ตอนที่ 7 แล้วจะทำอะไรไปทำไม?
ผมคิดว่า คงพูดได้อย่างมั่นใจว่า ไม่มีใครเคยโต้แย้งเกี่ยวกับการมีอยู่ของเจตจำนงค์อิสระ เพราะว่าแนวคิดนี้ สร้างข้อผูกมัดไว้หลายอย่าง
แนวคิดของเจตจำนงค์อิสระผลุดขึ้นมาในรูปแบบนามธรรมของการมีประสบกาณ์รับรู้ ถึงแม้จะเป็นการรับรู้ที่เกิดจากการไม่ได้ใส่ใจในการรับรู้อย่างใกล้ชิดมากพอก็ตาม
ในปัจจุบันนี้ แนวคิดทางปรัชญาที่ยังคงเหลือพื้นที่สำหรับเหตุและผลในการโต้แย้งก็คือ แนวคิดแบบ การทำให้เข้ากันได้ หรือที่เรียกกันว่า Compatiblism และโต้แย้งว่า เจตุจำนงค์อิสระนั้นสามารถเข้ากันได้กับแนวคิดแบบกำหนดกฏเกณฑ์หรือ Determinism นั่นเอง
แนวคิดแบบทำให้เข้ากันได้ ตามที่เพื่อนนักปรัชญาของผมคนนึง ที่ชื่อ คุณ แดเนียล เดเน็ต ได้กล่าวไว้ว่า บุคคลใดๆก็ตามจะมีอิสระได้ ก็ต่อเมื่อเขาผู้นั้น มีอิสระ จาก แรงกระตุ้น ทั้งภายนอก และภายใน ที่จะขัดขวางเขาไม่ให้ลงมือกระทำในสิ่งที่เขาประสงค์และปราถนา
ดังนั้น ถ้าชายคนนึง ต้องการจะลงมือฆ่าคน และทำแบบนั้นเพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ นั่นก็คือ เจตุจำนงค์อิสระของเขานั่นไง แต่ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ และทางศีลธรรม ดูเหมือนว่านี่จะการโต้แย้งที่พลาดประเด็นไป เพราะว่าคำถามคือ แล้วอิสระมันอยู่ตรงไหนกัน ในเมื่อ ความปราถนาของเราเองนี่แหละ ที่เป็นผลผลิตมาจาก เหตุการณ์ก่อนหน้า ที่เราไม่ได้มีส่วนใดๆในการสร้างมันขึ้นมา ดังนั้นในมุมมองของผม แนวคิดแบบ การทำให้เข้ากันได้ หรือที่เรียกกันว่า Compatiblism นี้ ก็เปรียบเสมือนการพูดว่า สุนัขตัวนั้น มีอิสระ ตราบใดที่มันรัก โซ่ตรวน ที่ตรึงมันอยู่
คราวนี้ นักคิดแบบ compatible หรือ ทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ ก็จะโต้แย้งกลับมา ว่า
ถึงแม้ความคิดและการลงมือทำของเรา จะเป็นผลผลิตของเหตุการณ์ที่เหนือการรับรู้ของเรา แต่มันก็ยังเป็นความคิด และการลงมือทำของเราอยู่ดี อะไรก็ตามที่สมองของเราทำ หรือ ตัดสินใจ ไม่ว่าจะโดยมีสติรับรู้ หรือไม่ก็ตาม ก็คือ สิ่งที่คุณได้ตัดสินใจและลงมือทำ
ดังนั้น ถ้าโต้แย้งในลักษณะนี้ ก็หมายถึง การที่เราไม่ได้รับรู้ถึงต้นเหตุของการกระทำของเรา ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเราให้พ้นไปจากการมีเจตุจำนงค์อิสระอยู่ดี
เพราะสภาวะและปฏิกิริยาทางร่างกายต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกายของเราในระดับที่เหนือการรับรู้นั้น ก็ยังคงเป็นสภาวะและปฏิกิริยาของเรา ไม่แตกต่างไปจากความคิดที่มีสติรับรู้ของเรา
แต่แนวคิดแบบนี้ก็เปรียบได้ดั่งการแลกเปลี่ยนที่ได้ไม่คุ้มเสียซักเท่าไหร่
เพราะนี่คือการแลกเปลี่ยน ความเป็นจริงทางด้านจิตวิทยา อันเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนบุคคลในการเป็นผู้ที่มีสติ
เพื่อแลกกับ แนวคิดทางนามธรรมของการมีตัวตนของเราในฐานะบุคคล
ความเป็นจริงทางด้านจิตวิทยา ก็คือ พวกเราส่วนใหญ่ มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับ หรือ ไม่ก็รู้สึกว่าตนสามารถควบคุม ช่องทางของการสื่อสารในการมีสติรับรู้ของเรา หรือที่เรียกว่า consciousness นั่นเอง แต่เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าตัวตนของคุณที่คุณเข้าใจว่าคือตัวคุณนั้น แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมสิ่งใดเลย
จินตนาการดูว่า เราอาศัยอยู่ในโลกที่ คนส่วนใหญ่ในโลกเชื่อว่า เคยมี มหานครที่หายสาบสูญไปจากโลก ที่ชื่อว่า แอตแลนติส
นักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ ก็จะให้ความสบายใจแก่เรา พวกเขาจะกล่าวว่า เมืองแอตแลนติสนั้นมีอยู่จริง และในความเป็นจริงแล้ว ก็คือ เกาะแห่งนึงในซิซิลีนั่นเอง และจากนั้นพวกเขาก็จะโต้แย้งว่า ซิซิลี ตอบโจทย์ของคำถามส่วนใหญ่ ที่ผู้คนมีเกี่ยวกับเมืองแอตแลนติส
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกความเชื่อเกี่ยวกับเมืองแอตแลนติส อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน เพราะบางความเชื่อนั้นถือว่าเป็นเรื่องพิศดาลพอสมควรเลยทีเดียว แต่หลักฐานที่ควรจะเกี่ยวโยงในมุมมองของนัก compatiblelists ทั้งหลาย ก็ถูกเชื่อมโยงให้เข้ากันกับ หมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในแถบทะเลเมอดิเตอเรเนี่ยน และพวกเขาก็ถือว่า งานของตนเป็นอันครบถ้วนสมบูรณ์ และบอกกล่าวให้นักวิทยาศาสตร์ เร่งสืบเสาะ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติในซิซิลีกันได้เลย
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่ทำให้ผู้คนขัดข้องใจ เกี่ยวกับแนวคิดของเมืองแอตแลนติสก็คือ การที่อารยธรรมที่มีความศิวิไลซ์ขั้นสูงจะอันตรธานหายสาบสูญไปใต้ผืนน้ำใต้มหาสมุทรใน ซิซิลี หรือใต้มหาสมุทรใดๆก็ตามในโลก ดูจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ผู้คนจึงสับสนในประเด็นนี้ และความสับสนนี้ก็ส่งผลกระทบที่เป็นจริง และนักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ จะไม่ยอมรับว่า ซิซิลี นั้น แตกต่างจาก แอตแลนติส โดยสิ้นเชิงอย่างไรบ้าง
และพวกเขาก็ดูเหมือนจะไม่สนใจ เมื่อหลักฐานของความแตกต่างนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งทำให้ผมเห็นว่าพวกเขาคิดผิดจริงๆในการพยายามทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้
กลับมาที่ประเด็นอีกครั้ง ที่ว่า ผู้คนทั่วไป ต้องการความรู้สึกสมเหตุสมผลทางด้านจิตวิทยา สำหรับการเกลียดชังศัตรูของตน และมองพวกเขาว่าเป็นต้นกำเนิดของความชั่วร้ายอย่างแท้จริง แต่ทัศนะคติทางด้านศีลธรรมข้อนี้ กำลังถูกบั่นคลอนในความน่าเชื่อถือ เมื่อเราทำการสืบสวนลงไปถึงสาเหตุที่แท้จริงภายใต้พฤติกรรมมนุษย์
และในกรณีที่เหตุของพฤติกรรม สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ความรู้สึกของเราเกี่ยวกับความรับผิดชอบของพวกเขา ก็เริ่มเปลี่ยนไป นี่คือสาเหตุที่ผมบอกว่า การเข้าใจสมองของคนปกติ ก็เปรียบเสมือน การหาเจ้าเนื้องอกเจ้าปัญหาที่ก่อเหตุนั้น เจอจนได้นั่นเอง
และขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่ได้พูดว่า ไม่มีความแตกต่าง ระหว่าง คนปกติ และ บุคคลที่มีปัญหา ในการควบคุมตนเอง
เพราะคนปกติ จะต้องรับผิดชอบสำหรับ การได้รับรางวัล และ การลงโทษ
ในขณะที่คนผิดปกติ จะถูกละเว้นจากความรับผิดชอบทั้งในการลงโทษ หรือ รับรางวัล เช่นกัน
และนั่นคือการแยกแยะความแตกต่างที่เราจำเป็นต้องมี ระหว่างคนปกติ และคนผิดปกติ
และนั่นก็คือ การใช้เหตุผลที่เราจำเป็นต้องมี
คือเพื่อ ใช้เป็นแรงจูงใจในการทำเพื่อของรางวัล หรือ เพื่อป้องกันผู้คนปกติไม่ให้ประพฤติผิด และคุมขังผู้คนที่เราไม่สามารถควบคุมได้โดยวิธีอื่นๆ
แต่บางอย่างในมุมมองทางด้านศีลธรรมของเราก็ได้เปลี่ยนไป เมื่อเราได้หยั่งรู้ถึงต้นกำเนิดของเหตุการณ์ก่อนหน้า และมันก็ควรจะเปลี่ยนนั่นแหละ เราควรจะยอมรับว่า ถ้าใครคนนึง ได้รับยีนส์พันธุกรรม และ ประสบการณ์ชีวิตที่ส่งผลให้เขาเป็นบุคคลวิกลจริต คนผู้นั้นย่อมถือเป็นผู้โชคร้าย แต่แน่นอนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่คุมขังตัวเขา แต่การเกลียดชังบุคคลผู้นี้ เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ในเมื่อเราได้เข้าใจอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้วว่าเขาได้กลายมาเป็นบุคคลผู้นี้ได้อย่างไร
ความเกลียดชังเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลกัน
ความรู้สึกเมตตาให้กับบุคคลผู้นี้ต่างหาก ที่เป็นเรื่องสมเหตุสมผล ในแบบเดียวกันกับที่เรารู้สึกเมตตาเด็กคนนึงที่อนาคตจะโตมากลายเป็นฆาตกรโรคจิต นักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ พยายามจะปกป้องแนวคิดของกาีมีเจตจำนงค์อิสระ หรือ ที่เรียกกันว่า Free Will ด้วยการกล่าวอ้างว่า ตัวเรานั้น เป็นมากกว่า ตัวตน คนที่มีสติรับรู้เพียงเท่านั้น
แต่ตัวตนของคุณคือ ผลรวมทั้งหมดของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกายของคุณ ไม่ว่าคุณจะมีสติรับรู้ หรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม คุณก็ไม่สามารถ เป็นต้นเหตุของชีวิตคุณในด้านที่คุณไม่มีสติรับรู้ได้เช่นกัน จริงๆแล้ว ในตอนนี้เดี๋ยวนี้ ร่างกายของคุณก็กำลังทำปฏิกิริยาต่างๆในอวัยวะของคุณที่ไม่ใช่ส่วนของสมองของคุณเป็นตัวสั่งการ แต่คุณก็ไม่ได้รู้สึกว่า นี่คือความรับผิดชอบของคุณสำหรับการตัดสินใจให้เกิดปฏิกิริยาเหล่านี้ในร่างกาย
คุณกำลังผลิตเม็ดเลือดแดงอยู่หรือเปล่าครับ?
หวังว่า ร่างกายของคุณ กำลังทำสิ่งนี้อยู่นะครับ
แต่ถ้าร่างกายของคุณ หยุดการผลิตเม็ดเลือดแดงขึ้นมาจริงๆ คุณก็จะเป็นผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ผู้กระทำผิด!
ในการกล่าวอ้างว่า คุณคือผู้รับผิดสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้ผิวหนังที่ห่อหุ้มตัวคุณอยู่นั้น เพราะว่าทั้งนี้คือ “ตัวคุณ” นั้น
เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ได้คำนึงถึงความเชื่อมโยงใดๆกันกับความรู้สึกของการมีตัวตนอยู่เลย และไม่ได้คำนึงถึงแนวคิดของความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่ทำให้แนวคิดของ การมีเจตจำนงค์อิสระ เป็นปัญหาตั้งแต่แรก
ความเป็นจริงก็คือ ความรู้สึก หรือ ความคาดหวังว่า เรานี่แหละคือเจ้าของความคิดและการกระทำของเรา นั้น เป็นสิ่งลวง
เราจะเป็นอิสระ ในฐานะตัวตนคนที่มีสติรับรู้ได้อย่างแท้จริงได้อย่างไร
ในเมื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีความตั้งใจจะลงมือทำนั้น ถูกทำให้เกิดขึ้นโดยสภาวะการณ์ทางสมองที่เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมา และเราไม่ได้มีการรับรู้ก่อนหน้านี้ คำตอบคือ เราไม่ได้เป็นอิสระ! เจตจำนงค์ นั้น ไม่ได้ เกิดขึ้น อย่างอิสระแบบแท้จริง แล้วแบบนี้ ทั้งหมดทั้งมวล มันมีความหมายว่าอย่างไรกัน?
อย่างแรกเลย มาทำความกระจ่างในประเด็นนี้กันก่อน ผู้คนมักจะสับสนในความหมายระหว่าง แนวคิดของการกำหนดกฏเกณฑ์ หรือที่เรียกว่า Determinism
กับแนวคิดที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้ว หรือที่เรียกว่า Fatalism
และ นี่ก็นำมาสู่คำถามที่ว่า ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดกฏเกณฑ์ไว้แล้ว แบบนี้เราจะทำอะไรไปทำไม? ทำไมไม่นั่งอยู่เฉยแล้วแค่รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ทำไมไม่โยนไม้พายทิ้งลงทะเลไป แล้วดูซิว่า เรือชีวิตจะพาเราลอยไปในทิศทางใด?
อีกครั้ง ที่ นี่ คือสิ่งที่ผู้คนมีความสับสน เพราะการนั่งเฉยๆแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยตัวมันเองแล้ว ก็เป็นการเลือกในรูปแบบนึงเช่นกัน ที่จะสร้างผลลัพธ์ในตัวของมันเอง
และการนั่งเฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลย ก็เป็นสิ่งยากมากๆที่จะทำ ไม่เชื่อก็ลองนอนบนเตียงทั้งวันดูสิครับ แล้วรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ช้าไม่นานคุณก็จะรู้สึกอยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง
และวิธีเดียวที่จะยังคงนอนอยู่บนเตียงได้ทั้งวันสำเร็จ ก็คือการฝืนทนอยู่บนเตียง ในที่สุด การไม่ทำอะไรเลยอยู่บนเตียง ก็จะกลายมาเป็นสิ่งที่ยากมากๆในการลงมือทำ เมื่อเทียบกับการลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วทำอะไรซักอย่าง
การเลือกสิ่งต่างๆในชีวิตจริงของเรานั้น ก็มีความสำคัญในแบบที่คนส่วนใหญ่คิดนั่นแหละ เพราะการเลือก คือ ส่วนหนึ่งของ กระแสแห่งเหตุและผล
ส่วนแนวคิดแบบ Fatalism หรือความเชื่อที่ว่าอนาคตทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ไม่ว่าเราจะคิด หรือทำอะไรนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นแนวคิดลวงที่ไม่เป็นจริง
แต่กระนั้นก็ตาม ตัวเลือกครั้งถัดไปของคุณ ก็จะปรากฏขึ้นโดยปรากฎการณ์ที่ลึกลับ ที่คุณในฐานะผู้ที่มีสติรับรู้นั้น ไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมาและไม่รู้ว่ามันมาจากที่ใด
ในมุมมองของสมองที่มีการรับรู้ของคุณนั้น คุณไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับ ความคิดและการกนะทำอันถัดไปของคุณ แบบเดียวกับที่คุณไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบในการที่คุณถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้นั่นแหละครับ
คุณไม่ได้เป็นผู้ที่สร้างสมองของตนเองขึ้นมา
และในขณะที่คุณดูเหมือนว่ากำลังจะทำการพัฒนาสมองด้วยวิธีต่างๆ อย่างการหาความรู้ หรือเพิ่มทักษะต่างๆ ยกตัวอย่างเข่น ทักษะการนั่งสมาธิ ตัวเครื่องมือต่างๆที่จะเอื้ออำนวยให้คุณทำสิ่งนั้นได้ คือสิ่งที่คุณได้มาจากช่วงเวลาในอดีต ในมุมมองนี้ คุณเองก็ไมได้เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับสมองของคุณ ในแบบเดียวกันกับที่คุณไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบ สำหรับส่วนสูงของคุณ
แต่ผมก็ไม่ได้พูดว่าเราควรกล่าวโทษพ่อแม่ของเรา สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดพลาดไปในชีวิตของเรา หรือพูดว่าเราไม่จำเป็นต้องพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นแต่อย่างใดนะครับ
การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
ในความเป็นจริงแล้ว การมองตัวเราในลักษณะที่ว่า ตัวเรานั้นคือ ระบบที่เปิดกว้างรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานั้น ทำให้การเปลี่ยแปลงดูเหมือนจะเป็นไปได้มากขึ้น คุณไม่ได้ถูกจองจำให้ติดอยู่กับการเป็นตัวตนคนเดิมของคุณในวันวาน อันที่จริงแล้ว คุณไม่สามารถเป็นคนเดิมในวันเมื่อวานได้หรอกครับ
นิยามของคำว่า ตัวตน ในแบบที่สมเหตุสมผล คือการมองว่า การมีตัวตนของเรานั้น ไม่ใช่กระบวนการที่อยู่นิ่งสเถียรโดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่คือการมองว่า ตัวตนของเรานั้น คือ กระบวนการของการเปลี่ยนแปลง
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ การเจริญเติบโต เป็นสิ่งที่เป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองในมุมของระดับประสบการณ์ส่วนบุคคล เราก็จะเห็นได้ว่า การปรากฏขึ้นของความคิดในชีวิตของเรานั้น คือ กระบวนการที่เป็นความลึกลับซับซ้อนโดยพื้นฐาน
ไม่มีใครรู้อย่างถ่องแท้ ว่าเรามาถึงจุดนี้ในปัจจุบันได้อย่างไร และเราก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นถัดไปจากนี้
การตระหนักถึงสิ่งนี้ อาจดูเหมือนเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวสำหรับพวกคุณบางคน แต่เมื่อเราได้เข้าใจแล้ว ก็จะให้อิสระภาพทางความคิดแก่เราได้เป็นอย่างมาก
การเกิดขึ้นและตั้งอยู่ของปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่เร้นลับอย่างแท้จริง ซึ่งคุณก็จะได้ค้นพบชีวิตของคุณในทุกๆช่วงขณะที่คุณกำลังเข้าไปสู่
และมีหลายวธีที่จะทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้น เช่น การอ่านหนังสือ หรือรายล้อมตัวคุณด้วยบุคคลที่เก่งกล้าสามารถ
และคุณไม่มีทางรู้เลยว่าข้อมูลที่ดี สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้มากขนาดไหน
แต่ยังไง เราก็ไม่สามารถ เลือกใหม่ ในสิ่งที่เราได้เลือกไปแล้วได้เลย และถ้า มันปรากฏต่อคุณ ว่าเราทำแบบนั้นได้ เช่น หลังจาก พิจารณาการเลือก ตัวเลือกสองตัวกลับไปกลับมา คุณไม่สามารถเลือกใหม่ ในสิ่งที่คุณได้เลือกไปแล้วได้เลย เพราะอย่างไร การไขข้อมูลความลับของสมองมนุษย์ก็ยังคงปริศนาที่มืดมนสำหรับเราอยู่ดี มันดูเหมือนกับว่า ทุกสิ่งอย่างในชีวิตที่เราลงมือกระทำลงไปนั้น ดูเหมือนว่า มันจะเป็นก้าวแรก หรือไม่ก็ก้าวสุดท้ายเสมอ ด้วยเหตุผลที่เป็นเรื่องลึกลับสำหรับแต่ละบุคคล
การที่คุณพูดว่า “จริงๆแล้ว สำหรับสิ่งที่ผมได้ทำลงไปนั้น ผมสามารถทำอีกแบบึงก็ได้”
ก็คือการที่คุณมีเสียงของความคิดแบบนั้นเกิดขึ้น
หลังจากที่คุณได้ทำทุกอย่างลงไปเสร็จสิ้นแล้ว
และเพื่อประกาศอิสระของคุณในบริบทนี้
คุณก็สามารถพูดได้ว่า “ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงได้ทำสิ่งนั้นลงไป แต่ผมก็ไม่ได้รังเกียจที่จะทำมันหรอกนะ จริงๆแล้ว ถ้าจะให้ทำอีกครั้งนึงผมก็ยินดีนะ”
ดังนั้นเพื่อเป็นการสรุป ผมต้องการจะนำบทสนทนามาสู่ประสบการณ์โดยตรงของเรานะครับ
โดยทั่วไปแล้ว แนวคิดของการมีเจตจำนงค์อิสระนั้น นำไปสู่ปริศนาลึกลับเสมอ เพราะในด้านนึง เราก็ไม่สามารถหาเหตุและผลของเจตจำนงค์อิสระ ในนิยามทางวิทยาศาสตร์ได้เลย แต่ในอีกด้านนึง ตัวเรากลับรู้สึกว่า เรานั้นเอง คือ ผู้ผลิตความคิด และ การลงมือทำต่างๆ และอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า ผมคิดว่านี่แหละ คือจุดเริ่มต้น ของความสับสน
ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า เจตจำนงค์อิสระ ไม่สมเหตุสมผล ในระดับของประสบการณ์ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ มันยังไม่สมเหตุสมผลในโลกของวัตถุอีกด้วย
เราไม่เพียงแต่ไม่ได้มีอิสระเท่าที่เราคิดว่าเรามี
เรายังไม่ได้รู้สึกอิสระ เท่าที่กับเราคิดว่าเรามีอิสระอีกด้วย
ความรู้สึกของการมีอิสระของเรานั้น เกิดจากการที่เราไม่ได้ใส่ใจในธรรมชาติของการมีประสบการณ์อย่างใกล้ชิดพอ ความคิดและความตั้งใจ มันก็แค่ปรากฏขึ้นมาในสมองของเรา แล้วจะให้มันไปปรากฏที่ไหนได้อีกล่ะ?
ดังนั้น ความเป็นจริง เกี่ยวกับตัวเรานั้น เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดกว่าที่หลายคนเข้าใจ
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มันไม่ใช่แค่เรื่อง เจตจำนงค์อิสระ เป็นภาพลวงตา หรือ มายาลวงโลก เพียงเท่านั้น แต่ในมุมมองของผม ภาพลวงตาของการมีเจตจำนงค์อิสระนั้น โดยตัวมันเอง ก็เป็นภาพลวงตา เช่นกัน
มันไม่ได้มี ภาพลวงตา ของเจตจำนงค์ อิสระแต่อย่างใด
เพราะการที่พูดว่าเจตจำนงค์อิสระเป็นภาพลวงตา นั้นทำให้เกิดความสับสน ในลักษณะที่ว่า ถ้ามันเป็นภาพลวงตา ในแบบที่เราเข้าใจกันทั่วๆไปแล้วล่ะก็ มันจะต้อง ลวงตา ของเรา หรือ ลวงหลอกเรา เกี่ยวกับสภาวะการณ์บางอย่างของโลก แต่เมื่อดูจากการที่เหตุการณ์ต่างๆถือกำเนิดขึ้นมา เจตจำนงค์อิสระดูเหมือนว่า จะเป็นสิ่งลวงของสิ่งใดไปไม่ได้เสียเลย
เพราะมันไม่มีสัญญาณของการปรากฏใดๆที่ดูเหมือนว่าจะบิดเบือนความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เลย
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นั้นเห็นได้ชัดอย่างแจ่มแจ้ง
อย่างที่ผมเคยกล่าวไปแล้วว่า มันไม่มีวิธีการอธิบายถึงเหตุและผล เพื่อให้การมีอยู่ของเจตจำนงค์อิสระนี้ เข้ากันได้อย่างสมเหตุสมผลเลย
ไม่ว่าจะด้วยแนวคิดแบบกำหนดกฏเกณฑ์ ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Determinism
หรือ แนวคิด แบบ ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า randomness
หรือจะทั้งสองแนวคิดประกอบกันก็ตาม
เพราะในแนวคิดของ การกำหนดกฏเกณฑ์
เจตจำนงค์ นั้น มีอยู่ แต่ไม่ได้ เกิดขึ้นโดยอิสระ
(หมายถึง เรามีความคิด แต่ความคิดนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอิสระที่เรากำหนด)
และในแนวคิดของ การเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยอิสระ แต่ปราศจาก เจตจำนงค์
(หมายถึง สิ่งต่างๆเกิดขึ้น อย่างอิสระ แต่เราไม่ได้กำหนดเอง คือ เป็นเรื่องบังเอิญ)
คราวนี้ บางคนอาจจะยังคงคิดว่า มุมมองชีวิตแบบนี้ ช่างน่าหดหู่ใจเสียเหลือเกินนะครับ เพราะดูเหมือนว่า มันเอาบางอย่างออกไปจากตัวเรา
และมันก็เป็นแบบนั้นแหละครับ
มันเอามุมมองของ ความเห็นแก่ตัว ออกไปจากตัวเรา
และมันให้อิสระภาพทางความคิดกับคุณได้เป็นอย่างมาก เราไม่ได้แยกขาดจากกันเป็นเอกเทศน์ แต่เรานั้นมีความเชื่อมโยงถึงกันและกัน เชื่อมโยงถึงอดีตที่ผ่านมาของกันและกัน และเชื่อมโยงกับทุกสิ่งรอบตัวเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบหลายๆระบบ ดังนั้น สิ่งที่เราลงมือทำในทุกขณะ สร้างความแตกต่างได้จริงๆ
ความเป็นจริงที่ว่า มันไม่มีขอบเขตใดๆที่กั้นขวางระหว่างตัวเรากับโลกข้างนอกนั่น และไม่มีขอบเขตใดๆระหว่าง จิตใจของเรา กับ ของผู้อื่น นั้น ทำให้เราตระหนักว่า ความสำคัญของแต่ละสิ่งที่เราลงมือทำในแต่ละช่วงขณะนั้น ไม่ได้ลดน้อยลงไป แต่กลับมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีกนะครับ
แน่นอนว่าพรสวรรค์ที่คุณมี มันไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากตัวคุณ แต่มันสำคัญ ที่คุณจะใช้พรสวรรค์ของคุณ
และแน่นอนว่า ข้อบกพร่องของคุณ มันไม่ใช่ความผิดที่เกิดขึ้นโดยตัวคุณทั้งหมดหรอก แต่มันสำคัญนะ ที่คุณจะแก้ไขมัน
ความทะนงตน และ ความอับอาย เป็นความรู้สึกทางอารมณ์ที่ไม่น่าพิรมณ์ และไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ เมื่อเราได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
สิ่งที่สมเหตุสมผลก็คือ พันธะสัญญา ที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่จะพัฒนาชีวิตของคุณ และคนรอบๆตัวคุณ
ความรักและ ความเมตตา เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล
และยังมีความแตกต่างระหว่าง ความสุข และ ความทุกข์ และความรักนั้นก็คือ ความรู้สึกอยากให้ผู้อื่นมีความสุข และแน่นอนว่า ไม่มีสิ่งใดที่ผมพูดเกี่ยวกับ เจคจำนงค์อิสระ ที่ทำให้ความสำคัญของ อิสระทางสังคมและการเมือง ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด
อิสระในการลงมือทำในสิ่งที่ตนต้องการ และไม่ทำในสิ่งท่ีตนไม่ต้องการจะทำ นั้นยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับผู้คน ในแบบเดิมที่ทุกคนคิดนั่นแหละ
การที่มีปืนมาจ่อที่หัวของเรา นั้นเป็นปัญหาที่สมควรแก้ไข ไม่ว่าผู้ประสงค์ร้ายนั้น จะมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม
แต่แนวคิดที่ว่า เรา ในฐานะ มนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะ นั้น เป็นผู้รับผิดชอบแบบหมดจดครบถ้วน สำหรับภาวะทางสมอง และ ผลลัพธ์ที่ตามมา นั้น เป็นแนวคิดที่ เป็นไปไม่ได้ ที่จะวางลงไปในผังภูมิใดๆของโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแห่งประสบการณ์ได้เลย
และหากเราต้องการ นำชีวิต ด้วย ความเป็นจริง แทนที่จะใช้ มายาคติ นำชีวิต
ความเชื่อของเรา เกี่ยวกับ ตัวของเรานั้น
ในที่สุดแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนไป ...