
Sign up to save your podcasts
Or


กระแสในรอบสัปดาห์
ไต้หวันขยายเวลาฟรีวีซ่าท่องเที่ยวให้กับไทย ฟิลิปปินส์ และบรูไน ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567
กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันแถลงเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า เพื่อให้สอดคล้องต่อการส่งเสริม “นโยบายมุ่งใต้ใหม่” และปรับปรุงนโยบายการขอวีซ่าไต้หวันสำหรับประชาชนในกลุ่มประเทศสมาชิก NSP ที่จะเดินทางมายังไต้หวัน จึงตัดสินใจขยายเวลามาตรการฟรีวีซ่า ให้แก่นักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และบูรไน ที่จะเดินทางมาเยือนไต้หวันออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2566 ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2567 รวมถึงขยายระยะเวลาของ “โครงการนักท่องเที่ยวอาเซียนแบบหมู่คณะ” ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2567 โดยมาตรการฟรีวีซ่านี้สามารถพำนักอาศัยในไต้หวันได้เป็นเวลา 14 วัน
ความตกลงการค้าภาคบริการช่องแคบไต้หวัน ยังคงมีความคิดเห็นหลากหลาย
นักวิชาการไต้หวันอย่าง ศ. ชิวจวิ้นหยง แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจงหยาง ไต้หวัน มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “10 ปีที่แล้ว เราร่วมกันต่อต้านและตั้งข้อสงสัยเกี่ยว “ข้อดีและข้อเสีย” ของความตกลงการค้าภาคบริการช่องแคบไต้หวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี “ข้อดีข้อเสีย” ของความตกลงนี้ก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะข้อเสีย ในขณะที่ข้อดีกลับน้อยลงเป็นลำดับ เพราะฉะนั้น เมื่อตอนนี้มีการเสนอให้รื้อฟื้นความตกลงดังกล่าวขึ้นมาเจรจากันใหม่ จึงเป็นเพียงประเด็น “หลอก” เท่านั้น
ศ. ชิวฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การค้าภาคบริการและสินค้า มีจุดที่แตกต่างกันมากที่สุดคือภาคบริการต้องอาศัยบุคคลธรรมดาและจุดให้บริการในท้องถิ่น ส่วนการลงทุนก็มีระเบียบหรือข้อกำหนดที่ “เป็นที่รู้กัน” มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนที่ปกครองโดยคน โดยลัทธิอำนาจนิยม ก็อยู่ในสภาพเช่นนี้ 10 ปีที่ผ่านมา เกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ยิ่งทำให้จีนที่เป็นประเทศที่ไม่มีกฎเกณฑ์การแข่งขันที่ยุติธรรมทั้งทางด้านการลงทุน การค้า เทคโนโลยี และภาคบริการ ซึ่งในตอนแรกมีเพียงไต้หวันเท่านั้นที่มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้เพียงประเทศเดียว แต่ตอนนี้ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างรู้เช่นเห็นธาตุแท้ของจีนแล้ว จึงเริ่มโยกย้ายการลงทุนลดความเสี่ยงในการลงทุนในจีนมากขึ้นเป็นลำดับ เขามีความเห็นว่า “หากเราจะจัดทำความตกลงการค้าภาคบริการกับจีน เงื่อนไขประการแรกที่สำคัญที่สุดก็คือทุกอย่างต้องมีการวางกรอบกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ อย่างชัดเจน มีการแข่งขันอย่างยุติธรรมกับคู่แข่ง ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ ประเทศต่าง ๆ มีอยู่แล้ว ส่วนจีนไม่มี ดังนั้น สภาพการณ์เช่นนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รุนแรงและชัดเจนมากยิ่งขึ้น แม้แต่ธุรกิจจีนเองก็ยังทนไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงบอกตรงนี้ว่า หากข้อเสียมากกว่าข้อดีเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนี้ ข้อเสียเหล่านี้ก็ไม่ลดน้อยถอยลง
ส่วนนักวิชาการอีกท่านหนึ่งคือ คุณชิวต๋าเซิง นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน ก็มีความเห็นว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่อาศัยการส่งออก ในทางทฤษฎีแล้วต้องอาศัยความตกลงทางการค้ามาขจัดอุปสรรคการค้า กฎหมาย และอุปสรรคด้านภาษีศุลกากร เพื่อให้ประสบผลด้านเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศในภูมิภาคที่มีการจัดทำความตกลงระหว่างกัน ต้นทุนลดลง การจัดสรรทรัพยากรมีการจัดสรรเป็นอย่างดี จึงไม่อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีข้อดีเลย แต่เมื่อพิจารณาจากการค้าระหว่างช่องแคบไต้หวัน เนื่องจากการพัฒนาการค้าภาคบริการต้องอาศัยอุปสงค์ภายในเป็นหลัก ไม่มีความสามารถในการแข่งขันการส่งออก ในขณะที่ภายในไต้หวันเองก็วิตกเกี่ยวกับเล่ห์กลของจีน เขาบอกว่า “จีนอาจอาศัยรูปแบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่มาลงทุน แล้วอาจจะกลายเป็นการกดดันมาร์เก็ตแชร์ของภาคบริการท้องถิ่นในไต้หวัน อาจเป็นแบบนี้ แต่จีนไม่ใช่ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีความเข้มแข็งในการส่งออกภาคบริการ”
เขาระบุอีกว่า หากพิจารณาในระยะยาวแล้ว การนำเข้าความสามารถในการแข่งขันจากต่างประเทศ อาจเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในไต้หวันปรับตัวอย่างถอนรากถอนโคน อย่างนิวซีแลนด์เปิดเสรีการเกษตรตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1970 ทำให้ตอนนี้นิวซีแลนด์มีศักยภาพความสามารถในการแข่งขันการส่งออกสินค้าการเกษตรอย่างเข้มแข็ง ส่วนความตกลงการค้าศตวรรษที่ 21 ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ก็เป็นการนำเข้าความสามารถในการแข่งขันจากต่างประเทศ เป็นรูปแบบหนึ่งของการเสริมศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของตนเองให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
สันติภาพช่องแคบไต้หวันเป็นฉันทามติร่วมของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นำไต้หวัน 2024 และเป็นเป้าหมายของทุกฝ่ายด้วย
สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีจากทุกพรรคการเมืองต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของสันติภาพระหว่างช่องแคบไต้หวัน แต่ต่างก็มีแนวทางที่แตกต่างกัน อย่างรองประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้สมัครของพรรครัฐบาล พรรค DPP ได้ส่งบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์วอล์ลสตรีทเจอร์นัล ในสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบรรยายถึงแนวความคิดและนโยบายในการรักษาสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน ซึ่งถูกว่าที่ผู้สมัครจากพรรคอื่น ๆ กระแหนะกระแหนแบบสุด ๆ เหมือนกัน ตอนนี้เรามาดูกันนะครับว่า นโยบายสันติภาพช่องแคบไต้หวันของรองผู้นำไต้หวัน ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรค DPP กันก่อนแล้วค่อยไปดูคำวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่าง ๆ กันนะครับ
รองประธานาธิบดีไล่ฯ ระบุในบทความดังกล่าวว่า หากตนได้รับเลือกตั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ในปีหน้า ตนจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการดำรงรักษาสันติภาพช่องแคบไต้หวัน ด้วยเสาหลัก 4 เสา ได้แก่ (1) เสริมศักยภาพในการข่มขวัญศัตรู (2) เสริมความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจ (3) สร้าง คสพ. ในลักษณะหุ้นส่วนกับประเทศ ปชต. ทั่วโลก และ (4) สนับสนุนสถานะปัจจุบันช่องแคบไต้หวันที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ในบทความดังกล่าว รองประธานาธิบดีไล่ฯ ยังได้ระบุว่า ตนมีความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องประชาธิปไตยและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน รวมทั้งสถานะปัจจุบันด้วย หากตนได้รับเลือกตั้งดำรงตำแหน่งผู้นำไต้หวัน ก็จะอาศัย “เสาหลัก 4 เสา” นี้ผลักดันสันติภาพนิรันดร์กาลด้วยความรับผิดชอบ
ในส่วนของฝ่ายคู่แข่งจากพรรคก๊กมินตั๋ง โดยนายหลี่เต๋อเหวย ส.ส. พรรคก๊กมินตั๋ง ได้ตั้งข้อสังเกตต่อบทความชิ้นนี้ของเขาว่า การรักษาสถานะปัจจุบันของนายไล่ฯ คือสถานะปัจจุบันแบบไหน? ของใคร? สถานะปัจจุบันช่องแคบไต้หวันที่ในอดีตพรรคก๊กมินตั๋งได้สร้างเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจหรือ ECFA และการเปิดการติดต่อตรง 3 ทาง เป็นสิ่งที่ชาวไต้หวันต้องการ ในขณะที่ “สถานะปัจจุบัน” ในช่วง 8 ปีของยุคประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ได้ทำให้ “สถานะปัจจุบัน” เหล่านี้ลดทอนลงเป็นลำดับ ความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันภายใต้การบริหารประเทศของพรรค DPP ทำให้ “สถานะปัจจุบัน” ตอนนี้ตกอยู่ในสภาพ “วิกฤตสงคราม” ที่อาจเกิดปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ นี่ก็คือ “สถานะปัจจุบัน” ที่รองประธานาธิบดีไล่ฯ ต้องการใช่หรือไม่?
ส่วนคุณเฉินจื้อหาน ในฐานะโฆษกสำนักงานหาเสียงเลือกตั้งของนายเคอเหวินเจ๋อ หัวหน้าพรรค TPP ในฐานะว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรคฯ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า กรณีนี้เป็นการอาศัย “การส่งออกเพื่อสะท้อนกลับเข้ามาในไต้หวัน” ซึ่งเป็นวิธีการที่พรรค DPP ถนัดเป็นพิเศษ ในขณะที่ส่วนตัวของรองประธานาธิบดีไล่ฯ ยังคงยึดถือตามรูปการจิตสำนึกดั้งเดิมของตน จึงยากที่จะทำให้ผู้คนเชื่อว่า จะสามารถรื้อฟื้นการเจรจา ติดต่อไปมาหาสู่กับจีนได้ “เสาหลัก 4 เสา” ที่รองประธานาธิบดีไล่ฯ กล่าวถึงเป็นเพียง “คำขวัญ” ลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น
ทางด้านนายเฉินป๋อหาน โฆษกสำนักงานหาเสียงเลือกตั้งของนายโหวโหย่วอี๋ ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคก๊กมินตั๋ง ระบุว่า สาระของ “เสาหลัก 4 ประการ” เพื่อสันติภาพระหว่างช่องแคบไต้หวัน ไร้สาระ กลวง และเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ ในขณะที่มี ส.ส. ของพรรค DPP บอกว่าเป็นการสืบทอดจุดยืนของประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ซึ่งก็หมายความว่าเป็นการนำความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันไปสู่การเผชิญหน้าและความขัดแย้งมิใช่รึ? จึงสรุปสั้น ๆ ได้ว่า “เสาหลัก 4 เสา” ของรองประธานาธิบดีไล่ฯ คือหนทางเก่าที่จะนำไปสู่วิกฤตแห่งสงครามนั่นเอง
ส่วนนักวิชาการจีน อย่าง ดร. เปาเฉิงเคอ รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา เซี่ยงไฮ้ มีความเห็นว่า จุดยืนแยกไต้หวันเป็นเอกราชของรองประธานาธิบดีไล่ฯ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนบทความที่ระบุถึงสันติภาพนั้น ก็เพราะเกรงว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปีหน้า คนรุ่นใหม่กับคนที่มีความคิดเป็นกลาง จะลงคะแนนเสียงเพราะกลัวสงคราม จึงใช้ “สันติภาพ” มาเป็นตัวล่อ มิใช่เป็นแนวทางหลักในประเด็นช่องแคบไต้หวันของรองประธานาธิบดีไล่ฯ
By , Rtiกระแสในรอบสัปดาห์
ไต้หวันขยายเวลาฟรีวีซ่าท่องเที่ยวให้กับไทย ฟิลิปปินส์ และบรูไน ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567
กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันแถลงเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า เพื่อให้สอดคล้องต่อการส่งเสริม “นโยบายมุ่งใต้ใหม่” และปรับปรุงนโยบายการขอวีซ่าไต้หวันสำหรับประชาชนในกลุ่มประเทศสมาชิก NSP ที่จะเดินทางมายังไต้หวัน จึงตัดสินใจขยายเวลามาตรการฟรีวีซ่า ให้แก่นักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และบูรไน ที่จะเดินทางมาเยือนไต้หวันออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2566 ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2567 รวมถึงขยายระยะเวลาของ “โครงการนักท่องเที่ยวอาเซียนแบบหมู่คณะ” ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2567 โดยมาตรการฟรีวีซ่านี้สามารถพำนักอาศัยในไต้หวันได้เป็นเวลา 14 วัน
ความตกลงการค้าภาคบริการช่องแคบไต้หวัน ยังคงมีความคิดเห็นหลากหลาย
นักวิชาการไต้หวันอย่าง ศ. ชิวจวิ้นหยง แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจงหยาง ไต้หวัน มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “10 ปีที่แล้ว เราร่วมกันต่อต้านและตั้งข้อสงสัยเกี่ยว “ข้อดีและข้อเสีย” ของความตกลงการค้าภาคบริการช่องแคบไต้หวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี “ข้อดีข้อเสีย” ของความตกลงนี้ก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะข้อเสีย ในขณะที่ข้อดีกลับน้อยลงเป็นลำดับ เพราะฉะนั้น เมื่อตอนนี้มีการเสนอให้รื้อฟื้นความตกลงดังกล่าวขึ้นมาเจรจากันใหม่ จึงเป็นเพียงประเด็น “หลอก” เท่านั้น
ศ. ชิวฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การค้าภาคบริการและสินค้า มีจุดที่แตกต่างกันมากที่สุดคือภาคบริการต้องอาศัยบุคคลธรรมดาและจุดให้บริการในท้องถิ่น ส่วนการลงทุนก็มีระเบียบหรือข้อกำหนดที่ “เป็นที่รู้กัน” มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนที่ปกครองโดยคน โดยลัทธิอำนาจนิยม ก็อยู่ในสภาพเช่นนี้ 10 ปีที่ผ่านมา เกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ยิ่งทำให้จีนที่เป็นประเทศที่ไม่มีกฎเกณฑ์การแข่งขันที่ยุติธรรมทั้งทางด้านการลงทุน การค้า เทคโนโลยี และภาคบริการ ซึ่งในตอนแรกมีเพียงไต้หวันเท่านั้นที่มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้เพียงประเทศเดียว แต่ตอนนี้ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างรู้เช่นเห็นธาตุแท้ของจีนแล้ว จึงเริ่มโยกย้ายการลงทุนลดความเสี่ยงในการลงทุนในจีนมากขึ้นเป็นลำดับ เขามีความเห็นว่า “หากเราจะจัดทำความตกลงการค้าภาคบริการกับจีน เงื่อนไขประการแรกที่สำคัญที่สุดก็คือทุกอย่างต้องมีการวางกรอบกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ อย่างชัดเจน มีการแข่งขันอย่างยุติธรรมกับคู่แข่ง ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ ประเทศต่าง ๆ มีอยู่แล้ว ส่วนจีนไม่มี ดังนั้น สภาพการณ์เช่นนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รุนแรงและชัดเจนมากยิ่งขึ้น แม้แต่ธุรกิจจีนเองก็ยังทนไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงบอกตรงนี้ว่า หากข้อเสียมากกว่าข้อดีเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนี้ ข้อเสียเหล่านี้ก็ไม่ลดน้อยถอยลง
ส่วนนักวิชาการอีกท่านหนึ่งคือ คุณชิวต๋าเซิง นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน ก็มีความเห็นว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่อาศัยการส่งออก ในทางทฤษฎีแล้วต้องอาศัยความตกลงทางการค้ามาขจัดอุปสรรคการค้า กฎหมาย และอุปสรรคด้านภาษีศุลกากร เพื่อให้ประสบผลด้านเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศในภูมิภาคที่มีการจัดทำความตกลงระหว่างกัน ต้นทุนลดลง การจัดสรรทรัพยากรมีการจัดสรรเป็นอย่างดี จึงไม่อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีข้อดีเลย แต่เมื่อพิจารณาจากการค้าระหว่างช่องแคบไต้หวัน เนื่องจากการพัฒนาการค้าภาคบริการต้องอาศัยอุปสงค์ภายในเป็นหลัก ไม่มีความสามารถในการแข่งขันการส่งออก ในขณะที่ภายในไต้หวันเองก็วิตกเกี่ยวกับเล่ห์กลของจีน เขาบอกว่า “จีนอาจอาศัยรูปแบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่มาลงทุน แล้วอาจจะกลายเป็นการกดดันมาร์เก็ตแชร์ของภาคบริการท้องถิ่นในไต้หวัน อาจเป็นแบบนี้ แต่จีนไม่ใช่ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีความเข้มแข็งในการส่งออกภาคบริการ”
เขาระบุอีกว่า หากพิจารณาในระยะยาวแล้ว การนำเข้าความสามารถในการแข่งขันจากต่างประเทศ อาจเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในไต้หวันปรับตัวอย่างถอนรากถอนโคน อย่างนิวซีแลนด์เปิดเสรีการเกษตรตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1970 ทำให้ตอนนี้นิวซีแลนด์มีศักยภาพความสามารถในการแข่งขันการส่งออกสินค้าการเกษตรอย่างเข้มแข็ง ส่วนความตกลงการค้าศตวรรษที่ 21 ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ก็เป็นการนำเข้าความสามารถในการแข่งขันจากต่างประเทศ เป็นรูปแบบหนึ่งของการเสริมศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของตนเองให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
สันติภาพช่องแคบไต้หวันเป็นฉันทามติร่วมของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นำไต้หวัน 2024 และเป็นเป้าหมายของทุกฝ่ายด้วย
สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีจากทุกพรรคการเมืองต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของสันติภาพระหว่างช่องแคบไต้หวัน แต่ต่างก็มีแนวทางที่แตกต่างกัน อย่างรองประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้สมัครของพรรครัฐบาล พรรค DPP ได้ส่งบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์วอล์ลสตรีทเจอร์นัล ในสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบรรยายถึงแนวความคิดและนโยบายในการรักษาสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน ซึ่งถูกว่าที่ผู้สมัครจากพรรคอื่น ๆ กระแหนะกระแหนแบบสุด ๆ เหมือนกัน ตอนนี้เรามาดูกันนะครับว่า นโยบายสันติภาพช่องแคบไต้หวันของรองผู้นำไต้หวัน ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรค DPP กันก่อนแล้วค่อยไปดูคำวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่าง ๆ กันนะครับ
รองประธานาธิบดีไล่ฯ ระบุในบทความดังกล่าวว่า หากตนได้รับเลือกตั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ในปีหน้า ตนจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการดำรงรักษาสันติภาพช่องแคบไต้หวัน ด้วยเสาหลัก 4 เสา ได้แก่ (1) เสริมศักยภาพในการข่มขวัญศัตรู (2) เสริมความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจ (3) สร้าง คสพ. ในลักษณะหุ้นส่วนกับประเทศ ปชต. ทั่วโลก และ (4) สนับสนุนสถานะปัจจุบันช่องแคบไต้หวันที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ในบทความดังกล่าว รองประธานาธิบดีไล่ฯ ยังได้ระบุว่า ตนมีความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องประชาธิปไตยและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน รวมทั้งสถานะปัจจุบันด้วย หากตนได้รับเลือกตั้งดำรงตำแหน่งผู้นำไต้หวัน ก็จะอาศัย “เสาหลัก 4 เสา” นี้ผลักดันสันติภาพนิรันดร์กาลด้วยความรับผิดชอบ
ในส่วนของฝ่ายคู่แข่งจากพรรคก๊กมินตั๋ง โดยนายหลี่เต๋อเหวย ส.ส. พรรคก๊กมินตั๋ง ได้ตั้งข้อสังเกตต่อบทความชิ้นนี้ของเขาว่า การรักษาสถานะปัจจุบันของนายไล่ฯ คือสถานะปัจจุบันแบบไหน? ของใคร? สถานะปัจจุบันช่องแคบไต้หวันที่ในอดีตพรรคก๊กมินตั๋งได้สร้างเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจหรือ ECFA และการเปิดการติดต่อตรง 3 ทาง เป็นสิ่งที่ชาวไต้หวันต้องการ ในขณะที่ “สถานะปัจจุบัน” ในช่วง 8 ปีของยุคประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ได้ทำให้ “สถานะปัจจุบัน” เหล่านี้ลดทอนลงเป็นลำดับ ความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันภายใต้การบริหารประเทศของพรรค DPP ทำให้ “สถานะปัจจุบัน” ตอนนี้ตกอยู่ในสภาพ “วิกฤตสงคราม” ที่อาจเกิดปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ นี่ก็คือ “สถานะปัจจุบัน” ที่รองประธานาธิบดีไล่ฯ ต้องการใช่หรือไม่?
ส่วนคุณเฉินจื้อหาน ในฐานะโฆษกสำนักงานหาเสียงเลือกตั้งของนายเคอเหวินเจ๋อ หัวหน้าพรรค TPP ในฐานะว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรคฯ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า กรณีนี้เป็นการอาศัย “การส่งออกเพื่อสะท้อนกลับเข้ามาในไต้หวัน” ซึ่งเป็นวิธีการที่พรรค DPP ถนัดเป็นพิเศษ ในขณะที่ส่วนตัวของรองประธานาธิบดีไล่ฯ ยังคงยึดถือตามรูปการจิตสำนึกดั้งเดิมของตน จึงยากที่จะทำให้ผู้คนเชื่อว่า จะสามารถรื้อฟื้นการเจรจา ติดต่อไปมาหาสู่กับจีนได้ “เสาหลัก 4 เสา” ที่รองประธานาธิบดีไล่ฯ กล่าวถึงเป็นเพียง “คำขวัญ” ลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น
ทางด้านนายเฉินป๋อหาน โฆษกสำนักงานหาเสียงเลือกตั้งของนายโหวโหย่วอี๋ ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคก๊กมินตั๋ง ระบุว่า สาระของ “เสาหลัก 4 ประการ” เพื่อสันติภาพระหว่างช่องแคบไต้หวัน ไร้สาระ กลวง และเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ ในขณะที่มี ส.ส. ของพรรค DPP บอกว่าเป็นการสืบทอดจุดยืนของประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ซึ่งก็หมายความว่าเป็นการนำความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันไปสู่การเผชิญหน้าและความขัดแย้งมิใช่รึ? จึงสรุปสั้น ๆ ได้ว่า “เสาหลัก 4 เสา” ของรองประธานาธิบดีไล่ฯ คือหนทางเก่าที่จะนำไปสู่วิกฤตแห่งสงครามนั่นเอง
ส่วนนักวิชาการจีน อย่าง ดร. เปาเฉิงเคอ รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา เซี่ยงไฮ้ มีความเห็นว่า จุดยืนแยกไต้หวันเป็นเอกราชของรองประธานาธิบดีไล่ฯ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนบทความที่ระบุถึงสันติภาพนั้น ก็เพราะเกรงว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปีหน้า คนรุ่นใหม่กับคนที่มีความคิดเป็นกลาง จะลงคะแนนเสียงเพราะกลัวสงคราม จึงใช้ “สันติภาพ” มาเป็นตัวล่อ มิใช่เป็นแนวทางหลักในประเด็นช่องแคบไต้หวันของรองประธานาธิบดีไล่ฯ