Future of Human Longevity Podcast

EP009 : Free will เจตจำนงค์ อิสระ มีอยู่จริงหรือ? (ตอนที่ 1 เหตุ และ ผล)


Listen Later

Free Will หรือที่ภาษาไทยแปลได้ว่า เจตจำนงค์อิสระ , เจตนารมณ์ หรือ ความมุ่งหมาย แท้ที่จริงแล้วมีอยู่จริงหรือไม่? 

ความตั้งใจของมนุษย์เรา เป็นของเราอย่างจริงแท้หรือเปล่า? 

หรือว่าเราเป็นเพียงเสมือนปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ไม่แตกต่างอะไรกับ สัตว์โลกสปีชี่ส์อื่นๆบนโลกนี้?? 

มาค้นพบคำถามเหล่านี้ เผื่อบางที่คุณอาจจะค้นพบคำตอบที่คุณไม่คาดคิดก็ได้!! 

ผมนำงาน Podcast ของคุณ Sam Harris มาแปลและอ่านให้ทุกๆท่านฟัง เพื่อต้องการแบ่งปันสิ่งที่ผมคิดว่า มีคุณค่าสำหรับทุกๆท่านนะครับ 

คุณ Sam Harris เป็นนักเขียน, นักปรัชญา, นักวิทยาศาสตร์ระบบประสาทวิทยา และเป็นผู้ดำเนินรายการทางพอดแคส งานขอบคุณแซม ครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านวิทยาศาสตร์ทางสมอง , การนั่งสมาธิ, เจตจำนงค์อิสระ, ศาสนา , ปรัชญา, การเมือง, และปัญญาประดิษฐ์! 

ผมหวังว่า คุณจะได้รับคุณค่าจากงานแปลของคุณ Sam ในหัวข้อ Free Will หรือเจตจำนงค?อิสระ ทั้ง 7 ตอนนี้นะครับ 

Enjoy!! 

Free Will โดย แซม แฮริส

ผมเคยพูดและเขียนเกี่ยวกับเรื่อง เจตจำนงค์อิสระ มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และผมต้องการจะเรียบเรียงความคิดของผมที่มีประสิทธิผลที่สุดเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ในที่แห่งเดียว หลายๆคนอาจจะค้นพบว่า ข้อโต้แย้งของผมเกี่ยวกับเรื่องเจตจำนงค์เสรี เป็นเรื่องที่น่าฉงนต่อจิตใจ หรือแม้กระทั่ง อาจขุ่นเคืองจิตใจสำหรับบางคน

และหลายคน เข้าใจผิดคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางปรัชญา ที่ไม่มีการเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตจริง ดังนั้นผมจึงอยากจะแบ่งปันเรื่องทั้งหมดนี้ไว้ในคราวเดียวกัน และนำพาผู้ฟังบางท่าน ไปจนจบบทสนทนานี้ด้วยกันนะครับ 

และนี่คือจุดเริ่มต้น 

คนส่วนใหญ่ เชื่อว่า พวกเขามี ตัวตน 

หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า (Self) 

ที่สามารถมีอิสระในความตั้งใจในการลงมือทำ 

หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Freedom Of Will (ขอเรียกเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า เจตจำนงค์อิสระ)

และในความเป็นจริงแล้ว ความรู้สึกของการมีตัวตน และ ความรู้สึกของเจตจำนงค์อิสระนึ้ ทั้งสองสิ่ง คือ ด้านสองด้าน ของเหรียญชิ้นเดียวกันนั่นเอง แต่ในที่นึ้ ผมจะโฟกัสไปที่ เจตจำนงค์อิสระ เพราะเป็นการง่ายกว่า ที่จะแยกแยะสิ่งนี้ให้เห็

ผมประหลาดใจที่ได้ค้นพบว่านี่เป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากๆ ดังนั้นผมจึงอยากจะประกาศข้อจำกัดความรับผิดชอบไว้เสียก่อนนะครับ ว่า ถ้า การคิดและฟังเกี่ยวกับบทสนทนาเหล่านี้ ทำให้คุณอึดอัด คุณก็จำเป็นจะต้องตัดสินด้วยตนเองแล้ว ว่าความไม่สบายใจนึ้ คุ้มค่าต่อคุณหรือไม่ หรือว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะกับคุณ และถ้ามันเป็นเช่นนั้น ก็แค่ข้ามบทสนทนานี้ไปนะครับ

และก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ผู้คนมองแนวคิดที่ว่า “เจตจำนงค์อิสระนั้นเป็นภาพลวงตา” 

เป็นเรื่องที่น่าฉงนต่อจิตใจ เพราะแนวคิดของ “เจตจำนงค์อิสระ”ดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่สำคัญกับผู้คนทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่อง ศีลธรรม, กฏหมาย, การเมือง, เรื่องเพศ, ศาสนา, นโยบายสาธารณะ, ความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดสนิทสนม, ความรู้สึกผิด และ ความสำเร็จส่วนบุคคล 

สิ่งที่ทำให้มนุษย์เรามีความแตกต่างโดดเด่นในฐานะมนุษย์ ดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับมุมมองที่ว่าตนเองและมนุษย์คนอื่นๆนั้นมีอิสระในการเลือกสิ่งต่างๆได้อย่างอิสระ 

ผมพูดว่า ดูเหมือนว่า จะเป็นแบบนั้น
เพราะผมไม่คิดว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่มันอาจต้องใช้เวลานิดหน่อยในการเห็นสิ่งนี้ 

คนส่วนใหญ่ เชื่อว่า พวกเขาจะต้องทำการ ไกล่เกลี่ย ความจริงในระดับส่วนบุคคล ที่ว่า เรานั้นมีประสบการณ์เกี่ยวกับเจตจำนงค์อิสระนี้ ให้เข้ากับ สิ่งที่ปรากฏบนโลกแห่งความเป็นจริง และวิถีที่ปรากฏการทางกายภาพ และเหตุการณ์ต่างๆ ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ 

ผมต้องการให้คุณทำการสำรวจสิ่งนี้ 

สิ่งที่ผมหวังว่าคุณจะได้เห็นก็คือ ภาพลวงตาแห่งเจตจำนงค์อิสระ นั้น คือสิ่งลวง แท้ที่จริงแล้ว  มันไม่ได้มีภาพลวงตาแห่งเจตจำนงค์อิสระอยู่จริง! และไม่มีความจริงในระดับบุคคลใดๆให้ไกล่เกลี่ยให้เข้ากับความจริงของโลกทางกายภาพและประสาทสรีระวิทยาทั้งสิ้น! 

ในความเป็นจริงแล้ว ประสบการณ์ในการมีสติรับรู้ของมนุษย์นั้น ก็สอดคล้องกันอยู่แล้วกับภาพความเป็นจริงในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ เพราะประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้สิ้นสุดลงที่ขอบเขตทางผิวหนังหรือร่างกายของเรา หลายคนกลัวว่าการการล้มล้างความคิดของการมีเจตจำนงค์อิสระ จะส่งผลลบ แต่โดยทั่วไปแล้ว การกล่าวอ้างเกี่ยวกับผลลัพธ์ทางด้านลบนึ้ ไม่เป็นความจริง 

การล้มเลิกความเชื่อเรื่องเจตจำนงค์อิสระ สามารถสร้างผลกระทบในทิศทางบวกได้ อย่างแรกเลยคือ มันจะขจัดความโน้มเอียงต่อความเกลียดชังผู้คน และเราจะได้ค้นพบสิ่งนี้กันในภายหลัง

เรามาเริ่มตั้งแต่จุดแรกกันดีกว่า แนวคิดของเจตจำนงค์อิสระ นั้นพึ่งพาสมมติฐาน สองข้อ 

ข้อแรก คือ มนุษย์เราแต่ละคน มีอิสระ ในการคิด และ แสดงออกอย่างอิสระจากอดีตที่ผ่านมา 

เราเลือก ข้อ A แต่จริงๆแล้วเราจะเลือก ข้อ B ก็ได้ 
คุณเลือกจะทำงานด้านบัญชี ทั้งๆที่จริงแล้ว คุณจะเลือกเป็นนักดับเพลิงก็ได้ 
คุณเลือกไอศครีม รสช็อคโกแล็ตเมื่อคืน แต่จริงๆแล้วคุณจะเลือกรสวนิลาก็ได้ 

มันดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะคิดว่าโลกของเราเป็นแบบนี้

สมมติฐานที่สอง คือ เราเป็นแหล่งกำเนิดแห่งการรับรู้ ความคิดและการกระทำในปัจจุบัน การเลือกตัดสินใจของคุณในแต่ละช่วงขณะ ดูเหมือนจะเป็นแหล่งกำเนิดของพฤติกรรมถัดมา 

คุณรู้สึกอยากเอื้อมมือไปหยิบของชิ้นนึงขึ้นมา คุณก็เลยทำสิ่งนั้น 

กลไกของสติรับรู้ของคุณ ในด้านที่มีความต้องการ และมีความตั้งใจจะทำบางอย่างนี้ ดูเหมือนจะเป็นตัวควบคุมความคิดและการกระทำของคุณ ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด ก็ส่วนนึงเป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตาม มีเหตุผลอย่างล้นหลามที่จะเชื่อว่า สมมติฐานทั้งสองข้อนี้เป็นเท็จ 

แน่นอนว่า เหตุการณ์ต่างๆย่อมมีต้นเหตุของการเกิดขึ้น สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องถกเถียงกันอยู่แล้ว

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะถูกทำให้เกิดขึ้นมาจากสภาวะกาลของจักรวาลบางอย่างก่อนหน้านี้

แน่นอนว่า บางทีเรื่องทั้งหมดนี้ อาจเป็นเพียงภาพลวงตาก็ได้ บางทีอาจจะมีวิธีมองจักรวาลทั้งหมดนี้ ว่าเป็นเพียงสิ่งลวงตา และไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆเลย แบบนั้นก็ได้ เราอาจจะพูดว่า กระบวนการ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ตั้งแต่ เหตุ และ ผล นั้น เป็นเพียงมายาก็ได้ แต่เราเอาความเป็นไปได้นั้น พักไว้ข้างๆก่อนซักครู่

เพราะในเวลาส่วนใหญ่แล้ว สิ่งต่างๆก็ดูเหมือนเกิดขึ้นตามเหตุและผลของมัน 
เมื่อมีฟ้าผ่าลงบนต้นไม้ ก็มีไฟไหม้เกิดขึ้น
เมื่อเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลงไป เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ผู้คน เกิด แก่ เจ็บ และ ตาย
ไม่ว่าเราจะมองไปในทิศทางใด
เราก็จะเห็นรูปแบบของเหตุการณ์ 
และเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้มีจุดกำเนิดก่อนหน้านี้
พูดอีกแบบนึงก็คือ เหตุการณ์ต่างๆ ต้องพึ่งพา สภาวะทางกายภาพ ต้องมีกระบวนการในการเปลี่ยนแปลง และมีเหตุและผล 
เพราะมีสิ่งนั้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ตามเงื่อนของเวลา

และสิ่งที่เกี่ยวโยงกับจุดประสงค์ของเรามากที่สุดก็คือ ความเป็นจริงที่ว่า ประสบการณ์ในการรับรู้ของเราทั้งหมดทั้งสิ้น ความคิดของเรา ความตั้งใจ ความปราถนา และการลงมือทำ และตัวเลือกต่างๆ ที่เป็นผลลัพธ์ของสิ่งเหล่านี้ ล้วนถูกก่อให้กำเนิดขึ้นโดยเหตุการณ์ที่เราเองทั้งไม่ได้เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นและไม่ได้นำมาสู่การเป็น

คุณไม่ได้เป็นคนเลือก พ่อแม่ ผู้ให้กำเนิดของคุณ 

ดังนั้นคุณก็ไม่ได้เลือก ยีนส์พันธุกรรมของคุณ 
ดังนั้น คุณจึงไม่ได้เป็นผู้เลือก สภาพแวดล้อมที่ทำให้คุณถือกำเนิดมา

แต่กระนั้น ด้วยความเป็นจริงของเรื่องนี้ กลับเป็นตัวกำหนด คนที่คุณเป็นและสิ่งที่คุณจะทำถัดไปในแต่ละช่วงขณะ และถึงแม้คุณจะคิดว่า คุณมีจิตวิญญาณที่เป็นตัวควบคุมร่างกายอีกที คุณก็ไม่ได้เป็นคนเลือกจิตวิญญาณนั้นอยู่ดี

สิ่งถัดไปที่คุณจะคิดและทำ จะสามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้ จากความเป็นจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมด 

และสิ่งต่างๆที่คุณจะคิดและทำนี้ จะสามารถเกิดขึ้นได้สองวิธี ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 
ทางแรกคือ การเกิดขึ้นตามกำหนดกฏเกณฑ์ เหมือนโดมิโนที่ถูกกระทบให้ล้มลงชิ้นแล้วชิ้นเล่า 
หรือ ทางที่สอง คือ เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ

แนวคิดเรื่องความบังเอิญ หรือ Randomness เป็นแนวคิดที่น่าสนใจไม่น้อย และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแนวคิดนี้แพร่หลายมากน้อยเพียงใด

เพราะแนวคิดนี้ คือข้อโต้แย้งหักล้างแนวคิดแบบการเกิดขึ้นตามกำหนดกฏเกณฑ์ หรือ deterministic โดยเฉพาะใน ทฤษฎี ควอนตัม ที่ สามารถตีความได้ว่า อนุภาค ต่างๆในระดับ อนุภาคย่อยของอตอมนั้น ต่างมี “อิสระในการเลือก” ซึ่งก็คือการพูดว่า ไม่มีเหตุการณ์หรือสิ่งใดในจักรวาลก่อนหน้านี้ ที่จะกำหนดได้ว่า อนุภาคย่อย จะทำอะไรในเวลาถัดไป

และถ้า “สิ่งที่อนุภาคจะทำในเวลาถัดไป” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอดีต ก็แปลว่า ไม่มีทฤษฎีใดๆที่จะสามารถคาดการณ์ได้ว่า มันจะทำอะไรถัดไป

ผมไม่ได้โต้แย้งประเด็นนี้ในระดับของอนุภาค แต่ผมกำลังกล่าวอ้างว่า แนวคิดแบบการสุ่ม หรือ randomness นี้ ที่ความคิดและการลงมือทำต่างๆของตนเป็นอิสระจากเหตุการณ์ก่อนหน้า  ก็ไม่ได้ให้อิสระทางความคิดที่พวกเขาคิดว่ามีเลย 

มีสองเหตุผลด้วยกัน ข้อแรกก็คือ มีความเป็นไปได้สูงในทุกทิศทางที่สามารถสรุปได้ว่า ระบบปฏิบัติการที่มีขนาดใหญ่ เช่น สมองมนุษย์ จะมีการทำงานตามกำหนดกฏเกณฑ์ หรือ Deterministically คือมีหลักการทำงานของตัวมัน

แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือ แนวคิดเรื่องการสุ่ม หรือ randomness ก็ไม่ได้ให้ พลังในการลงมือทำ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Will Power อยู่ดี มันไม่มี เจตจำนงค์ หรือ ความตั้งใจ อยู่ใน ความบังเอิญ 

ถ้าคุณเคยทำอะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับสภาวะทางสมองของคุณ คือ ถ้าอยู่ดีๆมันก็เกิดขึ้นมา นั่นก็คงจะไม่มีใครเรียกสิ่งนั้นว่า เป็น เจตนา หรือ ความตั้งใจของตนเอง แต่คุณจะคิดว่า “นี่ฉันเพิ่งทำอะไรลงไปเนี่ย?” ใช่ไม๊ครับ?

และฉันทำสิ่งนี้ไปทำไม การกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้น คือสิ่งที่เราเรียกกันตามนิยามว่า “ผิดปกติ” เพราะการทำสิ่ง “ปกติ” คือการทำตามแนวโน้มเดิมก่อนหน้านี้ หรือมีรูปแบบให้ดำเนินรอยตาม

บางสิ่งบางอย่างที่เป็นเหตุการณ์สุ่มอย่างแท้จริงนั้น จะไม่สามารถถูกวิเคราะห์ได้เลย มันจะไม่มีคำตอบ สำหรับคำถามที่ว่า คุณทำสิ่งที่คุณเพิ่งทำนั้นไปทำไม เพราะเหตุการณ์บังเอิญหรือสุ่มที่แท้ จะไม่มีสาเหตุ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราหมายถึง สำหรับคำว่า เจตนา หรือ เจตจำนงค์อิสระ ใช่หรือไม่ คือมันไม่มีการเชื่อมโยงทางเหตุและผลในเวลาถัดมา

ปัญหาก็คือ ทั้งแนวคิดแบบ กำหนดกฏเกณฑ์ หรือ แนวคิดแบบสุ่ม ก็มิได้แสดงเหตุผล ที่อธิบายถึงความรู้สึกที่คนส่วนใหญ่มีเกี่ยวกับคำว่า “เจตนาของตน” นั่นก็คือ ความรู้สึกที่ว่าพวกเขานั้นเป็นอิสระที่จะคิดและทำอะไรก็ได้ที่ตนเองปรารถนาในปัจจุบัน ในลักษณะที่อนุญาติให้พวกเขาเป็นได้มากกว่าเพียงแค่กระจกสะท้อนของเหตุการณ์ หรือเป็นผลมาจากพลังลึกลับที่ส่งอิทธิพลให้กับชีวิตของตน คือเป็นมากกว่าแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 

ผู้คนไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเขาเป็นเสมือนมวลคลื่นที่กำลังเคลื่อนที่มุ่งหน้าสู่ชายฝั่ง แต่นี่ก็คือ วิธีที่ เหตุการณ์ เคลื่อนไปข้างหน้า หรือดูเหมือนจะเป็นแบบนี้

นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาจำนวนไม่น้อย ได้ยอมรับถึงปัญหานี้ แต่คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะคิดว่าเราต้องอยู่กับภาพลวงของอิสระในการมีเจตจำนงค์ หรือ ไม่ก็เลี่ยงที่จะพูดกันเรื่องนี้ตรงๆ แต่ผมกำลังโต้เถียงว่า นี่คือข้อผิดพลาด

แล้วผู้คนเค้าหมายถึงอะไรกันแน่ เวลาเค้าพูดคำว่า “เจตจำนงค์อิสระ” หรือ “เจตนา”? 

ในความเป็นจริง ก็มีความคิดขัดแย้งกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญา แต่ผมคิดว่า ใจกลางของลางสังหรณ์ผิดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดูเหมือนจะเป็นเหตุมาจาก วิธีการสร้างความคิดส่วนตัวของเรา

อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่า ความรู้สึกของการมีความตั้งใจ หรือ เจตนา หรือที่เรียกว่า Free will นี้ เชื่อมโยงกันโดยตรงกับ ความรู้สึกของการเป็นตัวตนของเรา เพราะเมื่อมองไปที่เรื่องของเจตนารมณ์ ก็จะเห็นว่า มันจะเป็นเจตนารมณ์ของใครล่ะ ถ้าไม่ใช่ตัวเรา คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่า สมองส่วนที่มีการรับรู้ประสบการณ์ของตน และส่วนที่ใช้ผลิตความคิด ส่วนที่สัมผัสความรู้สึกต่างๆ นี้ เป็นตัวควบคุมชีวิตของตน และเป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของตนในชีวิตจริง

พวกเขารู้สึกว่า ตนเองคือต้นกำเนิดของความตั้งใจและการลงมือทำต่างๆ และไม่ใช่แค่เพียงภาวะทางกายภาพ และภาวะทางจิตที่เกิดขึ้นในร่างกายของตนเท่านั้น แต่ว่าภาวะเหล่านี้ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นโดยเจตนาของตนเองโดยวิธีบางอย่าง การที่มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกาย นั้นไม่ใช่ประเด็นจริงๆ เพราะผู้คนไม่ได้มีอิสระในการจะสั่งหัวใจให้เต้นหรือหยุดเต้นได้เลย

พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่า พวกเขาคือต้นเหตุให้เซลล์ในร่างกายแบ่งตัวและเผาผลาญพลังงาน หรือสามารถควบคุมสั่งการตับของตนเองได้ แต่พวกเขารู้สึกว่า สามารถควบคุมความคิด และการกระทำโดยสมัครใจได้

และในทุกช่วงขณะ พวกเขารู้สึกว่าตนมีอิสระในการคิดและทำอย่างอื่นได้ บางทีคุณอาจจะรู้สึกว่าหากคุณสามารถย้อนเวลากลับไปที่ชีวิตของคุณในจุดเดิมของจักรวาลในสภาวะเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว คุณจะสามารถ คิด และ แสดงออกอย่างแตกต่าง ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ผู้คน คาดการณ์ว่านี่คือความเป็นจริงเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่น ไม่ใช่ความคิดทางปรัชญา แต่เป็นความคิดในระดับประสบการณ์ ว่านี่คือวิธีที่ตนเองมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

และความคิดอันนี้แหละ ที่ดูเหมือนจะเป็นแก่นของสิ่งที่ยึดเหนี่ยวพวกเราไว้ ให้เรารับผิดชอบต่อการกระทำของเรา เพราะเราเลือกสิ่งที่เราทำได้

หากมีใครบางคนประสงค์ร้ายกับคุณโดยเจตนา คุณรู้สึกว่า เขาไม่ควรทำสิ่งนั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำสิ่งนั้น และพวกเขาควรทำสิ่งที่ถูกที่ควร 

ถูกต้องไม๊ครับ? 
และคุณมีจะความเกลียดชังหรือขุ่นข้องหมองใจกับบุคคลนั้น ซึ่งแตกต่างไปจากการที่คุณได้รับอันตรายจากเครื่องจักรที่ทำงานบกพร่อง หรือ ลมพายุที่อาจทำความเสียหายระดับเดียวกันให้กับคุณ 

ดังนั้น เหตุผลที่การสนทนาเเกี่ยวกับเรื่องเจตจำนงค์อิสระ หรือการมีเจตนาของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องลวงตา จึงเป็นสิ่งที่ผู้คนต่อต้าน เพราะมันย้อนแย้งกับประสบการณ์ของสิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าเป็นจริง เกี่ยวกับตัวพวกเขาในแต่ละช่วงเวลา

และมันดูเหมือนจะมีผลกับพื้นฐานทางด้านศีลธรรมหลายด้วน ดังที่เราจะได้เห็นว่าผลกระทบนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด ผมอยากจะโต้เถียงว่า การล้มล้างแนวคิดเกี่ยวกับเจตจำนงค์อิสระนี้ ช่วยยกระดับศีลธรรมของเราด้วยซ้ำ เมื่อเราได้ตระหนักว่า แนวคิดนี้ ไม่สมเหตุสมผล

และผลกระทบจากการเชื่อหรือไม่เชื่อในแนวคิดนี้ ก็ไม่ได้มีผลใดๆกับความเป็นจริง คุณไม่สามารถโต้แย้งเกี่ยวกับความเป็นจริงของเจตจำนงค์อิสระ โดยใช้แค่ความเชื่อมาโต้แย้ง

เพราะความเป็นจริงก็คือ มันไม่มีเหตุผลใดๆในการสนับสนุนความเชื่อที่ว่า เจตจำนงค์อิสระ นั่นมีอยู่จริง ไม่มีเหตุผลทางรูปธรรม หรือ นามธรรมใดๆเลย

ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อในเจตจำนงต์อิสระนั้น เปรียบเสมือนกับ การที่คุณเชื่อว่า หากคุณย้อนไปฟังข้อความเสียงนี้ซ้ำอีกครั้ง ผมอาจจะจะพูดประโยคที่แตกต่างไปจากครั้งแรก อย่างที่ผมบอกไปว่า ก่อนหน้านี้ ประเด็นนึ้เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องทางตันทางปรัชญา

เรารู้ว่าเรามีเจตจำนงค์อิสระ เพราะเรารู้สึกถึงมันได้ แต่เราแค่มองไม่ออกว่ามันสมเหตุสมผลกันอย่างไรกับสภาวะทางกายภาพ แต่ผมหวังว่าจะได้ทำให้คุณเห็น ว่ามันไม่มีเรื่องย้อนแย้งใดๆอยู่เลย เพราะมันไม่มีเหตุผลในระดับประสบการณ์ที่จะเชื่อในเรื่องเจตจำนงค์อิสระ

############################################################

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

Future of Human Longevity PodcastBy FutureOfHumanLongevity