Future of Human Longevity Podcast

EP011: Free will (ตอนที่ 3) การเลือก เหตุผล และ ความร


Listen Later

Free will เจตจำนงค์อิสระ มีอยู่จริงหรือ?

ตอนที่ 3
Choice, Reason & Knowledge
การเลือก เหตุผล และ ความรู้

 

ผมได้โต้แย้งมาตลอด เจตจำนงค์อิสระนั้นไม่มีอยู่จริง ถ้างั้นมีอะไรอยู่จริงล่ะ? อืม ก็มีเรื่องโชค ไงล่ะ โชคดี โชคร้ายและการลงมือทำของเรา 

 

แต่จริงๆแล้วอันนั้นก็ไม่ค่อยจะจริงเท่าไหร่ เพราะการลงมือทำของคุณหลังจากโชคชะตาลิขิต ก็ต้องอาศัยโชคข่วยอีกต่อนึง อย่างที่บอกไปแล้วว่า คุณไม่ได้เลือกพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด คุณไม่ได้เลือกสังคมที่คุณจะเกิดมา ไม่มีเซลล์ใดในร่างกายหรือสมองของคุณที่คุณสร้างขึ้นมาเอง และคุณก็ไม่ได้เป็นคนกำหนดสภาพแวดล้อมของโลกภายนอกที่คุณมีขีวิตอยู่ตอนนี้ แต่ทุกอย่างที่คุณคิดและทำนั้น ผลุดขึ้นมาจากแหล่งมหาสมุทรแห่งเหตุการณ์ก่อนหน้าทั้งสิ้น

 

ดังนั้นสิ่งที่คุณลงมือทำกับโชคชะตาของคุณ รวมไปถึง ระดับของความพยายามและวินัยในการลงมือทำที่คุณสร้างขึ้นมาในแต่ละช่วงขณะ ก็เป็นเรื่องของโชคชะตาอีกเช่นกัน ผมหมายความว่า คุณจะอธิบายเกี่ยวกับระดับความพยายามของคุณได้ยังไง?

 

คุณจะอธิบายอย่างไรเวลาคุณขี้เกียจ 

คุณจะอธิบายอย่างไรเวลาคุณขี้เกียจ แต่ทันทีทันใด คุณก็เกิดแรงบัลดาลใจขึ้นมาและลงมือทำอย่างบ้าคลั่ง คุณอธิบายไม่ได้ ตัวคุณที่กำลังมีประสบการณ์ การเกิดแรงบัลดาลใจขึ้นมาแบบทันทีทันใด หรือ มีความพยายามเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า หรือ หมดไฟจะลงมือทำ ตัวคุณที่ลุกขึ้นมาตอบโต้สถานการณ์ หรือหัวเราะกับมุขตลก ไม่ได้เป็นผู้คุมบังเหียนชีวิตอยู่ในแต่ละช่วงขณะ จะมีความเร้นลับอยู่ด้านหลัง และมันเป็นตัวสร้างทุกสิ่งที่คุณสามารถสังเกตุได้ ไม่ว่าจะเป็น ความคิดของคุณ ความตั้งใจ ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน และพฤติกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย นี่คือความเป็นจริงด้านกายภาพเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนบุคคลของคุณ นั่นก็คือ คุณไม่สามารถสืบหาเหตุของการกระทำได้ 

 

ผู้คนส่วนใหญ่ต่อต้านแนวคิดนี้ ไม่ว่ามันจะค้านกับหลักวิชาการเพียงใด แต่กระนั้น การหยั่งรู้ถึงแนวคิดนี้ คือยาต้านความถือดีและเกลียดชัง และเป็นรากฐานของความเมตตา ทั้งกับตนเองและผู้อื่น และเป็นรากฐานของการให้อภัย ทั้งกับผู้อื่น และให้อภัยตนเอง มันคือหนทางสู่การหลุดจากบ่วงกรรมอย่างแท้จริง

 

และนี่คือมุมมองเดียวเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถ ทำลายตรรกกะของการชำระหนี้แค้นแบบ เลือดต้องล้างด้วยเลือดในตัวมนุษย์ด้วยกันลงได้ มุมมองนี้ยังเปิดให้เราพิจารณาไปยังสิ่งที่ใช้การได้ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อให้เราได้ไปถึงความสำเร็จที่เราต้องการในโลกนี้

 

แต่ก่อนที่เราจะเข้าถึงเรื่องจริยธรรม เราจำเป็นต้องสะสางความสับสันอีกบางประเด็น ณ จุดนี้ ผู้ฟังหลายคนคงเริ่มคำนึงถึงความสำคัญของตัวเลือกและการตัดสินใจ คือ ถ้าไม่มีเจตจำนงค์อิสระอยู่จริง แล้วเราจะทำสิ่งต่างๆอย่างไรและเราจะทำสิ่งต่างๆไปทำไม? ทำไมไม่รอไปเรื่อยๆแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

ไม่มีเจตจำนงค์อิสระ แต่การเลือกมีผลกระทบ และนี่ไม่ใช่ความย้อนแย้งแต่อย่างใด 

ความปราถนา ความตั้งใจ และการตัดสินใจ ผลุดขึ้นมา จากสภาวะปัจจุบันของจักรวาล ซึ่งรวมถึงสมองของคุณ และจิตวิณญาณของคุณด้วยถ้าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริง และรวมไปถึงอิทธิพลของมันด้วย สภาวะทางสมองของคุณคือส่วนนึงของโครงสร้างทางเหตุและผล ดังนั้น การเลือกมีผลกระทบ ไม่ว่าตัวเลือกที่ปรากฏขึ้นจะเป็นผลงานของสมองของคุณ หรือ จิตวิญญาณของคุณ

 

เพราะว่าตัวเลือกเหล่านี้แหละที่เป็นเหตุเริ่มต้นของการกระทำของเราเอง ลองจินตนาการว่าหากผมต้องการเรียนภาษาจีนกลาง มันจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไรบ้าง? มันคงไม่ได้เกิดโดยบังเอิญแน่ๆ ผมคงต้องหาคลาสเรียน หรือจ้างครูเจ้าของภาษามาสอน หรือไม่ก็เดินทางไปประเทศจีน ผมจะต้องเรียนรู้และฝึกฝน และนั่นก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก

 

ผมคงจะมีความหงุดหงิดรำคาญใจ และเขินอายกับความผิดพลาดในการเรียนรู้ภาษาจีนของผม และผมจะต้องก้าวข้ามความหงุดหงิดและความอายต่างๆนี้ และตั้งหน้าตั้งตาเรียนรู้ต่อไป 

การตัดสินใจในการเรียนภาษาจีนกลางของผม และ ความเพียรพยายามต่างๆที่ตามมาเพราะการเลือกนั้น จะเป็นสาเหตุที่ผมสามารถพูดภาษาจีนกลางในอนาคตได้สำเร็จในที่สุด หากผมเพียรพยายามเป็นเวลายาวนานพอ 

 

มันไม่ใช่เพราะว่าผมถูกลิขิตให้เรียนภาษาจีนกลาง โดยไม่ต้องคำนึงถึงความคิดและการกระทำต่างๆของผมประกอบไปด้วย

แนวคิดแบบกำหนดกฏเกณฑ์ 
ไม่ใช่คำพิพากษา
การเลือก การใช้เหตุผล วินัย 
สิ่งต่างๆเหล่านี้มีบทบาทที่ชัดเจนอยู่แล้วในชีวิตของเรา ถึงแม้ว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ ถูกกำหนดมาโดยสภาวะการณ์ของเราก่อนหน้านี้ก็ตาม

 

และถึงแม้เราจะเติมแนวคิดของความบังเอิญหรือ Ramdomness เข้าไปในเครื่องจักรแห่งชีวิตนี้ มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อยู่ดี เพราะความเป็นจริงคือ ผมไม่ได้มีความสนใจในการเรียนภาษาจีนกลาง มันก็แค่ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผม ถามว่าผมมีอิสระ ที่จะทำให้มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมไม๊ ? ในบางมุมก็ใช่ แต่ไม่ใช่ในลักษณะที่จะบ่งบอกได้ว่านี่คือ เจตจำนงค์อิสระอย่างแท้จริง

 

ผมตอบไม่ได้ว่าทำไมผมจึงไม่อยากเรียนภาษาจีนกลางไปมากกกว่าที่ผมรู้สึกอยู่ในตอนนี้ ผมไม่สามารถตัดสินให้การเรียนรู้ภาษาจีนกลางเป็นความสำคัญอย่างแรกของชีวิตผม ในเมื่อมันไม่ใช่ และถ้ามันจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม ผมก็ไม่ได้เป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ผมเป็นได้แค่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ของการเปลี่ยนแปลงนี้ ราวกับว่าผมโดนไวรัสเข้าไปในร่างกาย ถ้าผมอ่านบทความในวันพรุ่ง แล้วเกิดแรงบัลดาลใจ อยากใช้เวลาอีกสองสามปีข้างหน้า พัฒนาตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในภาษาจีนกลางขึ้นมา

 

ผมก็ไม่สามารถบอกได้อยู่ดีว่าทำไม การอ่านบทความนี้ จึงมีผลให้ผมเกิดแรงบัลดาลใจทำสิ่งนั้น ผมก็เคยอ่านบทความแบบนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ได้มีแรงบัลดาลใจอะไร แล้วถ้าบทความถัดไปบัลดาลใจให้ผมทำสิ่งใหม่ แล้วอิสระที่แท้จริงมันอยู่ตรงไหน? มันต่างอะไร กับการโดนผลักลงหน้าผา แล้วกล่าวอ้างว่า “ฉันมีอิสระ ที่จะตกลงไป”

 

ขณะที่ผมตกหน้าผาลงมา ผมอาจจะชอบลมที่พัดเข้ามาที่หน้าผม แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์อยู่ดี อิทธิพลอื่นๆในขีวิตก็มีลักษะเดียวกันแบบนึ้ 

ทำไมการคุยกับคนๆนึง หรือ แม้กระทั่งการคุยกับตัวเราเอง จึงมีผลลัพธ์ในแบบที่มันเป็น และไม่ได้เป็นในแบบอื่นๆ คุณมีอิสระที่จะทำสิ่งใดในโลกก็ได้ในวันนี้ 
อิสระ ในลักษณะที่ว่า จะไม่มีใครพยายามห้ามคุณไม่ให้ทำสิ่งต่างๆเหล่านั้น หรือ จะจับคุณเข้าคุกตาราง แต่คุณไม่ได้มีอิสระที่จะต้องการ สิ่งที่คุณไม่ได้ต้องการจริงๆ หรือ ไม่ได้ต้องการ มากไปกว่าที่รู้สึกอยู่ในตอนนี้

 

คุณไม่ได้มีอิสระที่จะสังเกตุ สิ่งที่คุณไม่ได้สังเกตุ หรือ จดจำ สิ่งที่คุณหลงลืมไปแล้ว

ตอนนี้ ลองมาพิจารณา ประสบการณ์ของคุณกันดู ถามตัวคุณว่า คุณจะใช้เวลาในวันนี้ และพรุ่งนี้ และอีกนับวันไม่ถ้วนในอนาคต เพื่อพัฒนาทักษะที่คุณไม่ได้สนใจจริงๆ? 

 

คุณจะเรียนภาษาจีนกลางไม๊? หรือเรียนการเล่น ไวโอลิน? หรือเรียนฟันดาบ? คุณสนใจการสะสมก้อนหินไม๊? มีคนจำนวนไม่น้อยเลยนะ ที่สนใจการเก็บสะสมก้อนหิน แล้วทำไมคุณไม่ใช่คนพวกนั้นล่ะ? 

 

และถ้าทันทีทันใด คุณเริ่มกลายมาเป็นบุคคลที่คลั่งไคล้หลงไหลในการสะสมก้อนหิน และใช้เวลาว่างทั้งหมดที่คุณมีในการมองหาก้อนหินที่น่าสนใจ และทำสิ่งที่คุณต้องการนี้ อย่างอิสระ 

ถ้าตอนนี้ คุณได้กลายมาเป็นแฟนพันธ์แท้ของการสะสมก้อนหินไปแล้ว ถามว่า แล้วอิสระ มันอยู่ตรงไหนกัน? 

 

และถ้าทันทีทันใด ความสนใจของคุณเลือนหายไปในบัดดล และคุณไม่ได้ใส่ใจการสะสมก้อนหินอีกต่อไปแล้ว แล้วอิสระ มันอยู่ตรงไหนกัน? คุณกำลังถูกชักใยโดยจักรวาลอยู่ แต่การเลือกนั้นยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีเหตุ จึงมีผล การเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งสำคัญ และความสามารถในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้น ก็เป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่าง

 

วิวัฒนาการทางชีววิทยา และ พัฒนาการทางวัฒนธรรม นั้นได้เพิ่มความสามารถของพวกเราในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตนไม่ปราถนา บุคคลที่สามารถใช้เหตุและผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวางแผนอนาคตได้ดี และเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง ควบคุมอารมณ์ที่ขุ่นเคือง เอื้อเฟื้อต่อผู้คน และมีส่วนร่วมในสถานการณ์ต่างๆของสังคม นั้นเป็นบุคคลที่แตกต่าง จากบุคคลที่ทำสิ่งเหล่านั้นไม่ได้

 

แต่ความสามารถเหล่านี้ ไม่ได้มีผลมาจากสิ่งที่เรามองว่าเป็น เจตจำนงค์อิสระ แต่อย่างใด 

ผู้คนมักจะถามว่า แล้วถ้าไม่มี เจตจำนงค์อิสระ แล้วจะมีประโยชน์อะไรในการพูดจาโน้มน้าวให้คนทำหรือเชื่อสิ่งต่างๆ? ผู้คนเค้าก็จะเชื่อในสิ่งที่เค้าเขื่ออยู่ดี

 

การที่คุณพยายามจะโน้มน้าวว่าพวกเขาไม่มีเจตจำนงค์อิสระ ยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าคุณคิดว่าพวกเขามีเจตจำนงค์อิสระแบบนี้รึเปล่า? 

 

อีกครั้งนึงที่ ตรงนี้เป็นความสับสนระหว่าง แนวคิดแบบ กำหนดกฏเกณฑ์ หรือ Determinism และ แนวคิดแบบ โชคชะตากำหนดไว้แล้ว หรือ Fatalism การใช้เหตุผลเป็นไปได้ ไม่ใช่เพราะว่าเรามีอิสระที่จะคิดอะไรก็ได้ตามใจต้องการ แต่เป็นเพราะเราไม่มีอิสระต่างหาก

 

การใช้เหตุและผลคือการจองจำพวกเราไว้ทั้งหมด เพราะการถูกโน้มน้าวด้วยข้อโต้แย้ง ก็คือการสมยอมต่อเหตุอันนั้นมันคือการบีบบังคับให้เชื่อสิ่งนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม ลองคิดดูสิว่าการไม่รู้บางอย่างเป็นอย่างไร และจากนั้นการได้เข้าใจบางอย่าง ว่าเป็นอย่างไร ในการที่เราได้เรียนรู้บางอย่าง ถึงแม้ก่อนหน้าจะไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ หรือมีความคิดตรงกันข้ามกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ ว่าเป็นอย่างไร ในการเข้าใจข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล ทีละขั้นทีละตอน จากพื้นที่ๆตนไม่เคยคุ้นมาก่อน และถูกทำให้เข้าใจอย่างไม่มีข้อผิดพลาด โดยไม่มีการขัดขวางพัฒนาการแต่อย่างใด 

 

และในที่สุด การได้เข้าใจบทสรุปที่จำเป็นทั้งมวล นั้นคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำว่าอิสระภาพ คุณมีอิสระได้เทียบเท่ากับนักโทษที่ถูกนำส่งเรือนจำเท่านั้นเอง และเป็นเพราะการไร้ซึ่งอิสรภาพนี่แหละ ที่ทำให้การใช้เหตุผลนั้น เป็นไปได้

 

นั่นคือเหตุที่ผมรู้ว่า ข้อโต้แย้งที่ใช้ได้กับผม ควรจะใช้ได้กับคุณเช่นกัน และถ้ามันจะใช้ไม่ได้กับผม มันก็ไม่ควรใช้ได้กับคุณเหมือนกัน หลักการของการใช้เหตุผล ก็คือการใช้การควบคุมทางความคิด สอง บวก สอง เท่ากับ สี่ 

มันมีอิสรภาพอยู่ตรงไหนกัน? 
และ มันสำคัญที่เราทั้งหมด ถูกทำให้เข้าใจสิ่งนี้ 
โดยการถูกบังคับให้คิดภายใต้ข้อจำกัดทางตรรกะเดียวกัน 
คุณมีอิสระหรือไม่ ที่จะเลือกไม่เข้าใจ ว่า สอง บวก สอง เท่ากับสี่ ?
ก็คงไม่ ถ้าคุณเข้าใจมันแล้ว 

 

แล้วคุณมีอิสระที่จะเข้าใจมันไม๊ ถ้าคุณไม่เคยเข้าใจมันมาก่อน ? 

คำตอบก็คือ ไม่ !! ไม่ จนกว่าการทำความเข้าใจ จะเกิดขึ้นกับจิตใจคุณเสียก่อน 
ดังนั้นการที่คุณเข้าใจ หรือ ไม่เข้าใจบางอย่างนั้น 
ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของคุณ แต่ การที่เราเข้าใจบางอย่าง 
เมื่อเปรียบเทียบกับ การที่เราไม่เข้าใจบางอย่างนั้น มีผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างแน่นอน 

 

และความรู้ในทุกๆด้าน มีความสำคัญอย่างแน่นอน มันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในแบบที่เราจินตนาการมันนั่นแหละ อันที่จริงแล้ว มันคงมีความสำคัญมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จินตนาการไว้ 

นักฟิสิกส์ที่ชื่อว่า เดวิด ดอยช์  ได้โต้แย้งว่า ความรู้ หรือวิชา ใดๆก็ตามนั้น สามารถสร้างผลลัพธ์ในจักรวาลนี้ได้ตราบใดที่ความรู้นั้นๆ เข้ากันได้กับกฏของจักรวาล เพราะถ้าความรู้ที่มียังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจได้นั้นก็ย่อมแปลได้ทางเดียวว่ากฏของธรรมชาติ ขัดขวางผลลัพธ์อันนั้น 

 

ลองพิจารณาถึงการกล่าวอ้างนี้กันสักครู่ การกล่าวอ้างนี้ กำลังบอกว่า ทุกสิ่งอย่งสามารถสำเร็จได้ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าไม่เป็นอย่างนั้น มันก็จะเป็นไปไม่ได้ อ้างอิงจาก คุณ เดวิด ดอยช์ เขากล่วาว่า “เมื่อมนุษย์มีความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เราก็จะสามารถ ใช้พื้นที่ใดๆก็ได้ในอวกาศ เพื่อหา ไฮโดรเจนที่ล่องลอยอยู่ รวมเข้ากันกับอะตอม และแปรผันสะสาร ให้กลายเป็น สารมวลหนักขึ้น ด้วยกระบวนการ นิวเคลียร์ ฟิวชั่น 

จากนั้น ใช้ธาตุหนักเหล่านั้นในการสร้างเครื่องจักรขนาดเล็กที่สุด ที่มีความสามารถในการสร้างโครงสร้างอื่นๆขึ้นมาและจากนั้นก็สร้างความชาญฉลาดขึ้นมา ในระดับที่มีสติปัญญาเหนือกว่าพวกเราหลายขุม และมันจะถูกสร้างขึ้นมาทีละอตอม ทีละอะตอม 

สิ่งเดียวที่ยังไม่มี ตลอดเส้นทางแห่งการสร้างนี้ ก็คือการทำความเข้าใจว่าจะทำสิ่งต่างๆนี้ได้อย่างไร ซึ่งก็คือการพูดว่า สิ่งเดียวที่ยังไม่มี ก็คือ ความรู้ 

 

ดังนั้น สื่งที่จิตใจของเรา กระทำลงไปนั้น มีความสำคัญในระดับจักรวาลเลยทีเดียว เราจะทำลายล้างเผ่าพันธ์ตัวเองให้สิ้นซากภายในศตวรรษหน้า หรือ เราจะดำรงอยู่ ต่อไปอีกนับล้านๆปี และเพิ่มจำนวนประชากร ขยายจากโลกไปสู่ทางช้างเผือกของเรา 

ความแตกต่างระหว่าง ความเป็นไปได้ทั้งสองนี้ ขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์จะใช้ประโยชน์จากความคิดจิตใจของตนไปในรูปแบบใด 

และขอย้ำอีกครั้งว่า เหตุและผลที่กล่าวมาข้างต้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดของเจตจำนงค์อิสระแต่อย่างใด และเป็นเพราะไม่มีอิสระในความคิดนี้แหละ ที่ทำให้ การใช้เหตุผลเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ใครก็ตามที่พยายามบวกเลข สองกับสอง ให้ได้เท่ากับ ห้า คงจะพบเจอกับปัญหาชีวิตอย่างไม่หยุดหย่อน เพราะโลกทั้งใบ ต่อต้านเขาในทุกๆทาง เริ่มจากนิ้วมือนิ้วเท้าของเขาเอง 
คุณเป็นส่วนหนึ่ง ของ ความเป็นจริงนี้ร่วมกัน ไม่ว่าความเป็นจริงคืออะไร 
และไม่มีพื้นที่ให้กับเจตจำนงค์อิสระอยู่ตรงนี้ แต่อิสรภาพนั้น 
มาจากการที่ได้ตระหนักถึง สภาวะของจิตใจ 
เมื่อเราไม่ได้เสแสร้งที่จะควบคุมประสบการณ์ของเราเอง 
นั่นแหละ คือ อิสรภาพ

 

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

Future of Human Longevity PodcastBy FutureOfHumanLongevity