กระแสประชาธิปไตย

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๕


Listen Later

๑. ผู้นำไต้หวันต้องกักตัวและสังเกตอาการจนถึง 21 เม.ย. เหตุงานเลี้ยงครอบครัวช่วงเช็งเม้งมีคนติดโควิด

            ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวัน ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลเช็งเม้ง ตนได้ร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ปรากฏว่า ทราบในเวลาต่อมาว่า พบคนหนึ่งมีอาการและตรวจพบผลเป็นบวกเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา จึงต้องยกเลิกกำหนดการทุกอย่างในช่วงนี้ และขอแจ้งให้ทราบว่า เมื่อได้รับแจ้งผลการตรวจดังกล่าวแล้ว ผู้นำไต้หวันได้ไปรับการตรวจ PCR ทันที ทราบผลเป็นลบ แต่สุขภาพร่างกายทุกอย่างยังแข็งแรงดี ส่วนรองประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อก็มีผลตรวจเป็นลบ จึงขอให้วางใจได้ ทั้งนี้ ผู้นำไต้หวันได้ระบุว่ากำหนดการต่าง ๆ จะถูกยกเลิกจนถึงวันที่ 414 เม.ย. และปฏิบัติตามระเบียบการป้องกันโรคทุกอย่างของศูนย์บัญชาการควบคุมโรคระบาดไต้หวัน โดยจะกักตัวอยู่ในทำเนียบที่พักตั้งแต่ 5 เม.ย. จนถึงวันที่ 14 เม.ย. หลังจากนั้นต้องสังเกตอาการตนเองอีก 7 วัน

            ในส่วนของภารกิจต่าง ๆ นั้น จะใช้วิธีการประชุมในระบบออนไลน์ ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น การดำเนินการของภาครัฐทุกอย่างก็จะเป็นตามปกติ

            สำหรับในส่วนของเจ้าหน้าที่มีการสัมผัสกับตนค่อนข้างใกล้ชิดก็ได้ตรวจ PCR มีผลตรวจเป็นลบทั้งหมด แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการป้องกันโควิดอย่างเข้มงวด สังเกตอาการของตนต่อไป ซึ่งในการประชุมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทุกรายได้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา รวมทั้งรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยด้วย จึงลดความเสี่ยงลงได้มาก จึงยกเลิกการสังเกตอาการด้วยตนเอง

            ในตอนท้ายผู้นำไต้หวันได้ระบุว่า เป้าหมายของนโยบายป้องกันโรคคือ “ลดจำนวนผู้ป่วยอาการหนักให้เหลือ 0 ควบคุมจำนวนผู้มีอาการเบา ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติ” นอกจากศูนย์บัญชาการฯ จะเสริมศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลแล้ว เรายังต้องอาศัยการป้องกันอย่างกระตือรือร้นจริงจัง และเปิดกว้างมากขึ้น ใช้ชีวิตที่เป็นปกติ สร้าง “รูปแบบใหม่ไต้หวัน” ขึ้น โดยคำนึงถึงทั้งการป้องกันการระบาดและการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติ ซึ่งต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน

หน่วยรักษาความปลอดหน้าทำเนียบที่พักประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน เร่งฆ่าเชื้อทำความสะอาด

๒. ประสบการณ์สงครามยูเครน ไต้หวันต้องเตรียมพร้อมรับมือ ส่วนสหรัฐฯ ต้องเร่งส่งมอบอาวุธให้ไต้หวันเร็วขึ้น

            นายพล Mark Milley  ประธาน Joint Chiefs of Staff ของสหรัฐฯ ได้กล่าวในการประชาพิจารณ์ของคณะกรรมาธิการกลาโหม วุฒิสภา สหรัฐฯ ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่กองทัพจีนกำลังเร่งขยายกำลังพลและพัฒนากองทัพ ในขณะที่ไต้หวันเป็นเกาะที่สามารถปกป้องตนเองได้ และใช้วิธี “การข่มขู่เพื่อสกัดการรุกราน”  (deterrence by denial)  เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการปกป้องไต้หวัน และประเด็นสำคัญที่สุดการข่มขู่ให้จีนมีความรู้สึกว่าได้ไม่คุ้มเสีย และล่าถอยออกไปเอง เพราะการใช้กำลังอาวุธรุกล้ำไต้หวันเป็นเรื่องที่ยากมาก ส่วนสหรัฐฯ ก็จะใช้วิธีการที่ให้ความช่วยเหลือยูเครนในตอนนี้มาให้ความช่วยเหลือไต้หวัน

            นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า การแสดงออกของกองทัพยูเครนในสงครามต่อต้านรัสเซีย จะเป็นตัวอย่างที่จีนต้องศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงความท้าทายที่จีนต้องเผชิญกับการต่อต้านจากไต้หวันที่มีประชากรเกือบ 30 ล้าน หากจะยกพลขึ้นบกรุกล้ำไต้หวัน อย่างไรก็ดี เขาระบุว่า จีนมีกำลังทหารทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ขีปนาวุธ นิวเคลียร์ อวกาศ อินเตอร์เน็ท กำลังทหารทั้งภาคพื้นดิน ทางทะเล และทางอากาศ และมีการพัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง พูดง่าย ๆ ก็คือ จีนต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบสากลที่ใช้มาอย่างยาวนาน และตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนากองทัพให้ทัดเทียมกับกองทัพสหรัฐฯ ภายในอีก 13 ปีข้างหน้า และเป้าหมายในการยึดไต้หวันภายในปี 2027 ด้วย

นายพล Mark Milley  ประธาน Joint Chiefs of Staff ของสหรัฐฯ

๓. สส. สหรัฐฯ เสนอกฎหมายส่งออกอาวุธให้ไต้หวัน เสริมสมรรถนะป้องกันตนเองให้ไต้หวันอย่างทันกาล ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยยูเครน

            วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ที่นำโดย Joshua David Hawley ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายว่าด้วย “การส่งออกอาวุธให้ไต้หวัน”หรือ Taiwan Weapons Exports Act เพื่อย่นระยะเวลาในการพิจารณาจำหน่ายอาวุธให้ไต้หวันเร็วขึ้น และสามารถส่งมอบอาวุธที่จำเป็นให้แก่ไต้หวันในเวลาอันรวดเร็วด้วย โดยจัดระเบียบและวิธีการในการจำหน่ายอาวุธให้ไต้หวันใหม่ โดยจัดตั้งคณะทำงานที่ประกอบขึ้นจากสมาชิก 5 กลุ่มย่อย ประกอบไปด้วยตัวแทนจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และอินเดีย เร่งเวลาการพิจารณาจำหน่ายอาวุธให้ไต้หวัน และขจัดขั้นตอนที่ยุ่งยากต่าง ๆ ออกไปให้หมด ลดเวลาการพิจารณาให้เหลือเพียงครึ่งเดียวของเวลาที่ใช้ในปัจจุบัน 

           นาย Joshua David Hawleyระบุว่า ภัยคุกคามที่จีนจะใช้กำลังอาวุธรุกล้ำไต้หวันทวีความเข้มข้นมากขึ้น วิธีการเดียวที่จะสามารถยับยั้งการรุกล้ำไต้หวันของจีนก็คือการเสริมอาวุธในการป้องกันตนเองของไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการเสริมด้านกำลังอาวุธ ทุ่นระเบิดน้ำ ขีปนาวุธต่อต้านรถสงคราม ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบเคลื่อนที่ ตลอดจนสมรรถนะในการป้องกันประเทศในลักษณะของกองทัพขนาดเล็กต่อกรกับกองทัพขนาดใหญ่จากจึน หรือ “การรบไร้สมดุล”

          นอกจากนี้ นาย Joshua David Hawley  ยังได้ย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องเก็บรับบทเรียนจากสงครามยูเครนที่ให้ความช่วยเหลือยูเครนช้าเกินไป จนทำให้ยูเครนได้รับความเสียหายอย่างหนัก และเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยเขาได้ยกตัวอย่างว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน รอจนกระทั่งรัสเซียส่งกองทัพบุกเข้ารุกรานยูเครนจึงเริ่มยื่นมือให้ความช่วยเหลือ ซึ่งไม่ทันการแล้ว เหตุการณ์แบบนี้จะให้เกิดขึ้นในอินโดแปซิฟิกไม่ได้โดยเด็ดขาด และนี้ก็คือเหตุผลที่จะต้องเร่งการจำหน่ายอาวุธให้แก่ไต้หวันโดยเร่งด่วน เพื่อให้กองทัพไต้หวันมีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมการพัฒนากองทัพให้สามารถต้านทานการรุกรานทางทหารจากจีนได้

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

กระแสประชาธิปไตยBy , Rti