1. กระทรวงแรงงานไต้หวันเตือนนายจ้างและ บจง. ห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายการกักตัวจากแรงงานต่างชาติ นายจ้างที่ฝ่าฝืน นอกจากปรับ 300,000 เหรียญไต้หวันแล้ว จะถูกเพิกถอนโควตา ส่วน บจง. จะถูกปรับ 20 เท่าของมูลค่าที่เรียกเก็บ และพักใช้ใบอนุญาตจัดหางาน 1 ปี
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไต้หวันกำหนดให้ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศทุกคน จะต้องเข้ารับการกักตัวเพื่อสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน และค่าใช้จ่ายในการกักตัวของแรงงานต่างชาติ ให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบ ห้ามผลักภาระไปให้แรงงานต่างชาติ ส่วนแรงงานต่างชาติระหว่างที่เข้ารับการกักตัว 14 วัน หากนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าจ้าง หลังครบกำหนดเวลาแล้ว แรงงานต่างชาติสามารถยื่นขอเงินชดเชยจากกรมสังคมสงเคราะห์ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวันได้ในอัตราวัน 1,000 เหรียญเป็นเวลา 10 วัน อีก 4 วัน เนื่องจากเป็นวันหยุด ตามกฎหมายการจ้างงาน นายจ้างมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของแรงงานที่ตนนำเข้า ดังนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุดให้แก่แรงงานต่างชาติด้วย
แรงงานต่างชาติจำนวนมากร้องเรียนว่า ถูกบจง. เรียกเก็บค่ากักตัว 14 วันในอัตรา 15,000-35,000 บาทต่อคน ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว
แต่มีแรงงานต่างชาติร้องเรียนเป็นจำนวนมากว่า บจง. มีการเรียกเก็บค่าที่พักโรงแรมกักโรคในอัตรา 15,000-35,000 บาทต่อคน ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว และอ้างว่าเมื่อเข้าไต้หวันแล้ว จะได้รับคืน 10,000 เหรียญไต้หวัน ด้วยเหตุนี้ กระทรวงแรงงานไต้หวันจึงออกประกาศเตือนนายจ้างและบริษัทจัดหางานว่า นายจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบค่าที่พักและอาหารระหว่างกักตัว 14 วัน ส่วนค่าชดเชยเป็นเงินชดเชยการขาดรายได้ของแรงงานต่างชาติ เงิน 2 รายการนี้ ไม่เกี่ยวข้องกัน ห้ามนายจ้างเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าว หรือนำเงินชดเชยที่ลูกจ้างควรได้รับไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการกักตัว หากนายจ้างรายใดมีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมาย แรงงานต่างชาติสามารถร้องเรียนต่อสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ได้ หากพบว่านายจ้างมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวจริง จะถูกลงโทษปรับเงิน 60,000-300,000เหรียญไต้หวัน ถูกเพิกถอนโควตาการจ้างแรงงานต่างชาติ ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักมาก ส่วนบริษัทจัดหางานที่ช่วยนายจ้างเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการกักตัว จะถูกปรับ 20 เท่าของมูลค่าที่เรียกเก็บ และจะถูกพักใช้ใบอนุญาตจัดหางานเป็นเวลา 1 ปี
แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเข้าพักโรงแรมกักตักที่กรุงไทเป
กระทรวงแรงงานแนะนำว่า แรงงานต่างชาติที่ถูกเรียกเก็บเงินข้างต้น ควรจะเก็บหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น สำเนาใบเสร็จจ่ายเงิน หรือใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเก็บไว้ เพื่อเป็นหลักฐานขณะร้องเรียนต่อสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
แรงงานไทยเดินทางมาทำงานสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจาก บจง.SPT)
2. กลุ่มแรงงานไต้หวันเรียกร้องตั้งกองทุนบำนาญพื้นฐาน ให้แรงงานต่างชาติมีสิทธิ์ได้รับด้วย โดยจ่ายเป็นก้อนครั้งเดียวเมื่อเดินทางกลับประเทศ
กลุ่มสหภาพแรงงานในไต้หวัน เดินขบวนเรียกร้องสิทธิ์ประจำปีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยปีนี้ เนื่องจากมีพรรคฝ่ายค้านและชาวไต้หวันจำนวนมากออกมาร่วมเดินขบวนประท้วงรัฐบาลที่เตรียมเปิดให้นำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงจำพวกแรคพาโตมีนจากสหรัฐอเมริกา และประเด็นเรื่องการจำกัดเสรีภาพของสื่อเป็นต้น ทำให้มีจำนวนผู้เข้าร่วมการเดินขบวนประท้วงกว่า 50,000 คน มากที่สุดในรอบ 30 ปี
กลุ่มสหภาพแรงงานในไต้หวันเรียกร้องตั้งกองทุนบำนาญพื้นฐาน ให้แรงงานต่างชาติมีสิทธิ์ได้รับด้วย โดยจ่ายเป็นก้อนครั้งเดียวเมื่อเดินทางกลับประเทศ
ในส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มสหภาพแรงงาน นอกจากเรียกร้องให้ตั้งกองทุนบำนาญพื้นฐาน ลดผลกระทบจากการปฏิรูประบบประกันสังคม เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานหลังเกษียณได้รับเงินบำนาญเลี้ยงชีพที่เหมาะสมกับสภาพค่าครองชีพ ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างชาติ โดยปฏิบัติต่อแรงงานต่างชาติอย่างเสมอภาค และให้มีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญจากนายจ้างด้วย โดยจ่ายให้เป็นก้อนครั้งเดียวก่อนครบสัญญาเดินทางกลับประเทศ
กลุ่มสหภาพแรงงานในไต้หวันเรียกร้องตั้งกองทุนบำนาญพื้นฐาน ให้แรงงานต่างชาติมีสิทธิ์ได้รับด้วย โดยจ่ายเป็นก้อนครั้งเดียวเมื่อเดินทางกลับประเทศ
สหพันธ์แรงงานนครเถาหยวนกล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับปัญหาเงินบำนาญไม่พอเลี้ยงชีพ เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ใช้แรงงานที่เกษียณแล้วร่วม 70% ได้รับเงินบำนาญรายเดือนไม่ถึง 20,000 เหรียญไต้หวัน เป็นปัญหาต่อการครองชีพ รัฐบาลควรตั้งกองทุนบำนาญพื้นฐาน โดยผ่านการจัดเก็บภาษีรายได้ประกอบการ ช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานสามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในยามแก่ชรา นอกจากนี้ ยังได้เรียกร้องว่า รัฐบาลควรให้การปฏิบัติอย่างเสมอภาคต่อแรงงานต่างชาติ โดยควรจะจัดให้อยู่ในระบบและมีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญจากนายจ้างเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่น ซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายเงินบำนาญให้ลูกจ้างทุกเดือนในอัตรา 6% ของค่าจ้าง และลูกจ้างจะสามารถเบิกใช้เงินบำนาญก้อนนี้ได้เมื่ออายุครบ 60 ปี แต่แรงงานต่างชาติควรให้เบิกได้เป็นก้อนครั้งเดียวหลังครบสัญญาก่อนการเดินทางกลับประเทศ
ต่อข้อเรียกร้องข้างต้น กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวว่า เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเงินในภาพรวมของประเทศและปัญหาการปฏิรูประบบการประกันภัยแรงงาน จะนำไปประเมิน ศึกษาและดำเนินการตามการแผนและนโยบายโดยรวมของสภาบริหารต่อไป
แรงงานชาวไต้หวัน เมื่ออายุถึงเกณฑ์ คือ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินบำนาญ 2 รายการ ได้แก่เงินบำเหน็จ/บำนาญจากกองทุนประกันภัยแรงงาน และเงินบำนาญจากนายจ้าง นายจ้างนอกจากต้องจ่ายเงินเบี้ยประกันภัยแรงงาน ซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นเงินบำเหน็จ/บำนาญชราภาพแล้ว ยังต้องจ่ายเงินบำนาญให้แก่ลูกจ้างทุกเดือนในอัตรา 6% ของค่าจ้าง โดยจ่ายเข้าบัญชีพิเศษของลูกจ้าง ส่วนลูกจ้างจะจ่ายสมทบหรือไม่ก็ได้ในอัตราเท่ากัน โดยเงินบำนาญก้อนนี้ ลูกจ้างจะสามารถเบิกใช้ได้ ต่อเมื่ออายุครบ 60 ปีไปแล้ว ในอดีต นายจ้างจะจ่ายเงินบำนาญดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างที่เป็นชาวไต้หวันเท่านั้น แต่เริ่มจากวันที่ 17 ม.ค. 2557 เป็นต้นมา คู่สมรสต่างชาติก็มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการนี้ และเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2562 ได้ครอบคลุมชาวต่างชาติที่ได้รับใบถิ่นที่อยู่ถาวรหรือ PARC แล้ว
กลุ่มสหภาพแรงงานในไต้หวันเรียกร้องตั้งกองทุนบำนาญพื้นฐาน ให้แรงงานต่างชาติมีสิทธิ์ได้รับด้วย โดยจ่ายเป็นก้อนครั้งเดียวเมื่อเดินทางกลับประเทศ
แต่สำหรับแรงงานต่างชาติทั่วไป ยกเว้นผู้ใช้แรงงานในครัวเรือน มีสิทธิ์รับเฉพาะเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงาน และ ณ ปัจจุบัน ในบรรดาแรงงานที่ทำงานอยู่ในไต้หวันทั้ง 4 ชาติ มีเพียงแรงงานไทยเท่านั้นที่ได้รับเงินบำเหน็จภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงานของไต้หวันดังกล่าว ทั้งนี้ เนื่องจากสำนักงานแรงงานไทย ได้พยายามให้บริการด้านนี้ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้ มีอดีตแรงงานไทยที่เคยเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน และอายุถึงเกณฑ์ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยไปแล้วกว่า 3,000 ราย
กลุ่มสหภาพแรงงานในไต้หวัน เดินขบวนเรียกร้องสิทธิ์ประจำปีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หนึ่งในประเด็นที่เรียกร้อง ขอให้ตั้งกองทุนบำนาญพื้นฐาน และให้แรงงานต่างชาติมีสิทธิ์ได้รับด้วย
3. กลุ่ม NGO เรียกร้อง การจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างชาติกับแรงงานท้องถิ่น ยึดหลักการ ทำงานเท่ากัน จ่ายค่าจ้างเท่ากัน
สมาคมแรงงานนานาชาติไต้หวันหรือ TIWA ซึ่งเป็นองค์กร NGO กล่าวเรียกร้องให้แรงงานต่างชาติได้รับค่าจ้างและเงินเดือนตามหลักการ งานเท่ากัน เงินเท่ากัน หากทำงานตำแหน่งเดียวกันกับแรงงานท้องถิ่น งานเท่ากัน ค่าจ้างก็ควรได้รับเท่ากัน
กลุ่ม NGO เรียกร้อง การจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างชาติกับแรงงานท้องถิ่น ยึดหลักการ ทำเท่ากัน จ่ายเท่ากัน
โฆษกสมาคมแรงงานนานาชาติไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันนำเข้าแรงงานต่างชาติมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว แต่ทุกวันนี้ แรงงานต่างชาติยังได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากแรงงานท้องถิ่น ทำงานอย่างเดียวกัน แต่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า นอกจากนี้แรงงานต่างชาติที่ทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาลและผู้ช่วยงานบ้านในครัวเรือน ยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ค่าจ้างไม่ได้ตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานสำรวจและปรับปรุงแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขอให้ยึดหลักการ งานเท่ากัน เงินเท่ากัน หรือ Equal Work, Equal Pay ระหว่างแรงงานต่างชาติกับแรงงานท้องถิ่น
กลุ่ม NGO เรียกร้อง การจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างชาติกับแรงงานท้องถิ่น ยึดหลักการ ทำเท่ากัน จ่ายเท่ากัน
สมาคมแรงงานนานาชาติไต้หวันกล่าววิจารณ์ว่า หลังจากเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติแล้ว เงื่อนไขด้านแรงงานของแรงงานท้องถิ่น ไม่ได้รับการยกระดับสูงขึ้น ค่าจ้างกลับหยุดอยู่กับที่ ตราบใดที่แรงงานต่างชาติจำนวน 700,000 คน ยังไม่ได้รับสิทธิด้านแรงงานเท่าเทียมกับแรงงานท้องถิ่น แรงงานท้องถิ่นจะไม่ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าแรงงานต่างชาติ กลับจะส่งผลให้สภาพโดยรวมของชนชั้นแรงงานย่ำแย่ลงกว่าเดิม
กลุ่ม NGO เรียกร้อง การจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างชาติกับแรงงานท้องถิ่น ยึดหลักการ ทำเท่ากัน จ่ายเท่ากัน
เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา กลุ่ม NGO ได้ไปชุมนุมกันที่สถานีรถไฟไทเป ร้องตะโกนและแจกใบปลิวและสติกเกอร์ แก่ผู้โดยสารและแรงงานต่างชาติที่ไปใช้บริการสถานีรถไฟ เรียกร้องให้แรงงานต่างชาติได้รับค่าจ้างเท่าเทียมกับแรงงานท้องถิ่น โดยยึดหลัก งานเท่ากัน เงินเท่ากัน ไม่ว่าจะแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ หากทำงานตำแหน่งเดียวกัน ปริมาณงานเดียวกัน ควรได้รับค่าจ้างเท่ากัน และตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่ม NGO จะเริ่มผลักดันให้สภานิติบัญญัติ แก้ไขและบัญญัติกฎหมายที่ให้การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานต่างชาติ โดยจะเริ่มจากการผลักดันให้ตรากฎหมายคุ้มครองผู้ใช้แรงงานในครัวเรือน เพื่อแก้ไขปัญหาไม่ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันของแรงงานต่างชาติในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือน
กลุ่ม NGO เรียกร้อง การจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างชาติกับแรงงานท้องถิ่น ยึดหลักการ ทำเท่ากัน จ่ายเท่ากัน
ต่อข้อเรียกร้องข้างต้น กระทรวงแรงงานตอบว่า แรงงานต่างชาติภาคการผลิต ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน รวมทั้งค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ผู้ใช้แรงงานในครัวเรือน ไม่ว่าจะแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ ไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ค่าจ้างเป็นไปตามความตกลงในสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยอัตราค่าจ้างของผู้อนุบาลต่างชาติในครัวเรือน ปัจจุบันอยู่ที่ 17,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ขณะนี้มีเสียงสะท้อนให้ปรับค่าจ้างผู้อนุบาลให้สูงขึ้น เนื่องจากต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำค่อนข้างมาก กระทรวงแรงงานรับจะพิจารณาข้อเสนอ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย
ตำแหน่งผู้อนุบาลจากอินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ ได้รับค่าจ้าง 17,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ขณะที่ผู้อนุบาลไทย เนื่องจากสำนักงานแรงงานไทยยืนหยัดมาตั้งแต่ต้น ขณะที่นายจ้างยื่นขอนำเข้าผูอนุบาลไทย จะต้องจ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนั้น จึงทำให้ผู้อนุบาลไทย ได้รับค่าจ้างสูงกว่าผู้อนุบาลชาติอื่น
กลุ่ม NGO เรียกร้อง การจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างชาติกับแรงงานท้องถิ่น ยึดหลักการ ทำเท่ากัน จ่ายเท่ากัน
4. มักง่าย พาไปสู่ความตาย! นายจ้างขับรถตู้ใช้หัวเสียบเข็มขัดนิรภัยแบบหลอก พาคนงานเวียดนามและเพื่อนกลับแล่นบนทางด่วน รถแหกโค้งพลิกคว่ำหลายตลบ ตาย 4 สาหัส 2
เกิดอุบัติเหตุสยองบนทางด่วน รถตู้แหกโค้งพลิกคว่ำ ผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิภัย และคนขับรวมทั้งเบาะหน้าใช้หัวเสียบเข็มขัดนิรภัยแบบไม่ต้องคาด เพื่อตัดเสียงเตือน เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 4 คน บาดเจ็บสาหัส 2 คน
นายจ้างขับรถตู้ใช้หัวเสียบเข็มขัดนิรภัยแบบหลอก พาคนงานเวียดนามและเพื่อนกลับแล่นบนทางด่วน รถแหกโค้งพลิกคว่ำหลายตลบ ตาย 4 สาหัส 2
เมื่อกลางดึกวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา นายหวาง นายจ้างชาวไต้หวัน ชวนลูกจ้างที่เป็นแรงงานเวียดนาม 3 คนและเพื่อนชาวไต้หวันอีก 2 คน ย่างบาร์บีคิวและดื่มเบียร์ฉลองกันที่หน้าโรงงานในเขตเสินกัง หลังอิ่มหนำสำราญ เวลารุ่งเช้า 02.00 น. นายหวางขับรถตู้พาลูกจ้างและเพื่อนวิ่งไปตามทางด่วน ขณะขึ้นทางต่างระดับเชื่อมระหว่างทางด่วนสาย 4 เข้าสู่ทางด่วนสาย 1 ช่วงนครไทจง ซึ่งเป็นโค้งอันตราย รถตู้ที่แล่นด้วยความเร็วสูงเกิดเสียหลักพลิกคว่ำหลายตลบ นายหวางและลูกจ้างชาวเวียดนาม เนื่องจากไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ถูกเหวี่ยงออกจากรถตู้ 5 คน กระจัดกระจายตามพงหญ้าข้างทาง อีก 1 คนถูกทับอยู่ใต้รถ ส่วนสภาพรถตู้กลายเป็นเศษเหล็ก ตำรวจทางด่วนนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องอาการสาหัส เมื่อส่งถึงโรงพยาบาลเสียชีวิต 4 คน รวมนายหวางที่เป็นคนขับ ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 คน
นายจ้างขับรถตู้ใช้หัวเสียบเข็มขัดนิรภัยแบบหลอก เพื่อตัดเสียงเตือน เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 4 คน บาดเจ็บสาหัส 2 คน
ตำรวจแถลงว่า แรงงานเวียดนามทั้ง 3 ราย เป็นแรงงานถูกกฎหมาย และจากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและซากรถ พบผู้โดยสารและคนขับไม่มีใครคาดเข็มขัดนิรภัย ทำให้กระเด็นออกนอกรถ และที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนก็คือ รถตู้คันนี้ ที่เบาะคนขับและเบาะหน้าข้างคนขับ ถูกเสียบด้วยหัวเสียบเข็มขัดนิรภัยแบบหลอก คือมีเพียงหัวเสียบแต่ไม่มีสายคาด เพื่อจะตัดความรำคาญจากเสียงเตือน ไม่ให้เซ็นเซอร์ทำงาน ทำให้อุบัติเหตุครั้งนี้ มีผู้ชีวิตถึง 4 คน รวมทั้งนายหวางที่เป็นนายจ้างและคนขับรถด้วย
ตำรวจเตือนว่า เข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์ช่วยลดความรุนแรงและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ การคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้องทุกครั้งเมื่อออกเดินทางนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมาก การใช้งานอย่างไม่ถูกต้องอาจทำให้เข็มขัดนิรภัยทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรืออาจเป็นอันตรายต่อร่างกายเมื่อประสบอุบัติเหตุ ผู้โดยสารทุกคน รวมถึงผู้ที่นั่งอยู่เบาะหลัง ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอเมื่อเดินทางโดยรถยนต์ ไม่ว่าจะเดินทางในระยะใกล้หรือไกล อย่ามักง่าย ใช้หัวเสียบเข็มขัดนิรภัยแบบหลอกเพื่อตัดเสียงเตือน เพราะนั่น อันตรายถึงขั้นทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือพาไปสู่ความตายได้
เข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์ช่วยลดความรุนแรงและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ การคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้องทุกครั้งเมื่อออกเดินทางนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมาก