
Sign up to save your podcasts
Or


พิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ ณ ลานหน้าทำเนียบประธานาธิบดี กรุงไทเป
วันขึ้นปีใหม่ของทุกปี ผู้นำไต้หวันและคณะรัฐมนตรีร่วมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับของรัฐบาลสาธารณรัฐจีนจะร่วมกันร้องเพลงชาติและเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ณ ลานหน้าทำเนียบประธานาธิธบดี กรุงไทเป ซึ่งปีนี้จะเป็นปีใหม่สุดท้ายที่ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินจะเป็นประธานในพิธีนี้ เราไปชมคลิปกันเลยครับ
ผู้นำไต้หวันเปิดแถลงข่าวในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2024 อวยพรปีใหม่ให้ชาวไต้หวัน
ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ได้อวยพรปีใหม่และเปิดแถลงข่าวหลังเสร็จพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาที่ลานหน้าทำเนียบประธานาธิบดีแล้ว โดยย้ำผลงานที่ผ่านมาในช่วง 8 ปี ทำให้ไต้หวันก้าวสู่โลก และโลกได้ก้าวเข้าสู่ไต้หวันแล้ว ดูแลผู้ใช้แรงงานโดยการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทุกปีเป็น 27,400 เหรียญไต้หวัน/เดือน ชั่วโมงละ 183 เหรียญไต้หวัน
นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายสีจิ้นผิง ผู้นำไต้หวันระบุในการกล่าวอวยพรปีใหม่ว่า "การรวมช่องแคบไต้หวันเป็นปึกแผ่น เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน" โดยระบุว่า หลักการสำคัญที่สุดก็คือต้องเป็นไปภายใต้หลักการประชาธิปไตย ตัดสินใจโดยชาวไต้หวัน เพราะไต้หวันเป็นประเทศประชาธิปไตย ต้องอาศัยกระบวนการประชาธปไตยมาตัดสิน ซึ่งต้องสร้างหลักประกันให้แก่ระบอบประชาธิปไตย และความเป็นประชาธิปไตยของชาวไต้หวันก็สูงขึ้นเป็นลำดับ และยังต้องเข้าใจต่อการอยู่ร่วมในประชาคมโลกอีกด้วย เราไปชมคลิปการแถลงข่าวและตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวกันครับ
ดีเบทรอบเดียว ตัดสินอนาคตผู้นำไต้หวันเป็นใคร? ลุ้นตัวโก่ง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน สาธารณรัฐจีน เข้าสู่โหมดนับถอยหลัง สื่อยักษ์ใหญ่ในไต้หวันจับมือจัดดีเบทหรือโต้วาทีผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งเดียวก่อนชี้ชะตาวันเลือกตั้ง 13 ม.ค. 2567
ก่อนหน้านี้ 3 ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีได้แถลงนโยบายทางโทรทัศน์แล้ว 3 รอบ ได้แก่วันที่ 20 26 และ 28 ธ.ค. ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นเจ้าภาพจัดการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ โดยเป็นการแถลงนโยบายล้วน ๆ ไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้สมัครถามคู่แข่ง เหมือนกับการดีเบท แต่ก็แบ่งเวทีแถลงนโยบายออกเป็น 3 ช่วง ๆ ละ 10 นาที ซึ่งผู้สมัครจะอาศัยโอกาสนี้โยนคำถามให้กับอีกฝ่าย เป็นการปะทะคารมกันค่อนข้างดุเดือด ส่วนภาคเอกชนก็จัดดีเบทหากผู้สมัครรับเลือกตั้งเห็นชอบยินดีเข้าร่วมด้วย
การแถลงนโยบายครั้งสุดท้ายเมื่อ 28 ธ.ค. ที่ผ่านมา ผู้สมัครทั้งสามโฟกัสไปที่เหตุโศกนาฎกรรมเด็กมัธยม 3 ถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันใช้มีดแทงตายในโรงเรีน ซึ่งนายเคอเหวินเจ๋อระบุว่า ต้องมาพิจารณาจัดตั้งกลไกการแจ้งเหตุด่วนที่เกิดขึ้นในโรงเรียน และความปลอดภัยในสังคม กลไกป้องกันดีกว่าการรักษา ส่วนนายโหวโหย่วอี๋ ก็เสนอ 4 แนวทางแก้ปัญหาความปลอดภัยในสังคม เช่น อนุญาตให้ครูตรวจค้นกระเป๋านักเรียนได้ในกรณีฉุกเฉิน ส่วนนายไล่ชิงเต๋อก็ย้ำว่า จะเสริมเครือข่ายความปลอดภัยในสังคมเข้าสู่ 2.0 ่และแก้กฎหมายว่าด้วยการแนะแนวนักเรียน
ดีเบทครั้งแรกและครั้งเดียว จับมือกันระหว่างสื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ในไต้หวัน อาทิ ซีเอ็นเอ ไชน่าไทม์ส ลิเบอร์ตี้ไทม์ส สถานีโทรทัศน์ SET สถานีโทรทัศน์ไต้หวัน เอฟทีวี CTS สถานีโทรทัศน์จิ้งเตี้ยนซื่อ ทีวีบีเอส และพีทีเอส รวม 11 แห่ง โดยมีนายหูหยวนฮุย ประธานสถานีโทรทัศน์ พีทีเอส เป็นผู้ดำเนินรายการ
นอกจากนี้ ยังจะจัดการดีเบทระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งรองประธานาธิบดีในวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 ม.ค. 2567 บ่ายสอง ท่านผู้ชมที่สนใจสามารถคลิกเข้าไปที่ลิ้งค์ด้านล่างได้ทั้งสองรายการ เป็นดีเบทในภาคภาษาจีนกลางและอาจมีการแทรกด้วยภาษาไต้หวันเป็นครั้งคราว
คลิปดีเบทผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี ไต้หวัน 2024
คลิปดีเบทผู้สมัครรับเลือกตั้งรองประธานาธิบดี ไต้หวัน 2024
สามผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน 2024 จากซ้าย ไล่ชิงเต๋อ โหวโหย่วอี๋ เคอเหวินเจ๋อ
วอลสตรีทวิเคราะห์เลือกตั้งผู้นำไต้หวัน 3 พรรคเดินนโยบายรักษาระยะห่างกับจีน
The Wall Street Journal ของสหรัฐฯ ได้วิเคราะห์การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน 2024 เป็นการเลือกตั้งที่กำหนดทิศทางการเมืองของไต้หวัน ที่จะก้าวสู่ทิศทางของการ “รักษาระยะห่างกับจีน”
The Wall Street Journal ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้สะท้อนออกมาที่ผลการสำรวจคะแนนนิยม แม้แต่ในการรณรงค์หาเสียงของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรค KMT ก็เห็นวี่แววเหล่านี้เช่นเดียวกัน
พรรค KMTที่เคยพยายามผลักดันความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นทั้งด้านการเมือง และเศรษฐกิจกับจีน ตอนนี้ก็เริ่มมองเห็นการปรับโทนของตนอย่างชัดเจนมากขึ้น
นายโหวโหย่วอี๋ ผู้สมัครของพรรค KMTเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่เคยมีแนวความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ต่อท่าทีของจีนที่มีต่อไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในการสัมภาษณ์ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของวอลล์ลสตรีทฯ นายโหวฯ ยังบอกอีกว่า ที่สำคัญที่สุดก็คือการจัดการกับประเด็นที่เกี่ยวกับกลาโหมและเศรษฐกิจ อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องพยายามยับยั้งมิให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อสงคราม
รายงานดังกล่าวเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของทิศทางลมทางการเมืองของไต้หวัน เป็นความจริงที่เย็นยะเยือกต่อกลุ่มผู้นำจีนคอมมิวนิสต์ หลังจากที่ทางการปักกิ่งตัดสินใจใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างในฮ่องกง แนวทางของจีนในการรวมไต้หวัน โดยให้ไต้หวันมีการปกครองตนเองในระดับสูงที่เคยประกาศมาโดยตลอด ตอนนี้ กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำให้ชาวไต้หวันมีความรู้สึกเห็นดีเห็นงามด้วย หรือหมดเสน่ห์ไปแล้วโดยสิ้นเชิง
สำหรับในส่วนของชาวไต้หวันที่เห็นว่า ตนก็เป็นคนจีนด้วยนั้น ตอนนี้ลดลงเหลือไม่ถึง 3% ส่งผลให้พรรค KMT ซึ่งเดิมมีความกระตือรือร้นในการเสริมสร้างสัมพันธ์อย่างสันติและสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองกับจีน ต้องพยายามสลัดพ้นจากป้าย “สนิทสนมกับปักกิ่ง” อย่างเต็มที่
นายเซี่ยลี่เหยียน รองหัวหน้าพรรค KMT ระบุว่า คนรุ่นใหม่ไตัหวันไม่เพียงแต่ไม่มีความรู้สึกว่าตนเป็นคนจีนเท่านั้น แต่ยังไม่ชอบเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับจีนด้วย
ส่วนทางด้านแนวโน้มที่ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันไปสนับสนุนพรรค TPP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองอันดับ 3 มีนายเคอเหวินเจ๋อ หัวหน้าพรรคฯ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรคฯ ซึ่งเขาเดินแนวทางสายกลางในประเด็นจีน
นายเคอฯ มีพื้นฐานมาจากการเป็นหมอ อาศัยความไม่พอใจ ความผิดหวังที่มีต่อ 2 พรรคการเมืองเดิม กำหนดบทบาทของพรรคของตนให้ความสำคัญกับปัญหาราคาบ้าน เงินเดือนต่ำ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่คำนึงถึงความเป็นจริงในประเด็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เขาระบุว่า พรรค KMT เชื่อฟังจีนมากเกินไป แต่ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับนายโหวฯ ที่คนไต้หวันประเมินความเสี่ยงของการเกิดสงครามขึ้นค่อนข้างต่ำเกินไป
นายเคอฯ บอกว่า ปัจจุบันมีคนไต้หวันนับแสนทำงานอยู่ในจีน เป็นผลพวงจากการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างช่องแคบไต้หวัน แต่ช่องทางการติดต่อแลกเปลี่ยนในระดับทางการระหว่างปักกิ่งกับไทเปยังไม่มี ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก
วอล์ลสตรีทเจอร์นัล ยังได้ระบุถึงไล่ชิงเต๋อ ผู้สมัครของพรรค DPP ซึ่งเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการแยกไต้หวันเป็นเอกราชอย่างเปิดเผย ซึ่งทำให้ทั้งสหรัฐฯ และจีนมีความรู้สึกไม่สบายใจไม่น้อย อย่างไรก็ดี ไล่ฯ ได้ย้ำจุดยืนที่จะเดินแนวทางของประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน รักษาสถานะปัจจุบัน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและทหารกับมหามิตรอย่างสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี และเปิดทางพร้อมที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับทางการปักกิ่ง แต่เขาก็ได้ส่งสัญญานบางอย่างไปยังปักกิ่งว่า เพื่อสันติภาพและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไต้หวันยินดีที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับจีน พูดคุยเจรจากันบนหลักการ “เสมอภาคและมีศักดิ์ศรี ท่ามกลางกระบวนการประชาธิปไตย” เท่านั้น
By , Rtiพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ ณ ลานหน้าทำเนียบประธานาธิบดี กรุงไทเป
วันขึ้นปีใหม่ของทุกปี ผู้นำไต้หวันและคณะรัฐมนตรีร่วมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับของรัฐบาลสาธารณรัฐจีนจะร่วมกันร้องเพลงชาติและเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ณ ลานหน้าทำเนียบประธานาธิธบดี กรุงไทเป ซึ่งปีนี้จะเป็นปีใหม่สุดท้ายที่ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินจะเป็นประธานในพิธีนี้ เราไปชมคลิปกันเลยครับ
ผู้นำไต้หวันเปิดแถลงข่าวในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2024 อวยพรปีใหม่ให้ชาวไต้หวัน
ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ได้อวยพรปีใหม่และเปิดแถลงข่าวหลังเสร็จพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาที่ลานหน้าทำเนียบประธานาธิบดีแล้ว โดยย้ำผลงานที่ผ่านมาในช่วง 8 ปี ทำให้ไต้หวันก้าวสู่โลก และโลกได้ก้าวเข้าสู่ไต้หวันแล้ว ดูแลผู้ใช้แรงงานโดยการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทุกปีเป็น 27,400 เหรียญไต้หวัน/เดือน ชั่วโมงละ 183 เหรียญไต้หวัน
นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายสีจิ้นผิง ผู้นำไต้หวันระบุในการกล่าวอวยพรปีใหม่ว่า "การรวมช่องแคบไต้หวันเป็นปึกแผ่น เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน" โดยระบุว่า หลักการสำคัญที่สุดก็คือต้องเป็นไปภายใต้หลักการประชาธิปไตย ตัดสินใจโดยชาวไต้หวัน เพราะไต้หวันเป็นประเทศประชาธิปไตย ต้องอาศัยกระบวนการประชาธปไตยมาตัดสิน ซึ่งต้องสร้างหลักประกันให้แก่ระบอบประชาธิปไตย และความเป็นประชาธิปไตยของชาวไต้หวันก็สูงขึ้นเป็นลำดับ และยังต้องเข้าใจต่อการอยู่ร่วมในประชาคมโลกอีกด้วย เราไปชมคลิปการแถลงข่าวและตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวกันครับ
ดีเบทรอบเดียว ตัดสินอนาคตผู้นำไต้หวันเป็นใคร? ลุ้นตัวโก่ง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน สาธารณรัฐจีน เข้าสู่โหมดนับถอยหลัง สื่อยักษ์ใหญ่ในไต้หวันจับมือจัดดีเบทหรือโต้วาทีผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งเดียวก่อนชี้ชะตาวันเลือกตั้ง 13 ม.ค. 2567
ก่อนหน้านี้ 3 ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีได้แถลงนโยบายทางโทรทัศน์แล้ว 3 รอบ ได้แก่วันที่ 20 26 และ 28 ธ.ค. ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นเจ้าภาพจัดการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ โดยเป็นการแถลงนโยบายล้วน ๆ ไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้สมัครถามคู่แข่ง เหมือนกับการดีเบท แต่ก็แบ่งเวทีแถลงนโยบายออกเป็น 3 ช่วง ๆ ละ 10 นาที ซึ่งผู้สมัครจะอาศัยโอกาสนี้โยนคำถามให้กับอีกฝ่าย เป็นการปะทะคารมกันค่อนข้างดุเดือด ส่วนภาคเอกชนก็จัดดีเบทหากผู้สมัครรับเลือกตั้งเห็นชอบยินดีเข้าร่วมด้วย
การแถลงนโยบายครั้งสุดท้ายเมื่อ 28 ธ.ค. ที่ผ่านมา ผู้สมัครทั้งสามโฟกัสไปที่เหตุโศกนาฎกรรมเด็กมัธยม 3 ถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันใช้มีดแทงตายในโรงเรีน ซึ่งนายเคอเหวินเจ๋อระบุว่า ต้องมาพิจารณาจัดตั้งกลไกการแจ้งเหตุด่วนที่เกิดขึ้นในโรงเรียน และความปลอดภัยในสังคม กลไกป้องกันดีกว่าการรักษา ส่วนนายโหวโหย่วอี๋ ก็เสนอ 4 แนวทางแก้ปัญหาความปลอดภัยในสังคม เช่น อนุญาตให้ครูตรวจค้นกระเป๋านักเรียนได้ในกรณีฉุกเฉิน ส่วนนายไล่ชิงเต๋อก็ย้ำว่า จะเสริมเครือข่ายความปลอดภัยในสังคมเข้าสู่ 2.0 ่และแก้กฎหมายว่าด้วยการแนะแนวนักเรียน
ดีเบทครั้งแรกและครั้งเดียว จับมือกันระหว่างสื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ในไต้หวัน อาทิ ซีเอ็นเอ ไชน่าไทม์ส ลิเบอร์ตี้ไทม์ส สถานีโทรทัศน์ SET สถานีโทรทัศน์ไต้หวัน เอฟทีวี CTS สถานีโทรทัศน์จิ้งเตี้ยนซื่อ ทีวีบีเอส และพีทีเอส รวม 11 แห่ง โดยมีนายหูหยวนฮุย ประธานสถานีโทรทัศน์ พีทีเอส เป็นผู้ดำเนินรายการ
นอกจากนี้ ยังจะจัดการดีเบทระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งรองประธานาธิบดีในวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 ม.ค. 2567 บ่ายสอง ท่านผู้ชมที่สนใจสามารถคลิกเข้าไปที่ลิ้งค์ด้านล่างได้ทั้งสองรายการ เป็นดีเบทในภาคภาษาจีนกลางและอาจมีการแทรกด้วยภาษาไต้หวันเป็นครั้งคราว
คลิปดีเบทผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี ไต้หวัน 2024
คลิปดีเบทผู้สมัครรับเลือกตั้งรองประธานาธิบดี ไต้หวัน 2024
สามผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน 2024 จากซ้าย ไล่ชิงเต๋อ โหวโหย่วอี๋ เคอเหวินเจ๋อ
วอลสตรีทวิเคราะห์เลือกตั้งผู้นำไต้หวัน 3 พรรคเดินนโยบายรักษาระยะห่างกับจีน
The Wall Street Journal ของสหรัฐฯ ได้วิเคราะห์การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน 2024 เป็นการเลือกตั้งที่กำหนดทิศทางการเมืองของไต้หวัน ที่จะก้าวสู่ทิศทางของการ “รักษาระยะห่างกับจีน”
The Wall Street Journal ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้สะท้อนออกมาที่ผลการสำรวจคะแนนนิยม แม้แต่ในการรณรงค์หาเสียงของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรค KMT ก็เห็นวี่แววเหล่านี้เช่นเดียวกัน
พรรค KMTที่เคยพยายามผลักดันความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นทั้งด้านการเมือง และเศรษฐกิจกับจีน ตอนนี้ก็เริ่มมองเห็นการปรับโทนของตนอย่างชัดเจนมากขึ้น
นายโหวโหย่วอี๋ ผู้สมัครของพรรค KMTเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่เคยมีแนวความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ต่อท่าทีของจีนที่มีต่อไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในการสัมภาษณ์ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของวอลล์ลสตรีทฯ นายโหวฯ ยังบอกอีกว่า ที่สำคัญที่สุดก็คือการจัดการกับประเด็นที่เกี่ยวกับกลาโหมและเศรษฐกิจ อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องพยายามยับยั้งมิให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อสงคราม
รายงานดังกล่าวเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของทิศทางลมทางการเมืองของไต้หวัน เป็นความจริงที่เย็นยะเยือกต่อกลุ่มผู้นำจีนคอมมิวนิสต์ หลังจากที่ทางการปักกิ่งตัดสินใจใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างในฮ่องกง แนวทางของจีนในการรวมไต้หวัน โดยให้ไต้หวันมีการปกครองตนเองในระดับสูงที่เคยประกาศมาโดยตลอด ตอนนี้ กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำให้ชาวไต้หวันมีความรู้สึกเห็นดีเห็นงามด้วย หรือหมดเสน่ห์ไปแล้วโดยสิ้นเชิง
สำหรับในส่วนของชาวไต้หวันที่เห็นว่า ตนก็เป็นคนจีนด้วยนั้น ตอนนี้ลดลงเหลือไม่ถึง 3% ส่งผลให้พรรค KMT ซึ่งเดิมมีความกระตือรือร้นในการเสริมสร้างสัมพันธ์อย่างสันติและสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองกับจีน ต้องพยายามสลัดพ้นจากป้าย “สนิทสนมกับปักกิ่ง” อย่างเต็มที่
นายเซี่ยลี่เหยียน รองหัวหน้าพรรค KMT ระบุว่า คนรุ่นใหม่ไตัหวันไม่เพียงแต่ไม่มีความรู้สึกว่าตนเป็นคนจีนเท่านั้น แต่ยังไม่ชอบเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับจีนด้วย
ส่วนทางด้านแนวโน้มที่ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันไปสนับสนุนพรรค TPP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองอันดับ 3 มีนายเคอเหวินเจ๋อ หัวหน้าพรรคฯ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรคฯ ซึ่งเขาเดินแนวทางสายกลางในประเด็นจีน
นายเคอฯ มีพื้นฐานมาจากการเป็นหมอ อาศัยความไม่พอใจ ความผิดหวังที่มีต่อ 2 พรรคการเมืองเดิม กำหนดบทบาทของพรรคของตนให้ความสำคัญกับปัญหาราคาบ้าน เงินเดือนต่ำ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่คำนึงถึงความเป็นจริงในประเด็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เขาระบุว่า พรรค KMT เชื่อฟังจีนมากเกินไป แต่ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับนายโหวฯ ที่คนไต้หวันประเมินความเสี่ยงของการเกิดสงครามขึ้นค่อนข้างต่ำเกินไป
นายเคอฯ บอกว่า ปัจจุบันมีคนไต้หวันนับแสนทำงานอยู่ในจีน เป็นผลพวงจากการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างช่องแคบไต้หวัน แต่ช่องทางการติดต่อแลกเปลี่ยนในระดับทางการระหว่างปักกิ่งกับไทเปยังไม่มี ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก
วอล์ลสตรีทเจอร์นัล ยังได้ระบุถึงไล่ชิงเต๋อ ผู้สมัครของพรรค DPP ซึ่งเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการแยกไต้หวันเป็นเอกราชอย่างเปิดเผย ซึ่งทำให้ทั้งสหรัฐฯ และจีนมีความรู้สึกไม่สบายใจไม่น้อย อย่างไรก็ดี ไล่ฯ ได้ย้ำจุดยืนที่จะเดินแนวทางของประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน รักษาสถานะปัจจุบัน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและทหารกับมหามิตรอย่างสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี และเปิดทางพร้อมที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับทางการปักกิ่ง แต่เขาก็ได้ส่งสัญญานบางอย่างไปยังปักกิ่งว่า เพื่อสันติภาพและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไต้หวันยินดีที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับจีน พูดคุยเจรจากันบนหลักการ “เสมอภาคและมีศักดิ์ศรี ท่ามกลางกระบวนการประชาธิปไตย” เท่านั้น