
Sign up to save your podcasts
Or


สหรัฐฯ ประกาศจำหน่ายอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องบินรบ F-16มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ ให้ไต้หวัน
กระทรวงกลาโหม ไต้หวันระบุว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศจำหน่ายอะไหล่ทั่วไป เครื่องบินรบ F-16 มูลค่า 220 ล้านดอลลาร์ และอะไหล่เฉพาะสำหรับเครื่องบินรบ F-16 มูลค่า 80 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งสิ้น 300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.6 พันล้านเหรียญไต้หวัน ให้แก่กองทัพอากาศไต้หวัน ซึ่งได้แจ้งให้รัฐสภาสหรัฐฯ รับทราบ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอีก 1 เดือนข้างหน้า ซึ่งกระทรวงกลาโหม ไต้หวันได้แสดงความขอบคุณ รวมทั้งระบุว่า การจำหน่ายอะไหล่เครื่องบินรบ F-16 ให้ไต้หวันในครั้งนี้ จะทำให้กองทัพอากาศไต้หวันสามารถซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามความต้องการของกองทัพไต้หวัน ทำให้สมรรถนะการสู้รบของกองทัพได้มาตรฐานที่ควรจะเป็น
กระทรวงกลาโหม ไต้หวันระบุว่า จีนต้องการที่จะทำให้เกิดช่องว่างของพื้นที่สีเทา ก่อกวนไต้หวัน เป็นเรื่องปกติ กดดันการฝึกซ้อมทางอากาศและลดเวลาในการมีปฏิกิริยาตอบกลับของไต้หวัน อะไหล่ที่สหรัฐฯ อนุมัติจำหน่ายให้ไต้หวันครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการเสริมซ่อมบำรุงส่วนที่สึกหรอไป ทำให้การฝึกซ้อมและสมรรถนะการสู้รบของกองทัพไต้หวันมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ ไม่ลดหย่อนลง
รมว. กลาโหมไต้หวันเสนอแผน “เสริมความเข้มแข็งในการป้องกันประเทศให้แก่สังคม”
นายกู้ลี่สง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ตอบกระทู้ถามของ ส.ส. ในสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการซ้อมรบของกองทัพจีนที่ถามว่า ฝั่งตรงข้ามกำลังฝึกซ้อมแผนการสู้รบแบบบูรณาการเป็นหนึ่งเดียว” ขณะเดียวกันก็ได้เรียกร้องให้ไต้หวันควรพิจารณาจากในแง่มุมของยุทธศาสตร์การป้องกันความปลอดภัยแห่งชาติของไต้หวัน
นายกู้ฯ ได้ตอบว่า ในการประชุมความมั่นคงแห่งชาติก็ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ “แผนเสริมความทรหดการป้องกันประเทศของสังคม” แบบข้ามกระทรวง จึงจะสามารถเสริมความทรหดในการทำสงครามของไต้หวันได้
นายกู้ลี่สง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน
รบ. ไต้หวันเสนอญัตติทบทวนร่างแก้ไข กม. ปฏิรูปรัฐสภาที่ผ่านวาระ 3 ด้วย 7 เหตุผล
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา ภาบริหาร ไต้หวันได้มีหนังสือถึงสภานิติบัญญัติ ขอให้มีการทบทวนร่างแก้ไข "กฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่สภานิติบัญญัติ” และ “กฎหมายอาญา” ไต้หวัน ที่ผ่านมาพิจารณา 3 วาระของสภานิติบัญญัติเมื่อวันที่ 28 พ.ค. โดยระบุว่าเป็นร่างแก้ไขที่ฝ่ายบริหารยากจะปฏิบัติตามได้ พร้อมแนบ 7 เหตุผล ดังนี้ 1) ไม่มีการพิจารณาอภิปรายอย่างจริงจัง ขัดหลักการประชาธิปไตย 2) ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับระบบการปกครองที่มีผู้นำ 2 คน (ปธน. กับ นรม.) รูปแบบการซักถามประธานาธิบดีในสภาฯ ขัดรัฐธรรมนูญ 3) มีสิทธิสอบสวนประชาชนทั่วไปได้ทุกกรณี อำนาจประชาพิจารณ์ไร้ขอบเขต 4) ละเมิดขั้นตอนทางกฎหมาย และละเมิดหลักความธรรมของกระบวนการ 5) ใช้สิทธิพิจารณาเห็นชอบการแต่งตั้งบุคลากรของรัฐบาล โดยไม่มีกำหนดเวลา ทำให้รัฐบาลไม่อาจทำงานได้ 6) ความผิดฐาน“ละเมิดรัฐสภา” ไม่มีการกำหนดความหมายที่ชัดเจน จงใจขยายอำนาจของสภาฯ และ 7) “สงสัย” ความบริสุทธิ์ใจของ จนท. ที่ให้ปากคำต่อสภาฯ และต้องรับผิดชอบโทษอาญาด้วย
“มุมมองสิทธิเด็ก” ตัดสินใจการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมได้ด้วยตนเอง? เราควรเชื่อการตัดสินใจของเด็ก ๆ หรือไม่?
“หลักการผู้เยาว์แต่ความคิดสุกงอมแล้ว” ของสหรัฐฯ เคารพการปฏิเสธการให้โลหิตของเด็กตามความเชื่อทางศาสนา
อย่างไรก็ดี กล่าวสำหรับเด็กและเยาวชนแล้ว เด็ก ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่บางส่วนมีความคิดที่สุกงอมเพียงพอที่จะตัดสินปัญหาด้วยตนเองแล้ว การตัดสินใจของพวกเขาควรได้รับการเคารพและประเมินอย่างไร?
คุณหมอลวี่ลี่ ผู้อำนวยการศูนย์แพทย์เด็ก โรงพยาบาลเด็ก มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ได้ยกตัวอย่างกรณีของเด็กชายอู๋เจียหยวนซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งในเม็ดโลหิต เมื่อวัยเพียง 17 ปี เขายังไม่บรรลุนิติภาวะ โรคมะเร็งเม็ดโลหิตอย่างเฉียบพลันในตอนนั้น หากรับการรักษาด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันก็มีโอกาสที่จะรักษาให้หายและมีชีวิตต่อไปได้ ซึ่งแพทย์จิตวิทยาก็ประเมินแล้วว่า เขาเป็นเด็กชายที่มีความคิดสุกงอมและมีสติสัมปชัญญะดีเยี่ยม และได้แสดงจุดยืนที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องการใช้วิธีการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน แต่คุณแม่ไม่เชื่อการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน ต้องการให้ลูกรักษาด้วยวิธีการอื่น จึงไม่ยอมเซ็นชื่อยินยอมให้มีการรักษาตามความต้องการของลูก
คุณหมอลวี่ลี่ ผู้อำนวยการศูนย์แพทย์เด็ก โรงพยาบาลเด็ก มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน
จุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างคุณแม่กับคุณลูก แต่การรักษาก็มีช่วงจังหวะเวลาทองแห่งการรักษา เมื่อมีการประนีประนอมกันแล้ว ศูนย์ป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัวของเทศบาลนครนิวไทเปจึงเห็นว่า การให้การรักษาที่เหมาะสมแก่เด็กชายอู๋เจียหยวนโดยราบรื่น ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างทันกาล เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดต่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงได้เร่งรีบให้การรักษาเด็กชายอู๋ฯ โดยเร่งด่วน ทำให้เด็กชายอู๋ฯ ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีตามความต้องการของเด็กเอง
คุณเหลยเหวินเหมย ระบุว่า ที่สหรัฐฯ มีหลักการที่เรียกว่า “Mature minor doctrine” หรือ “หลักการความคิดสุกงอมของผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ” หลักการนี้อนุญาตให้ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งมีความสามารถสุกงอมเพียงพอในการเข้าใจและตัดสินใจด้วยตนเอง มีสิทธิที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองได้ หลักการดังกล่าวอนุญาตให้ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่มีความสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองตามอายุที่เพิ่มขึ้น แพทย์และพยาบาลต้องเคารพต่อการตัดสินใจด้วยตนเองของพวกเขา รวมทั้งเป็นหลักประกันให้แก่การตัดสินใจด้วยสติของพวกเขา
คุณเหลยเหวินเหมย สถาบันบัณฑิตศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยหยางหมิงเจียวทง ไต้หวัน
ในปี 2007 Dennis Lindberg เด็กวัย 14 ชาวอเมริกัน ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ปฏิเสธการให้เลือดเพื่อการรักษา เพียงเพราะมีความเชื่อและศรัทธาต่อศาสนาคริสต์ หรือ Jehovah's Witnesses โดยเห็นว่า การให้เลือดเท่ากับเป็นการละเมิดคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลซีแอตเติลจึงตัดสินใจปฏิบัติตามความต้องการของเด็กชายผู้นี้ ตามหลักการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งศาลก็ได้พิพากษาเห็นชอบด้วยว่า การตัดสินใจของเด็กชายผู้นี้เพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความสุกงอมของเขา วันที่ 28 พ.ย. 2007 เดนนิสฯ ต้องเสียชีวิตลงเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาโดยการให้เลือด คุณหมอเหลยเหวินเหมย ระบุว่า “กรณีนี้เป็นตัวอย่างในการเคารพต่อการตัดสินใจของเด็กนั่นเอง” ในทางตรงข้าม ก็เคยมีตัวอย่างที่พ่อแม่ผู้ปกครองปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกหลานของตนรับการรักษาโดยการให้เลือด แต่ทีมแพทย์ได้ยื่นฟ้องต่อศาล จนศาลพิพากษามีคำพิพากษาบังคับให้ต้องให้เลือดเพื่อรักษาชีวิตของเด็ก
“หากเป็นผม ผมก็จะวินิจพิเคราะห์จากแง่มุมแห่งความสัมพันธ์ทั้งระบบ ก็ต้องใหความสำคัญกับการทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบต่อความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน ไม่ใช่เพียงเฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น ช่วยเขาออกมา และต้องคำนึงถึงอนาคตในการมีชีวิตอยู่ในระยะยาวของเด็ก ๆ ด้วย” นั่นเป็นความรู้สึกลึก ๆ ของคุณ หลินหย่าผิง ต้องขยายการทำความเข้าใจให้กว้างขวางมากยิ่งึ้น คำนึงถึงสถานะและความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็ก ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
ช่วงโควิด เด็ก ๆ ก็มีสิทธิเลือกที่จะฉีดวัคซีนหรือไม่
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก (United Nations Convention on the Rights of the Child: CRC, UNCRC) มีพื้นฐาน สนับสนุนการรักษาพยาบาลที่คำนึงถึง “สิทธิเด็ก” เป็นสำคัญ ซึ่งรวมถึง การรับฟังความคิดเห็นของเด็ก ๆ แต่ในไต้หวัน ผู้ปกครองจะเป็นผู้ตัดสินใจแทนเด็กๆ ในการรักษาพยาบาล โดยการปรึกษาหารือกับทีมแพทย์ที่ให้การรักษา
ในปี 2017 ไต้หวันได้พิจารณา “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก” เป็นครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติระบุว่า “คณะกรรมาธิการให้ความสนใจเด็ก ๆ ไม่ว่าจะมีความสามารถหรือไม่อย่างไร ก็จะต้องให้พ่อแม่ให้ความเห็นชอบยินยอมด้วย จึงจะสามารถรับการรักษาได้ ซึ่งแนวความคิดดังกล่วาไม่สอดคล้องกับทัศนะของคณะกรรมาธิการฯ ที่เห็นว่า เด็กที่มีความเข้าใจและความพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว แม้พ่อแม่จะไม่เห็นด้วย ก็ยังคงมีสิทธิตัดสินใจรับการรักษาได้ ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการพิจารณาเป็นครั้งที่ 2 นักสิทธิมนุษยชนนานาชาติยังคงมีความเห็นว่า ไต้หวันมิใได้ให้สิทธิความเป็นตัวของตัวเองในการรักษาพยาบาลแก่เด็ก ๆ อย่างพอเพียง
ดัชนี “Gillick competence” ของอังกฤษ ได้ให้สิทธิความเป็นตัวของตัวเองในการเลือกการรักษาพยาบาลของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างเต็มที่ ดัชนีดังกล่าวนำมาใช้ได้ในช่วงโควิดระบาดปี 2020 ในขณะที่วัคซีนยังไม่มีการทดลองข้างเตียงอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ได้นำออกมาฉีดให้แก่ผู้คน ผู้ปกครองบางส่วนวิตกกังวลจึงไม่ยอมให้ลูกหลานรับวัคซีน แต่กลับมีเด็ก ๆ ต้องการฉีดวัคซีน
ในขณะนั้น รัฐบาลของประเทศอังกฤษได้ประกาศแนวทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในการฉีดวัคซีน หากผู้ปกครองกับเด็กมีความเห็นต่างกัน แพทย์และพยาบาลต้องวินิจฉัยความสามารถของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามที่ระบุไว้ใน “Gillick competence” หลักการดังกล่าวจะพิจารณาระดับความสุกงอมทางความคิดของเด็ก ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะว่ามีความเข้าใจต่อสาระที่เกี่ยวข้องของการรักษาพยาบาลมากน้อยเพียงใด เพื่อวินิจฉัยให้ความเห็นชอบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือ “informed consent” หากมีคุณสมบัติครบถ้วน ผู้ปกครองก็ไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธการรับวัคซีนของเด็ก ๆ แต่หากทีมแพทย์เห็นว่าเด็กผู้นั้นยังมีคุณสัมบัติไม่ครบถ้วน และผู้ปกครองไม่เห็นด้วย ก็จะไม่ฉีดวัคซีนให้เด็ก
ไม่ว่าจะเป็น “หลักการผู้เยาว์แต่ความคิดสุกงอม” หรือ “Gillick competence” ล้วนต้องพิจารณาความสามารถในการตัดสินใจของเด็กว่าจะต้องมีความสามารถเป็นของตนเอง และสามารถแสดงความคิดเห็นด้วยตนเอง
คุณหมอเหลยฯ บอกว่า “ผมรู้สึกมาโดยตลอดว่า ในแง่ของการรักษาพยาบาล ควรที่จะต้องให้พื้นที่แก่เด็ก ๆ ให้มากยิ่งขึ้น เพราะเด็กต้องการความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ก็มักจะมีคุณหมอและกลไกที่เกีี่ยวข้องคอยให้ความช่วยเหลือคัดกรองอยู่แล้ว ซึ่งหมอจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพไม่ว่าจะเป็น โรคทางเพศ โรคแอลกอฮอล์ลิสซึม ติดยาเสพติด ตั้งครรภ์ หรือปัญหาภาวะจิตใจ ซึ่งอาจจะมาจากแรงกดดันจากพ่อแม่ผู้ปกครอง คุณหมอเหลยฯ เห็นว่ากับการใช้วิธีการให้ศาลเป็นผู้ตัดสินหรือแก้ไขกฎหมาย ควรเพิ่มพื้นที่ให้แก่การตัดสินใจของเด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องให้พ่อแม่เห็นด้วยในทุกเรื่อง
ต้องเอาสิทธิในการปฏิเสธของพ่อแม่ออกไปเสียก่อน ฝึกความสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองให้แก่เด็ก ๆ
เมื่อมองย้อนกลับไปยังสภาพปัจจุบันของไต้หวัน เนื่องจากผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะถูกมองว่ายังมีความคิดที่ยังไม่สุกงอมพอ ในแง่ของการตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาล สังคมก็ยังคงยึดถือความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นสำคัญ คุณหลินหย่าผิง บอกว่า ในสังคมยังคงมีแนวความคิดว่า “ร่างกายทั้งตัว มาจากพ่อแม่ จึงไม่อาจที่จะทำให้เกิดความเสียหายได้” ซึ่งเป็นความคิดเก่าโบราณคร่ำครึ ดังนั้น เมื่อไปเกี่ยวข้องกับประเด็นการรักษาพยาบาลของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็มักจะมีผู้ปกครองเป็นคนตัดสินใจให้ คุณหลินฯ บอกอีกว่า “สังคมทั้งสังคมควรเชื่อมั่นต่อคนรุ่นใหม่ เมื่อสังคมไม่มีความเชื่อมั่นต่อเด็ก ๆ ก็จะมีความรู้สึกพวกเขามีความสามารถเพียงพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนะอง หรือเลือกในสิ่งที่ดีกับพวกเขาเอง จึงมีความรู้สึกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะให้การคุ้มครองพวกเขา”
คุณหมอเหลยฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า วิธีการที่แข็งแรงมากกว่านี้ก็คือ ให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลือเด็ก ๆ ตัดสินใจ แต่มิใช่ให้ผู้ปกครองมีสิทธิ “ปฏิเสธ” การตัดสินใจของเด็กๆ
สร้างช่องทางสนับสนุนที่หลากหลาย ร่วมกันหาคำตอบที่ถูกต้อง
สปิริตของ “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไต้หวันให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นของเด็ก ๆ มากขึ้นเป็นลำดับ ขณะเดียวกันสถานพยาบาลต่าง ๆให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณแพทย์มากขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกัน คุณหมอเหลยฯ กับคุณหลินฯ ได้สังเกตพบว่า สังคมทั้งสังคมอาจจะมีการพูดถึงกรณีของเด็กชายอู๋เจียหยวนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากยิ่งขึ้น ทีมแพทย์ก็ยินดีที่จะรายงาน และทำความเข้าใจกับครอบครัว ไม่เหมือนในอดีตที่พ่อแม่เป็นคนตัดสินใจ อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมโดยรวมยังคงมีช่องทางที่จะปรับตัวให้ดีขึ้นมากกว่านี้ได้อีกมาก
By , Rtiสหรัฐฯ ประกาศจำหน่ายอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องบินรบ F-16มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ ให้ไต้หวัน
กระทรวงกลาโหม ไต้หวันระบุว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศจำหน่ายอะไหล่ทั่วไป เครื่องบินรบ F-16 มูลค่า 220 ล้านดอลลาร์ และอะไหล่เฉพาะสำหรับเครื่องบินรบ F-16 มูลค่า 80 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งสิ้น 300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.6 พันล้านเหรียญไต้หวัน ให้แก่กองทัพอากาศไต้หวัน ซึ่งได้แจ้งให้รัฐสภาสหรัฐฯ รับทราบ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอีก 1 เดือนข้างหน้า ซึ่งกระทรวงกลาโหม ไต้หวันได้แสดงความขอบคุณ รวมทั้งระบุว่า การจำหน่ายอะไหล่เครื่องบินรบ F-16 ให้ไต้หวันในครั้งนี้ จะทำให้กองทัพอากาศไต้หวันสามารถซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามความต้องการของกองทัพไต้หวัน ทำให้สมรรถนะการสู้รบของกองทัพได้มาตรฐานที่ควรจะเป็น
กระทรวงกลาโหม ไต้หวันระบุว่า จีนต้องการที่จะทำให้เกิดช่องว่างของพื้นที่สีเทา ก่อกวนไต้หวัน เป็นเรื่องปกติ กดดันการฝึกซ้อมทางอากาศและลดเวลาในการมีปฏิกิริยาตอบกลับของไต้หวัน อะไหล่ที่สหรัฐฯ อนุมัติจำหน่ายให้ไต้หวันครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการเสริมซ่อมบำรุงส่วนที่สึกหรอไป ทำให้การฝึกซ้อมและสมรรถนะการสู้รบของกองทัพไต้หวันมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ ไม่ลดหย่อนลง
รมว. กลาโหมไต้หวันเสนอแผน “เสริมความเข้มแข็งในการป้องกันประเทศให้แก่สังคม”
นายกู้ลี่สง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ตอบกระทู้ถามของ ส.ส. ในสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการซ้อมรบของกองทัพจีนที่ถามว่า ฝั่งตรงข้ามกำลังฝึกซ้อมแผนการสู้รบแบบบูรณาการเป็นหนึ่งเดียว” ขณะเดียวกันก็ได้เรียกร้องให้ไต้หวันควรพิจารณาจากในแง่มุมของยุทธศาสตร์การป้องกันความปลอดภัยแห่งชาติของไต้หวัน
นายกู้ฯ ได้ตอบว่า ในการประชุมความมั่นคงแห่งชาติก็ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ “แผนเสริมความทรหดการป้องกันประเทศของสังคม” แบบข้ามกระทรวง จึงจะสามารถเสริมความทรหดในการทำสงครามของไต้หวันได้
นายกู้ลี่สง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน
รบ. ไต้หวันเสนอญัตติทบทวนร่างแก้ไข กม. ปฏิรูปรัฐสภาที่ผ่านวาระ 3 ด้วย 7 เหตุผล
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา ภาบริหาร ไต้หวันได้มีหนังสือถึงสภานิติบัญญัติ ขอให้มีการทบทวนร่างแก้ไข "กฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่สภานิติบัญญัติ” และ “กฎหมายอาญา” ไต้หวัน ที่ผ่านมาพิจารณา 3 วาระของสภานิติบัญญัติเมื่อวันที่ 28 พ.ค. โดยระบุว่าเป็นร่างแก้ไขที่ฝ่ายบริหารยากจะปฏิบัติตามได้ พร้อมแนบ 7 เหตุผล ดังนี้ 1) ไม่มีการพิจารณาอภิปรายอย่างจริงจัง ขัดหลักการประชาธิปไตย 2) ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับระบบการปกครองที่มีผู้นำ 2 คน (ปธน. กับ นรม.) รูปแบบการซักถามประธานาธิบดีในสภาฯ ขัดรัฐธรรมนูญ 3) มีสิทธิสอบสวนประชาชนทั่วไปได้ทุกกรณี อำนาจประชาพิจารณ์ไร้ขอบเขต 4) ละเมิดขั้นตอนทางกฎหมาย และละเมิดหลักความธรรมของกระบวนการ 5) ใช้สิทธิพิจารณาเห็นชอบการแต่งตั้งบุคลากรของรัฐบาล โดยไม่มีกำหนดเวลา ทำให้รัฐบาลไม่อาจทำงานได้ 6) ความผิดฐาน“ละเมิดรัฐสภา” ไม่มีการกำหนดความหมายที่ชัดเจน จงใจขยายอำนาจของสภาฯ และ 7) “สงสัย” ความบริสุทธิ์ใจของ จนท. ที่ให้ปากคำต่อสภาฯ และต้องรับผิดชอบโทษอาญาด้วย
“มุมมองสิทธิเด็ก” ตัดสินใจการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมได้ด้วยตนเอง? เราควรเชื่อการตัดสินใจของเด็ก ๆ หรือไม่?
“หลักการผู้เยาว์แต่ความคิดสุกงอมแล้ว” ของสหรัฐฯ เคารพการปฏิเสธการให้โลหิตของเด็กตามความเชื่อทางศาสนา
อย่างไรก็ดี กล่าวสำหรับเด็กและเยาวชนแล้ว เด็ก ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่บางส่วนมีความคิดที่สุกงอมเพียงพอที่จะตัดสินปัญหาด้วยตนเองแล้ว การตัดสินใจของพวกเขาควรได้รับการเคารพและประเมินอย่างไร?
คุณหมอลวี่ลี่ ผู้อำนวยการศูนย์แพทย์เด็ก โรงพยาบาลเด็ก มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ได้ยกตัวอย่างกรณีของเด็กชายอู๋เจียหยวนซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งในเม็ดโลหิต เมื่อวัยเพียง 17 ปี เขายังไม่บรรลุนิติภาวะ โรคมะเร็งเม็ดโลหิตอย่างเฉียบพลันในตอนนั้น หากรับการรักษาด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันก็มีโอกาสที่จะรักษาให้หายและมีชีวิตต่อไปได้ ซึ่งแพทย์จิตวิทยาก็ประเมินแล้วว่า เขาเป็นเด็กชายที่มีความคิดสุกงอมและมีสติสัมปชัญญะดีเยี่ยม และได้แสดงจุดยืนที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องการใช้วิธีการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน แต่คุณแม่ไม่เชื่อการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน ต้องการให้ลูกรักษาด้วยวิธีการอื่น จึงไม่ยอมเซ็นชื่อยินยอมให้มีการรักษาตามความต้องการของลูก
คุณหมอลวี่ลี่ ผู้อำนวยการศูนย์แพทย์เด็ก โรงพยาบาลเด็ก มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน
จุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างคุณแม่กับคุณลูก แต่การรักษาก็มีช่วงจังหวะเวลาทองแห่งการรักษา เมื่อมีการประนีประนอมกันแล้ว ศูนย์ป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัวของเทศบาลนครนิวไทเปจึงเห็นว่า การให้การรักษาที่เหมาะสมแก่เด็กชายอู๋เจียหยวนโดยราบรื่น ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างทันกาล เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดต่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงได้เร่งรีบให้การรักษาเด็กชายอู๋ฯ โดยเร่งด่วน ทำให้เด็กชายอู๋ฯ ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีตามความต้องการของเด็กเอง
คุณเหลยเหวินเหมย ระบุว่า ที่สหรัฐฯ มีหลักการที่เรียกว่า “Mature minor doctrine” หรือ “หลักการความคิดสุกงอมของผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ” หลักการนี้อนุญาตให้ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งมีความสามารถสุกงอมเพียงพอในการเข้าใจและตัดสินใจด้วยตนเอง มีสิทธิที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองได้ หลักการดังกล่าวอนุญาตให้ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่มีความสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองตามอายุที่เพิ่มขึ้น แพทย์และพยาบาลต้องเคารพต่อการตัดสินใจด้วยตนเองของพวกเขา รวมทั้งเป็นหลักประกันให้แก่การตัดสินใจด้วยสติของพวกเขา
คุณเหลยเหวินเหมย สถาบันบัณฑิตศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยหยางหมิงเจียวทง ไต้หวัน
ในปี 2007 Dennis Lindberg เด็กวัย 14 ชาวอเมริกัน ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ปฏิเสธการให้เลือดเพื่อการรักษา เพียงเพราะมีความเชื่อและศรัทธาต่อศาสนาคริสต์ หรือ Jehovah's Witnesses โดยเห็นว่า การให้เลือดเท่ากับเป็นการละเมิดคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลซีแอตเติลจึงตัดสินใจปฏิบัติตามความต้องการของเด็กชายผู้นี้ ตามหลักการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งศาลก็ได้พิพากษาเห็นชอบด้วยว่า การตัดสินใจของเด็กชายผู้นี้เพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความสุกงอมของเขา วันที่ 28 พ.ย. 2007 เดนนิสฯ ต้องเสียชีวิตลงเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาโดยการให้เลือด คุณหมอเหลยเหวินเหมย ระบุว่า “กรณีนี้เป็นตัวอย่างในการเคารพต่อการตัดสินใจของเด็กนั่นเอง” ในทางตรงข้าม ก็เคยมีตัวอย่างที่พ่อแม่ผู้ปกครองปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกหลานของตนรับการรักษาโดยการให้เลือด แต่ทีมแพทย์ได้ยื่นฟ้องต่อศาล จนศาลพิพากษามีคำพิพากษาบังคับให้ต้องให้เลือดเพื่อรักษาชีวิตของเด็ก
“หากเป็นผม ผมก็จะวินิจพิเคราะห์จากแง่มุมแห่งความสัมพันธ์ทั้งระบบ ก็ต้องใหความสำคัญกับการทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบต่อความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน ไม่ใช่เพียงเฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น ช่วยเขาออกมา และต้องคำนึงถึงอนาคตในการมีชีวิตอยู่ในระยะยาวของเด็ก ๆ ด้วย” นั่นเป็นความรู้สึกลึก ๆ ของคุณ หลินหย่าผิง ต้องขยายการทำความเข้าใจให้กว้างขวางมากยิ่งึ้น คำนึงถึงสถานะและความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็ก ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
ช่วงโควิด เด็ก ๆ ก็มีสิทธิเลือกที่จะฉีดวัคซีนหรือไม่
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก (United Nations Convention on the Rights of the Child: CRC, UNCRC) มีพื้นฐาน สนับสนุนการรักษาพยาบาลที่คำนึงถึง “สิทธิเด็ก” เป็นสำคัญ ซึ่งรวมถึง การรับฟังความคิดเห็นของเด็ก ๆ แต่ในไต้หวัน ผู้ปกครองจะเป็นผู้ตัดสินใจแทนเด็กๆ ในการรักษาพยาบาล โดยการปรึกษาหารือกับทีมแพทย์ที่ให้การรักษา
ในปี 2017 ไต้หวันได้พิจารณา “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก” เป็นครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติระบุว่า “คณะกรรมาธิการให้ความสนใจเด็ก ๆ ไม่ว่าจะมีความสามารถหรือไม่อย่างไร ก็จะต้องให้พ่อแม่ให้ความเห็นชอบยินยอมด้วย จึงจะสามารถรับการรักษาได้ ซึ่งแนวความคิดดังกล่วาไม่สอดคล้องกับทัศนะของคณะกรรมาธิการฯ ที่เห็นว่า เด็กที่มีความเข้าใจและความพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว แม้พ่อแม่จะไม่เห็นด้วย ก็ยังคงมีสิทธิตัดสินใจรับการรักษาได้ ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการพิจารณาเป็นครั้งที่ 2 นักสิทธิมนุษยชนนานาชาติยังคงมีความเห็นว่า ไต้หวันมิใได้ให้สิทธิความเป็นตัวของตัวเองในการรักษาพยาบาลแก่เด็ก ๆ อย่างพอเพียง
ดัชนี “Gillick competence” ของอังกฤษ ได้ให้สิทธิความเป็นตัวของตัวเองในการเลือกการรักษาพยาบาลของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างเต็มที่ ดัชนีดังกล่าวนำมาใช้ได้ในช่วงโควิดระบาดปี 2020 ในขณะที่วัคซีนยังไม่มีการทดลองข้างเตียงอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ได้นำออกมาฉีดให้แก่ผู้คน ผู้ปกครองบางส่วนวิตกกังวลจึงไม่ยอมให้ลูกหลานรับวัคซีน แต่กลับมีเด็ก ๆ ต้องการฉีดวัคซีน
ในขณะนั้น รัฐบาลของประเทศอังกฤษได้ประกาศแนวทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในการฉีดวัคซีน หากผู้ปกครองกับเด็กมีความเห็นต่างกัน แพทย์และพยาบาลต้องวินิจฉัยความสามารถของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามที่ระบุไว้ใน “Gillick competence” หลักการดังกล่าวจะพิจารณาระดับความสุกงอมทางความคิดของเด็ก ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะว่ามีความเข้าใจต่อสาระที่เกี่ยวข้องของการรักษาพยาบาลมากน้อยเพียงใด เพื่อวินิจฉัยให้ความเห็นชอบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือ “informed consent” หากมีคุณสมบัติครบถ้วน ผู้ปกครองก็ไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธการรับวัคซีนของเด็ก ๆ แต่หากทีมแพทย์เห็นว่าเด็กผู้นั้นยังมีคุณสัมบัติไม่ครบถ้วน และผู้ปกครองไม่เห็นด้วย ก็จะไม่ฉีดวัคซีนให้เด็ก
ไม่ว่าจะเป็น “หลักการผู้เยาว์แต่ความคิดสุกงอม” หรือ “Gillick competence” ล้วนต้องพิจารณาความสามารถในการตัดสินใจของเด็กว่าจะต้องมีความสามารถเป็นของตนเอง และสามารถแสดงความคิดเห็นด้วยตนเอง
คุณหมอเหลยฯ บอกว่า “ผมรู้สึกมาโดยตลอดว่า ในแง่ของการรักษาพยาบาล ควรที่จะต้องให้พื้นที่แก่เด็ก ๆ ให้มากยิ่งขึ้น เพราะเด็กต้องการความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ก็มักจะมีคุณหมอและกลไกที่เกีี่ยวข้องคอยให้ความช่วยเหลือคัดกรองอยู่แล้ว ซึ่งหมอจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพไม่ว่าจะเป็น โรคทางเพศ โรคแอลกอฮอล์ลิสซึม ติดยาเสพติด ตั้งครรภ์ หรือปัญหาภาวะจิตใจ ซึ่งอาจจะมาจากแรงกดดันจากพ่อแม่ผู้ปกครอง คุณหมอเหลยฯ เห็นว่ากับการใช้วิธีการให้ศาลเป็นผู้ตัดสินหรือแก้ไขกฎหมาย ควรเพิ่มพื้นที่ให้แก่การตัดสินใจของเด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องให้พ่อแม่เห็นด้วยในทุกเรื่อง
ต้องเอาสิทธิในการปฏิเสธของพ่อแม่ออกไปเสียก่อน ฝึกความสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองให้แก่เด็ก ๆ
เมื่อมองย้อนกลับไปยังสภาพปัจจุบันของไต้หวัน เนื่องจากผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะถูกมองว่ายังมีความคิดที่ยังไม่สุกงอมพอ ในแง่ของการตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาล สังคมก็ยังคงยึดถือความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นสำคัญ คุณหลินหย่าผิง บอกว่า ในสังคมยังคงมีแนวความคิดว่า “ร่างกายทั้งตัว มาจากพ่อแม่ จึงไม่อาจที่จะทำให้เกิดความเสียหายได้” ซึ่งเป็นความคิดเก่าโบราณคร่ำครึ ดังนั้น เมื่อไปเกี่ยวข้องกับประเด็นการรักษาพยาบาลของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็มักจะมีผู้ปกครองเป็นคนตัดสินใจให้ คุณหลินฯ บอกอีกว่า “สังคมทั้งสังคมควรเชื่อมั่นต่อคนรุ่นใหม่ เมื่อสังคมไม่มีความเชื่อมั่นต่อเด็ก ๆ ก็จะมีความรู้สึกพวกเขามีความสามารถเพียงพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนะอง หรือเลือกในสิ่งที่ดีกับพวกเขาเอง จึงมีความรู้สึกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะให้การคุ้มครองพวกเขา”
คุณหมอเหลยฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า วิธีการที่แข็งแรงมากกว่านี้ก็คือ ให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลือเด็ก ๆ ตัดสินใจ แต่มิใช่ให้ผู้ปกครองมีสิทธิ “ปฏิเสธ” การตัดสินใจของเด็กๆ
สร้างช่องทางสนับสนุนที่หลากหลาย ร่วมกันหาคำตอบที่ถูกต้อง
สปิริตของ “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไต้หวันให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นของเด็ก ๆ มากขึ้นเป็นลำดับ ขณะเดียวกันสถานพยาบาลต่าง ๆให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณแพทย์มากขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกัน คุณหมอเหลยฯ กับคุณหลินฯ ได้สังเกตพบว่า สังคมทั้งสังคมอาจจะมีการพูดถึงกรณีของเด็กชายอู๋เจียหยวนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากยิ่งขึ้น ทีมแพทย์ก็ยินดีที่จะรายงาน และทำความเข้าใจกับครอบครัว ไม่เหมือนในอดีตที่พ่อแม่เป็นคนตัดสินใจ อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมโดยรวมยังคงมีช่องทางที่จะปรับตัวให้ดีขึ้นมากกว่านี้ได้อีกมาก