% ของจำนวนบ้านทั้งหมด 6.87 ล้านหลัง ซึ่งจะเห็นได้ว่า บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของบ้านในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก
  2. นิติบุคคลทั่วประเทศจำนวน 112,400 ราย ที่มีบ้านในครอบครอง ในจำนวนนี้ มีอยู่ 13,400 ราย ที่มีบ้านในครอบครอง 4 หลังขึ้นไป คิดเป็น 11.96% รวมทั้งสิ้น 340,800 หลัง คิดเป็น 73.55% ของจำนวนทั้งหมด 463,400 หลัง ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ค่อนข้างสูง จนถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าเป็นการ "ตุน" เพื่อเก็งกำไรอย่างชัดเจน
  3. ระหว่างปี 2019-2020 บุคคลธรรมดาซื้อบ้าน 21,792 หลัง ขายออก 25,408 หลัง ขายมากกว่าซื้อถึง 3616 หลัง ซึ่งในระยะเวลาเดียวกัน นิติบุคคลที่มิใช่ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์และบริษัทก่อสร้างมีการซื้อบ้านเพียง 3661 หลัง ขายออกถึง 13,523 หลัง ขายมากกว่าซื้อเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าการกระจายการถือครองบ้านเริ่มเป็นไปในลักษณะที่มีการกระจายให้สมดุลมากขึ้น
  4. ไตรมาส 4 ปี 2020 สัดส่วนของผู้ถือกรรมสิทธิเพียงไม่ถึง 1 ปี แล้วขายออกไป เป็นบุคคลธรรมดา 9.74% ส่วนนิติบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์และบริษัทก่อสร้าง มีสัดส่วนสูงถึง 54.51% ชี้ชัดว่า นิติบุคคลซื้อมาขายไปในระยะเวลาอันสั้นในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว
  5.  

    ...more
    View all episodesView all episodes
    Download on the App Store

    ชีพจรเศรษฐกิจBy ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti