
Sign up to save your podcasts
Or


ปีที่แล้วศุลกากรไต้หวันจับสินค้าส่งออกติดฉลากผิดระเบียบระบุเป็น “ไต้หวัน จีน” รวม 194 ราย
กรมศุลกากรไต้หวัน ได้เตือนบรรดาผู้ส่งออกไต้หวันว่า การส่งสินค้าออกจากไต้หวันต้องติดฉลากให้ถูกต้องตามระเบียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบุแหล่งกำเนิดสินค้า ยกตัวอย่าง สินค้าที่ส่งออกจากไต้หวันต้องระบุว่า “เมดอินไต้หวัน” แต่จากสถิติที่ผ่านมา ปีที่แล้ว ศุลกากรตรวจพบสินค้าส่งออกจากไต้หวันติดฉลากผิดระเบียบโดยระบุเป็น “จีน ไต้หวัน” รวมทั้งสิ้นถึง 194 รายการ ซึ่งได้ส่งมอบให้กรมการค้าต่างประเทศ ดำเนินการพิจารณาลงโทษต่อไปแล้ว
นายเฉินซื่อฟง รองอธิบดีกรมศุลกากรไต้หวันระบุว่า สินค้าส่งออกของไต้หวันต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติสินค้าส่งออกและกฎหมายการค้าระหว่างประเทศของไต้หวัน ระบุแหล่งกำเนิดสินค้าให้ถูกต้อง หากถูกตรวจพบว่ามีการระบุไม่ตรงกับความจริงก็จะต้องส่งให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้พิจารณาลงโทษ จึงขอให้ผู้ส่งออกปฏิบัติตามกฎระเบียบให้ถูกต้อง
นายเฉินฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ระเบียบการส่งออกสินค้าของไต้หวันระบุชัดว่า ต้องระบุฉลากบนสินค้าให้ชัดเจนถึงแหล่งผลิตว่า “ผลิตโดยสาธารณรัฐจีน” “ผลิตโดยไต้หวัน สาธารณรัฐจีน” หรือ “ผลิตโดยไต้หวัน” หรือใช้ข้อความภาษาต่างชาติที่มีความหมายเดียวกัน โดยจะต้องติดฉลากไว้ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน และติดอย่างแน่นหนา แต่คุณลักษณะพิเศษของสินค้าหรือการบรรจุหีบห่อทำให้ไม่อาจติดฉลากได้ตามระเบียบ ก็อาจยื่นขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษต่อกรมการค้าต่างประเทศได้
เขาระบุว่า จากสถิติปีที่แล้ว ตรวจพบสินค้าส่งออกที่ละเมิดระเบียบดังกล่าวโดยระบุในฉลากว่า “ไต้หวัน จีน” หรือ “มณฑลไต้หวัน จีน” รวมทั้งสิ้น 194 รายการ ซึ่งส่งให้กรมการค้าต่างประเทศ พิจารณาลงโทษแล้ว โดยตามระเบียบมีโทษปรับตั้งแต่ 6 หมื่น - 3 ล้าน หรือระงับสิทธิการส่งสินค้าออกเป็นเวลา 1-12 เดือน หรือทั้งส่งออกและนำเข้า หากมีพฤติกรรมร้ายแรงก็อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตนำเข้าและส่งออกสินค้า
ไฟแนนเชียลไทม์สระบุ “ไต้หวันเกาะแห่งความร่ำรวย” และกำลังสำแดงอิทธิพล
ในช่วงที่ผ่านมา กระแสแห่งอิทธิพลของอุตสาหกรรรมเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันกำลังแพร่สะพัดไปทั่ว จนส่งอิทธิพลไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นได้ขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้บรรดาผู้บริหารและวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้องได้รับอานิสงส์แล้ว ยังทำให้ภาคประชาสังคมอื่น ๆ ได้รับผลดีไปตาม ๆ กันอีกด้วย อย่างไรก็ดี ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งก็เริ่มปรากฎออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว นั่นก็คือ เงินทุนจำนวนมหาศาลทะลักเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบผู้ที่มีรายได้เป็นเงินเดือนปกติเป็นอย่างมาก เงินเดือนไล่ตามไม่ทันราคาบ้าน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเหล่านี้บอกว่า หวังว่าในอนาคตจะมีการกระจายความร่ำรวยให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และประเด็นสำคัญก็คือกระแส AI
บทความของไฟแนนเชียลไทม์สระบุว่า บริษัท Quanta ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในหลาย ๆ บริษัทที่ได้รับอานิสงส์จาก AI ผลจากราคาหุ้นและผลกำไรที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้นายหลินไป๋หลี่ หรือ Barry Lamผู้ก่อตั้งบริษัทกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไต้หวันไปแล้ว และก็ยังทำให้พนักงานลูกจ้างระดับล่างของบริษัทก็ได้รับอานิสงส์ไปตาม ๆ กันด้วย
ธนาคารแห่งสวิตเซอร์แลนด์ได้คาดการณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เมื่อถึงปี 2028 ไต้หวันจะมีเศรษฐีเงินล้านเพิ่มขึ้น 47% เพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลก เหตุสำคัญเนื่องจากได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไต้หวัน นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ในไต้หวันระบุว่า อิทธิพลของอานิสงส์รอบนี้มันส่งผลมากกว่าต่อผู้บริหารและวิศวกรของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยขยายผลไปสู่สังคมในระดับต่างๆ และ “อิทธิพลความรวย” ระลอกนี้ยังคงขยายตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ส่วน TSMC ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันเป็นผู้ขับเคลื่อนพลวัตรแห่งความร่ำรวยในคราวนี้ ทำให้บริษัทไต้หวัน AI จำนวนไม่น้อยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ TSMC นับร้อยก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย ซึ่งรวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบไอซี ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องจักรทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ หรืออะไหล่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องล้วนจะได้รับประโยชน์จากการนี้ด้วย
อานิสงส์ AI ดันส่งออก อุตสาหกรรมดั้งเดิมฟื้นตัว คาด GDP ปีนี้ทะยานสูงขึ้น
ธนาคาร DBS ของสิงคโปร์ ได้ประมาณการ GDP ปีนี้ของไต้หวันว่าจะเติบโตถึง 4.2% ด้วยแรงขับเคลื่อนของบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดีวันดีคืน ส่วนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวันและสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว 2 คลังสมองสำคัญของไต้หวันก็เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน มิ.ย. พุ่งกระฉูด ทำให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ GDP ปีนี้ โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวันปรับเพิ่มขึ้นไม่มากอยู่ที่ 3.77% ส่วนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัวปรับเพิ่มเป็น 3.8%
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคาร DBS ของสิงคโปร์ได้ประกาศตัวเลขประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจล่าสุดของไต้หวัน โดยปรับเพิ่มขึ้นถึง 0.7% เป็น 4.2% สูงกว่าการประมาณการเมื่อหลายเดือน พ.ค. ของสำนักบัญชีกลางไต้หวันที่อยู่ที่ 3.94% ส่วนธนาคารกลางไต้หวันอยู่ที่ 3.77%
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rtiปีที่แล้วศุลกากรไต้หวันจับสินค้าส่งออกติดฉลากผิดระเบียบระบุเป็น “ไต้หวัน จีน” รวม 194 ราย
กรมศุลกากรไต้หวัน ได้เตือนบรรดาผู้ส่งออกไต้หวันว่า การส่งสินค้าออกจากไต้หวันต้องติดฉลากให้ถูกต้องตามระเบียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบุแหล่งกำเนิดสินค้า ยกตัวอย่าง สินค้าที่ส่งออกจากไต้หวันต้องระบุว่า “เมดอินไต้หวัน” แต่จากสถิติที่ผ่านมา ปีที่แล้ว ศุลกากรตรวจพบสินค้าส่งออกจากไต้หวันติดฉลากผิดระเบียบโดยระบุเป็น “จีน ไต้หวัน” รวมทั้งสิ้นถึง 194 รายการ ซึ่งได้ส่งมอบให้กรมการค้าต่างประเทศ ดำเนินการพิจารณาลงโทษต่อไปแล้ว
นายเฉินซื่อฟง รองอธิบดีกรมศุลกากรไต้หวันระบุว่า สินค้าส่งออกของไต้หวันต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติสินค้าส่งออกและกฎหมายการค้าระหว่างประเทศของไต้หวัน ระบุแหล่งกำเนิดสินค้าให้ถูกต้อง หากถูกตรวจพบว่ามีการระบุไม่ตรงกับความจริงก็จะต้องส่งให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้พิจารณาลงโทษ จึงขอให้ผู้ส่งออกปฏิบัติตามกฎระเบียบให้ถูกต้อง
นายเฉินฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ระเบียบการส่งออกสินค้าของไต้หวันระบุชัดว่า ต้องระบุฉลากบนสินค้าให้ชัดเจนถึงแหล่งผลิตว่า “ผลิตโดยสาธารณรัฐจีน” “ผลิตโดยไต้หวัน สาธารณรัฐจีน” หรือ “ผลิตโดยไต้หวัน” หรือใช้ข้อความภาษาต่างชาติที่มีความหมายเดียวกัน โดยจะต้องติดฉลากไว้ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน และติดอย่างแน่นหนา แต่คุณลักษณะพิเศษของสินค้าหรือการบรรจุหีบห่อทำให้ไม่อาจติดฉลากได้ตามระเบียบ ก็อาจยื่นขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษต่อกรมการค้าต่างประเทศได้
เขาระบุว่า จากสถิติปีที่แล้ว ตรวจพบสินค้าส่งออกที่ละเมิดระเบียบดังกล่าวโดยระบุในฉลากว่า “ไต้หวัน จีน” หรือ “มณฑลไต้หวัน จีน” รวมทั้งสิ้น 194 รายการ ซึ่งส่งให้กรมการค้าต่างประเทศ พิจารณาลงโทษแล้ว โดยตามระเบียบมีโทษปรับตั้งแต่ 6 หมื่น - 3 ล้าน หรือระงับสิทธิการส่งสินค้าออกเป็นเวลา 1-12 เดือน หรือทั้งส่งออกและนำเข้า หากมีพฤติกรรมร้ายแรงก็อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตนำเข้าและส่งออกสินค้า
ไฟแนนเชียลไทม์สระบุ “ไต้หวันเกาะแห่งความร่ำรวย” และกำลังสำแดงอิทธิพล
ในช่วงที่ผ่านมา กระแสแห่งอิทธิพลของอุตสาหกรรรมเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันกำลังแพร่สะพัดไปทั่ว จนส่งอิทธิพลไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นได้ขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้บรรดาผู้บริหารและวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้องได้รับอานิสงส์แล้ว ยังทำให้ภาคประชาสังคมอื่น ๆ ได้รับผลดีไปตาม ๆ กันอีกด้วย อย่างไรก็ดี ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งก็เริ่มปรากฎออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว นั่นก็คือ เงินทุนจำนวนมหาศาลทะลักเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบผู้ที่มีรายได้เป็นเงินเดือนปกติเป็นอย่างมาก เงินเดือนไล่ตามไม่ทันราคาบ้าน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเหล่านี้บอกว่า หวังว่าในอนาคตจะมีการกระจายความร่ำรวยให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และประเด็นสำคัญก็คือกระแส AI
บทความของไฟแนนเชียลไทม์สระบุว่า บริษัท Quanta ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในหลาย ๆ บริษัทที่ได้รับอานิสงส์จาก AI ผลจากราคาหุ้นและผลกำไรที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้นายหลินไป๋หลี่ หรือ Barry Lamผู้ก่อตั้งบริษัทกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไต้หวันไปแล้ว และก็ยังทำให้พนักงานลูกจ้างระดับล่างของบริษัทก็ได้รับอานิสงส์ไปตาม ๆ กันด้วย
ธนาคารแห่งสวิตเซอร์แลนด์ได้คาดการณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เมื่อถึงปี 2028 ไต้หวันจะมีเศรษฐีเงินล้านเพิ่มขึ้น 47% เพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลก เหตุสำคัญเนื่องจากได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไต้หวัน นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ในไต้หวันระบุว่า อิทธิพลของอานิสงส์รอบนี้มันส่งผลมากกว่าต่อผู้บริหารและวิศวกรของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยขยายผลไปสู่สังคมในระดับต่างๆ และ “อิทธิพลความรวย” ระลอกนี้ยังคงขยายตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ส่วน TSMC ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันเป็นผู้ขับเคลื่อนพลวัตรแห่งความร่ำรวยในคราวนี้ ทำให้บริษัทไต้หวัน AI จำนวนไม่น้อยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ TSMC นับร้อยก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย ซึ่งรวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบไอซี ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องจักรทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ หรืออะไหล่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องล้วนจะได้รับประโยชน์จากการนี้ด้วย
อานิสงส์ AI ดันส่งออก อุตสาหกรรมดั้งเดิมฟื้นตัว คาด GDP ปีนี้ทะยานสูงขึ้น
ธนาคาร DBS ของสิงคโปร์ ได้ประมาณการ GDP ปีนี้ของไต้หวันว่าจะเติบโตถึง 4.2% ด้วยแรงขับเคลื่อนของบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดีวันดีคืน ส่วนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวันและสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว 2 คลังสมองสำคัญของไต้หวันก็เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน มิ.ย. พุ่งกระฉูด ทำให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ GDP ปีนี้ โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวันปรับเพิ่มขึ้นไม่มากอยู่ที่ 3.77% ส่วนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัวปรับเพิ่มเป็น 3.8%
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคาร DBS ของสิงคโปร์ได้ประกาศตัวเลขประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจล่าสุดของไต้หวัน โดยปรับเพิ่มขึ้นถึง 0.7% เป็น 4.2% สูงกว่าการประมาณการเมื่อหลายเดือน พ.ค. ของสำนักบัญชีกลางไต้หวันที่อยู่ที่ 3.94% ส่วนธนาคารกลางไต้หวันอยู่ที่ 3.77%