
Sign up to save your podcasts
Or


Free Will โดย Sam Harris
ผมคิดว่า คงพูดได้อย่างมั่นใจว่า ไม่มีใครเคยโต้แย้งเกี่ยวกับการมีอยู่ของเจตจำนงค์อิสระ เพราะว่าแนวคิดนี้ สร้างข้อผูกมัดไว้หลายอย่าง
แนวคิดแบบทำให้เข้ากันได้ ตามที่เพื่อนนักปรัชญาของผมคนนึง ที่ชื่อ คุณ แดเนียล เดเน็ต ได้กล่าวไว้ว่า บุคคลใดๆก็ตามจะมีอิสระได้ ก็ต่อเมื่อเขาผู้นั้น มีอิสระ จาก แรงกระตุ้น ทั้งภายนอก และภายใน ที่จะขัดขวางเขาไม่ให้ลงมือกระทำในสิ่งที่เขาประสงค์และปราถนา
คราวนี้ นักคิดแบบ compatible หรือ ทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ ก็จะโต้แย้งกลับมา ว่า
เพราะนี่คือการแลกเปลี่ยน ความเป็นจริงทางด้านจิตวิทยา อันเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนบุคคลในการเป็นผู้ที่มีสติ
ความเป็นจริงทางด้านจิตวิทยา ก็คือ พวกเราส่วนใหญ่ มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับ หรือ ไม่ก็รู้สึกว่าตนสามารถควบคุม ช่องทางของการสื่อสารในการมีสติรับรู้ของเรา หรือที่เรียกว่า consciousness นั่นเอง แต่เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าตัวตนของคุณที่คุณเข้าใจว่าคือตัวคุณนั้น แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมสิ่งใดเลย
จินตนาการดูว่า เราอาศัยอยู่ในโลกที่ คนส่วนใหญ่ในโลกเชื่อว่า เคยมี มหานครที่หายสาบสูญไปจากโลก ที่ชื่อว่า แอตแลนติส
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกความเชื่อเกี่ยวกับเมืองแอตแลนติส อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน เพราะบางความเชื่อนั้นถือว่าเป็นเรื่องพิศดาลพอสมควรเลยทีเดียว แต่หลักฐานที่ควรจะเกี่ยวโยงในมุมมองของนัก compatiblelists ทั้งหลาย ก็ถูกเชื่อมโยงให้เข้ากันกับ หมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในแถบทะเลเมอดิเตอเรเนี่ยน และพวกเขาก็ถือว่า งานของตนเป็นอันครบถ้วนสมบูรณ์ และบอกกล่าวให้นักวิทยาศาสตร์ เร่งสืบเสาะ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติในซิซิลีกันได้เลย
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่ทำให้ผู้คนขัดข้องใจ เกี่ยวกับแนวคิดของเมืองแอตแลนติสก็คือ การที่อารยธรรมที่มีความศิวิไลซ์ขั้นสูงจะอันตรธานหายสาบสูญไปใต้ผืนน้ำใต้มหาสมุทรใน ซิซิลี หรือใต้มหาสมุทรใดๆก็ตามในโลก ดูจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ผู้คนจึงสับสนในประเด็นนี้ และความสับสนนี้ก็ส่งผลกระทบที่เป็นจริง และนักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ จะไม่ยอมรับว่า ซิซิลี นั้น แตกต่างจาก แอตแลนติส โดยสิ้นเชิงอย่างไรบ้าง
กลับมาที่ประเด็นอีกครั้ง ที่ว่า ผู้คนทั่วไป ต้องการความรู้สึกสมเหตุสมผลทางด้านจิตวิทยา สำหรับการเกลียดชังศัตรูของตน และมองพวกเขาว่าเป็นต้นกำเนิดของความชั่วร้ายอย่างแท้จริง แต่ทัศนะคติทางด้านศีลธรรมข้อนี้ กำลังถูกบั่นคลอนในความน่าเชื่อถือ เมื่อเราทำการสืบสวนลงไปถึงสาเหตุที่แท้จริงภายใต้พฤติกรรมมนุษย์
และขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่ได้พูดว่า ไม่มีความแตกต่าง ระหว่าง คนปกติ และ บุคคลที่มีปัญหา ในการควบคุมตนเอง
แต่บางอย่างในมุมมองทางด้านศีลธรรมของเราก็ได้เปลี่ยนไป เมื่อเราได้หยั่งรู้ถึงต้นกำเนิดของเหตุการณ์ก่อนหน้า และมันก็ควรจะเปลี่ยนนั่นแหละ เราควรจะยอมรับว่า ถ้าใครคนนึง ได้รับยีนส์พันธุกรรม และ ประสบการณ์ชีวิตที่ส่งผลให้เขาเป็นบุคคลวิกลจริต คนผู้นั้นย่อมถือเป็นผู้โชคร้าย แต่แน่นอนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่คุมขังตัวเขา แต่การเกลียดชังบุคคลผู้นี้ เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ในเมื่อเราได้เข้าใจอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้วว่าเขาได้กลายมาเป็นบุคคลผู้นี้ได้อย่างไร
ความรู้สึกเมตตาให้กับบุคคลผู้นี้ต่างหาก ที่เป็นเรื่องสมเหตุสมผล ในแบบเดียวกันกับที่เรารู้สึกเมตตาเด็กคนนึงที่อนาคตจะโตมากลายเป็นฆาตกรโรคจิต นักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ พยายามจะปกป้องแนวคิดของกาีมีเจตจำนงค์อิสระ หรือ ที่เรียกกันว่า Free Will ด้วยการกล่าวอ้างว่า ตัวเรานั้น เป็นมากกว่า ตัวตน คนที่มีสติรับรู้เพียงเท่านั้น
แต่ตัวตนของคุณคือ ผลรวมทั้งหมดของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกายของคุณ ไม่ว่าคุณจะมีสติรับรู้ หรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม คุณก็ไม่สามารถ เป็นต้นเหตุของชีวิตคุณในด้านที่คุณไม่มีสติรับรู้ได้เช่นกัน จริงๆแล้ว ในตอนนี้เดี๋ยวนี้ ร่างกายของคุณก็กำลังทำปฏิกิริยาต่างๆในอวัยวะของคุณที่ไม่ใช่ส่วนของสมองของคุณเป็นตัวสั่งการ แต่คุณก็ไม่ได้รู้สึกว่า นี่คือความรับผิดชอบของคุณสำหรับการตัดสินใจให้เกิดปฏิกิริยาเหล่านี้ในร่างกาย
คุณกำลังผลิตเม็ดเลือดแดงอยู่หรือเปล่าครับ?
ในการกล่าวอ้างว่า คุณคือผู้รับผิดสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้ผิวหนังที่ห่อหุ้มตัวคุณอยู่นั้น เพราะว่าทั้งนี้คือ “ตัวคุณ” นั้น
อย่างแรกเลย มาทำความกระจ่างในประเด็นนี้กันก่อน ผู้คนมักจะสับสนในความหมายระหว่าง แนวคิดของการกำหนดกฏเกณฑ์ หรือที่เรียกว่า Determinism
อีกครั้ง ที่ นี่ คือสิ่งที่ผู้คนมีความสับสน เพราะการนั่งเฉยๆแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยตัวมันเองแล้ว ก็เป็นการเลือกในรูปแบบนึงเช่นกัน ที่จะสร้างผลลัพธ์ในตัวของมันเอง
การเลือกสิ่งต่างๆในชีวิตจริงของเรานั้น ก็มีความสำคัญในแบบที่คนส่วนใหญ่คิดนั่นแหละ เพราะการเลือก คือ ส่วนหนึ่งของ กระแสแห่งเหตุและผล
แต่กระนั้นก็ตาม ตัวเลือกครั้งถัดไปของคุณ ก็จะปรากฏขึ้นโดยปรากฎการณ์ที่ลึกลับ ที่คุณในฐานะผู้ที่มีสติรับรู้นั้น ไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมาและไม่รู้ว่ามันมาจากที่ใด
คุณไม่ได้เป็นผู้ที่สร้างสมองของตนเองขึ้นมา
แต่ผมก็ไม่ได้พูดว่าเราควรกล่าวโทษพ่อแม่ของเรา สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดพลาดไปในชีวิตของเรา หรือพูดว่าเราไม่จำเป็นต้องพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นแต่อย่างใดนะครับ
นิยามของคำว่า ตัวตน ในแบบที่สมเหตุสมผล คือการมองว่า การมีตัวตนของเรานั้น ไม่ใช่กระบวนการที่อยู่นิ่งสเถียรโดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่คือการมองว่า ตัวตนของเรานั้น คือ กระบวนการของการเปลี่ยนแปลง
การเกิดขึ้นและตั้งอยู่ของปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่เร้นลับอย่างแท้จริง ซึ่งคุณก็จะได้ค้นพบชีวิตของคุณในทุกๆช่วงขณะที่คุณกำลังเข้าไปสู่
และคุณไม่มีทางรู้เลยว่าข้อมูลที่ดี สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้มากขนาดไหน
การที่คุณพูดว่า “จริงๆแล้ว สำหรับสิ่งที่ผมได้ทำลงไปนั้น ผมสามารถทำอีกแบบึงก็ได้”
ดังนั้นเพื่อเป็นการสรุป ผมต้องการจะนำบทสนทนามาสู่ประสบการณ์โดยตรงของเรานะครับ
ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า เจตจำนงค์อิสระ ไม่สมเหตุสมผล ในระดับของประสบการณ์ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ มันยังไม่สมเหตุสมผลในโลกของวัตถุอีกด้วย
ดังนั้น ความเป็นจริง เกี่ยวกับตัวเรานั้น เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดกว่าที่หลายคนเข้าใจ
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มันไม่ใช่แค่เรื่อง เจตจำนงค์อิสระ เป็นภาพลวงตา หรือ มายาลวงโลก เพียงเท่านั้น แต่ในมุมมองของผม ภาพลวงตาของการมีเจตจำนงค์อิสระนั้น โดยตัวมันเอง ก็เป็นภาพลวงตา เช่นกัน
เพราะมันไม่มีสัญญาณของการปรากฏใดๆที่ดูเหมือนว่าจะบิดเบือนความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เลย
คราวนี้ บางคนอาจจะยังคงคิดว่า มุมมองชีวิตแบบนี้ ช่างน่าหดหู่ใจเสียเหลือเกินนะครับ เพราะดูเหมือนว่า มันเอาบางอย่างออกไปจากตัวเรา
ความเป็นจริงที่ว่า มันไม่มีขอบเขตใดๆที่กั้นขวางระหว่างตัวเรากับโลกข้างนอกนั่น และไม่มีขอบเขตใดๆระหว่าง จิตใจของเรา กับ ของผู้อื่น นั้น ทำให้เราตระหนักว่า ความสำคัญของแต่ละสิ่งที่เราลงมือทำในแต่ละช่วงขณะนั้น ไม่ได้ลดน้อยลงไป แต่กลับมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีกนะครับ
สิ่งที่สมเหตุสมผลก็คือ พันธะสัญญา ที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่จะพัฒนาชีวิตของคุณ และคนรอบๆตัวคุณ
อิสระในการลงมือทำในสิ่งที่ตนต้องการ และไม่ทำในสิ่งท่ีตนไม่ต้องการจะทำ นั้นยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับผู้คน ในแบบเดิมที่ทุกคนคิดนั่นแหละ
และหากเราต้องการ นำชีวิต ด้วย ความเป็นจริง แทนที่จะใช้ มายาคติ นำชีวิต
By FutureOfHumanLongevityFree Will โดย Sam Harris
ผมคิดว่า คงพูดได้อย่างมั่นใจว่า ไม่มีใครเคยโต้แย้งเกี่ยวกับการมีอยู่ของเจตจำนงค์อิสระ เพราะว่าแนวคิดนี้ สร้างข้อผูกมัดไว้หลายอย่าง
แนวคิดแบบทำให้เข้ากันได้ ตามที่เพื่อนนักปรัชญาของผมคนนึง ที่ชื่อ คุณ แดเนียล เดเน็ต ได้กล่าวไว้ว่า บุคคลใดๆก็ตามจะมีอิสระได้ ก็ต่อเมื่อเขาผู้นั้น มีอิสระ จาก แรงกระตุ้น ทั้งภายนอก และภายใน ที่จะขัดขวางเขาไม่ให้ลงมือกระทำในสิ่งที่เขาประสงค์และปราถนา
คราวนี้ นักคิดแบบ compatible หรือ ทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ ก็จะโต้แย้งกลับมา ว่า
เพราะนี่คือการแลกเปลี่ยน ความเป็นจริงทางด้านจิตวิทยา อันเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนบุคคลในการเป็นผู้ที่มีสติ
ความเป็นจริงทางด้านจิตวิทยา ก็คือ พวกเราส่วนใหญ่ มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับ หรือ ไม่ก็รู้สึกว่าตนสามารถควบคุม ช่องทางของการสื่อสารในการมีสติรับรู้ของเรา หรือที่เรียกว่า consciousness นั่นเอง แต่เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าตัวตนของคุณที่คุณเข้าใจว่าคือตัวคุณนั้น แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมสิ่งใดเลย
จินตนาการดูว่า เราอาศัยอยู่ในโลกที่ คนส่วนใหญ่ในโลกเชื่อว่า เคยมี มหานครที่หายสาบสูญไปจากโลก ที่ชื่อว่า แอตแลนติส
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกความเชื่อเกี่ยวกับเมืองแอตแลนติส อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน เพราะบางความเชื่อนั้นถือว่าเป็นเรื่องพิศดาลพอสมควรเลยทีเดียว แต่หลักฐานที่ควรจะเกี่ยวโยงในมุมมองของนัก compatiblelists ทั้งหลาย ก็ถูกเชื่อมโยงให้เข้ากันกับ หมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในแถบทะเลเมอดิเตอเรเนี่ยน และพวกเขาก็ถือว่า งานของตนเป็นอันครบถ้วนสมบูรณ์ และบอกกล่าวให้นักวิทยาศาสตร์ เร่งสืบเสาะ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติในซิซิลีกันได้เลย
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่ทำให้ผู้คนขัดข้องใจ เกี่ยวกับแนวคิดของเมืองแอตแลนติสก็คือ การที่อารยธรรมที่มีความศิวิไลซ์ขั้นสูงจะอันตรธานหายสาบสูญไปใต้ผืนน้ำใต้มหาสมุทรใน ซิซิลี หรือใต้มหาสมุทรใดๆก็ตามในโลก ดูจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ผู้คนจึงสับสนในประเด็นนี้ และความสับสนนี้ก็ส่งผลกระทบที่เป็นจริง และนักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ จะไม่ยอมรับว่า ซิซิลี นั้น แตกต่างจาก แอตแลนติส โดยสิ้นเชิงอย่างไรบ้าง
กลับมาที่ประเด็นอีกครั้ง ที่ว่า ผู้คนทั่วไป ต้องการความรู้สึกสมเหตุสมผลทางด้านจิตวิทยา สำหรับการเกลียดชังศัตรูของตน และมองพวกเขาว่าเป็นต้นกำเนิดของความชั่วร้ายอย่างแท้จริง แต่ทัศนะคติทางด้านศีลธรรมข้อนี้ กำลังถูกบั่นคลอนในความน่าเชื่อถือ เมื่อเราทำการสืบสวนลงไปถึงสาเหตุที่แท้จริงภายใต้พฤติกรรมมนุษย์
และขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่ได้พูดว่า ไม่มีความแตกต่าง ระหว่าง คนปกติ และ บุคคลที่มีปัญหา ในการควบคุมตนเอง
แต่บางอย่างในมุมมองทางด้านศีลธรรมของเราก็ได้เปลี่ยนไป เมื่อเราได้หยั่งรู้ถึงต้นกำเนิดของเหตุการณ์ก่อนหน้า และมันก็ควรจะเปลี่ยนนั่นแหละ เราควรจะยอมรับว่า ถ้าใครคนนึง ได้รับยีนส์พันธุกรรม และ ประสบการณ์ชีวิตที่ส่งผลให้เขาเป็นบุคคลวิกลจริต คนผู้นั้นย่อมถือเป็นผู้โชคร้าย แต่แน่นอนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่คุมขังตัวเขา แต่การเกลียดชังบุคคลผู้นี้ เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ในเมื่อเราได้เข้าใจอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้วว่าเขาได้กลายมาเป็นบุคคลผู้นี้ได้อย่างไร
ความรู้สึกเมตตาให้กับบุคคลผู้นี้ต่างหาก ที่เป็นเรื่องสมเหตุสมผล ในแบบเดียวกันกับที่เรารู้สึกเมตตาเด็กคนนึงที่อนาคตจะโตมากลายเป็นฆาตกรโรคจิต นักคิดแบบทำให้ทุกอย่างเข้ากันได้ พยายามจะปกป้องแนวคิดของกาีมีเจตจำนงค์อิสระ หรือ ที่เรียกกันว่า Free Will ด้วยการกล่าวอ้างว่า ตัวเรานั้น เป็นมากกว่า ตัวตน คนที่มีสติรับรู้เพียงเท่านั้น
แต่ตัวตนของคุณคือ ผลรวมทั้งหมดของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกายของคุณ ไม่ว่าคุณจะมีสติรับรู้ หรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม คุณก็ไม่สามารถ เป็นต้นเหตุของชีวิตคุณในด้านที่คุณไม่มีสติรับรู้ได้เช่นกัน จริงๆแล้ว ในตอนนี้เดี๋ยวนี้ ร่างกายของคุณก็กำลังทำปฏิกิริยาต่างๆในอวัยวะของคุณที่ไม่ใช่ส่วนของสมองของคุณเป็นตัวสั่งการ แต่คุณก็ไม่ได้รู้สึกว่า นี่คือความรับผิดชอบของคุณสำหรับการตัดสินใจให้เกิดปฏิกิริยาเหล่านี้ในร่างกาย
คุณกำลังผลิตเม็ดเลือดแดงอยู่หรือเปล่าครับ?
ในการกล่าวอ้างว่า คุณคือผู้รับผิดสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้ผิวหนังที่ห่อหุ้มตัวคุณอยู่นั้น เพราะว่าทั้งนี้คือ “ตัวคุณ” นั้น
อย่างแรกเลย มาทำความกระจ่างในประเด็นนี้กันก่อน ผู้คนมักจะสับสนในความหมายระหว่าง แนวคิดของการกำหนดกฏเกณฑ์ หรือที่เรียกว่า Determinism
อีกครั้ง ที่ นี่ คือสิ่งที่ผู้คนมีความสับสน เพราะการนั่งเฉยๆแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยตัวมันเองแล้ว ก็เป็นการเลือกในรูปแบบนึงเช่นกัน ที่จะสร้างผลลัพธ์ในตัวของมันเอง
การเลือกสิ่งต่างๆในชีวิตจริงของเรานั้น ก็มีความสำคัญในแบบที่คนส่วนใหญ่คิดนั่นแหละ เพราะการเลือก คือ ส่วนหนึ่งของ กระแสแห่งเหตุและผล
แต่กระนั้นก็ตาม ตัวเลือกครั้งถัดไปของคุณ ก็จะปรากฏขึ้นโดยปรากฎการณ์ที่ลึกลับ ที่คุณในฐานะผู้ที่มีสติรับรู้นั้น ไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมาและไม่รู้ว่ามันมาจากที่ใด
คุณไม่ได้เป็นผู้ที่สร้างสมองของตนเองขึ้นมา
แต่ผมก็ไม่ได้พูดว่าเราควรกล่าวโทษพ่อแม่ของเรา สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดพลาดไปในชีวิตของเรา หรือพูดว่าเราไม่จำเป็นต้องพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นแต่อย่างใดนะครับ
นิยามของคำว่า ตัวตน ในแบบที่สมเหตุสมผล คือการมองว่า การมีตัวตนของเรานั้น ไม่ใช่กระบวนการที่อยู่นิ่งสเถียรโดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่คือการมองว่า ตัวตนของเรานั้น คือ กระบวนการของการเปลี่ยนแปลง
การเกิดขึ้นและตั้งอยู่ของปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่เร้นลับอย่างแท้จริง ซึ่งคุณก็จะได้ค้นพบชีวิตของคุณในทุกๆช่วงขณะที่คุณกำลังเข้าไปสู่
และคุณไม่มีทางรู้เลยว่าข้อมูลที่ดี สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้มากขนาดไหน
การที่คุณพูดว่า “จริงๆแล้ว สำหรับสิ่งที่ผมได้ทำลงไปนั้น ผมสามารถทำอีกแบบึงก็ได้”
ดังนั้นเพื่อเป็นการสรุป ผมต้องการจะนำบทสนทนามาสู่ประสบการณ์โดยตรงของเรานะครับ
ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า เจตจำนงค์อิสระ ไม่สมเหตุสมผล ในระดับของประสบการณ์ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ มันยังไม่สมเหตุสมผลในโลกของวัตถุอีกด้วย
ดังนั้น ความเป็นจริง เกี่ยวกับตัวเรานั้น เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดกว่าที่หลายคนเข้าใจ
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มันไม่ใช่แค่เรื่อง เจตจำนงค์อิสระ เป็นภาพลวงตา หรือ มายาลวงโลก เพียงเท่านั้น แต่ในมุมมองของผม ภาพลวงตาของการมีเจตจำนงค์อิสระนั้น โดยตัวมันเอง ก็เป็นภาพลวงตา เช่นกัน
เพราะมันไม่มีสัญญาณของการปรากฏใดๆที่ดูเหมือนว่าจะบิดเบือนความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เลย
คราวนี้ บางคนอาจจะยังคงคิดว่า มุมมองชีวิตแบบนี้ ช่างน่าหดหู่ใจเสียเหลือเกินนะครับ เพราะดูเหมือนว่า มันเอาบางอย่างออกไปจากตัวเรา
ความเป็นจริงที่ว่า มันไม่มีขอบเขตใดๆที่กั้นขวางระหว่างตัวเรากับโลกข้างนอกนั่น และไม่มีขอบเขตใดๆระหว่าง จิตใจของเรา กับ ของผู้อื่น นั้น ทำให้เราตระหนักว่า ความสำคัญของแต่ละสิ่งที่เราลงมือทำในแต่ละช่วงขณะนั้น ไม่ได้ลดน้อยลงไป แต่กลับมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีกนะครับ
สิ่งที่สมเหตุสมผลก็คือ พันธะสัญญา ที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่จะพัฒนาชีวิตของคุณ และคนรอบๆตัวคุณ
อิสระในการลงมือทำในสิ่งที่ตนต้องการ และไม่ทำในสิ่งท่ีตนไม่ต้องการจะทำ นั้นยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับผู้คน ในแบบเดิมที่ทุกคนคิดนั่นแหละ
และหากเราต้องการ นำชีวิต ด้วย ความเป็นจริง แทนที่จะใช้ มายาคติ นำชีวิต