
Sign up to save your podcasts
Or


สัมภาษณ์พิเศษ ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (Institute of Security and International Studies)
มูลนิธิประชาธิปไตยไต้หวัน (Taiwan Foundation for Democracy (TFD) ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม ไต้หวัน ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “China Influence in South East Asia : Thailand’s Experience” หรือ "อิทธิพลจีนในอาเซียน : ประสบการณ์ไทย” โดยเชิญนักวิชาการจากประเทศไทย ดร. พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (Institute of Security and Internation Studies – ISIS) ผู้ช่วยศาสตราจารย์และผู้ช่วยคณบดี ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้บรรยาย ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างคับคั่ง เต็มห้องบรรยายทีเดียว
กระแสประชาธิปไตยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ฯ เกี่ยวกับการบรรยายในคราวนี้ และการเลือกตั้งของไทยที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนหน้า รวมทั้งได้กล่าวอวยพรวันสงกรานต์ให้แก่แฟนรายการของเราด้วย
ในการสัมภาษณ์พิเศษ ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ฯ ได้กล่าวถึงอิทธิพลของจีนในไทยว่า อิทธิพลจีนในไทยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ จีนเป็นตลาดใหญ่ของสินค้าไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จีนจะกลายมาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ไทยต้องคำนึงถึงเมื่อพิจารณาออกนโยบาย ฯลฯ และเมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหาร จีนก็มีบทบาทในไทยมากขึ้น เพราะจีนไม่ได้มีปัญหากับรัฐบาลทหารของไทย ในขณะที่ประเทศตะวันตกมีการคว่ำบาตรรัฐบาลไทยในขณะนั้นบ้าง ระงับการติดต่อกับไทยเป็นการชั่วคราวบ้าง ทำให้จีนมีอิทธิพลในไทยมากขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองด้วย ส่วนคนไต้หวันให้ความสนใจไทย โดยเฉพาะด้านการเมือง อาจเพราะไต้หวันเป็นประเทศประชาธิปไตย และที่ผ่านมามีการไปมาหาสู่ระหว่างคนไทยกับคนไต้หวันมากขึ้น ทั้งทางด้านการท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนก็มากขึ้นด้วย ทั้งเยาวชนด้วย อาจารย์ก็มีเพื่อนไต้หวันไม่น้อย อาจจะมีเพื่อนไต้หวันมากกว่าคนจีนด้วยซ้ำ โฟกัสที่อิทธิพลจีนในไทย ส่วนการเลือกตั้งของไทย ก็ถูกถามมาก เพราะระบบการเลือกตั้งไม่เหมือนกัน หลายคนก็จับตาการเลือกตั้งของไทยว่า จะออกมาในรูปแบบใด และไทยก็เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หลายคนก็จับตาดูอย่างใกล้ชิก แต่ตอนหลัง ๆ ก็เปลี่ยนไป ส่วนไต้หวันก็เป็นต้นแบบประชาธิปไตย และเยาวชนไต้หวันมีประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยค่อนข้างสูง โดยมองว่า ไทยมีวัฒนธรรมที่อ่อนโยนไม่กร้าวร้าว แล้วทำไมการเมืองจึงมีรัฐประหารบ่อยครั้ง ทำให้เขาอยากรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นในไทย
ส่วนการเลือกตั้งในไทย ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ฯ มีความเห็นว่า มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดพอสมควร ทุกคนก็กำลังจับตาว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล นักศึกษาก็ให้ความสำคัญและสนใจมาก และจากโพลต่าง ๆ ก็ดูเหมือนว่า อาจจะได้อะไรใหม ๆ มาบ้างหรืออาจจะมีอะไรที่มีศักยภาพทางการเมืองพอสมควร ก็ทราบกันอยู่ว่า รัฐธรรมนูญไทยเป็นอย่างไร และอาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปอย่างที่เรา ๆ คาดหวังกัน ทำให้ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
โดยส่วนตัวมองว่า หลังเลือกตั้งอาจมีพรรคการเมืองเดิมที่เป็นรัฐบาลในปัจจุบัน มาร่วมเป็นรัฐบาลใหม่ด้วย เพราะมาจากประเด็น สว. และการร่างรัฐธรรมนูญของทหาร ก็เป็นการวางรากฐานให้อาจมีพรรคการเมืองในรัฐบาลเดิมบางพรรคเข้าไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ด้วย แต่ก็อาจจะมีพรรคการเมืองใหม่ ๆ มาเข้าร่วม อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ เช่น พรรคเพื่อไทยก็อาจเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วย ส่วนจะแลนด์สไลด์หรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป ถ้าจะทำให้ได้ก็ต้องลงแรงให้มากกว่านี้ และอาจต้องมีการประนีประนอมกับทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายอื่น ๆ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ส่วนประเด็นการเสนอนโยบาย “ประชานิยม” ที่หลาย ๆ พรรคแข่งกันนำเสนอ ซึ่งในไต้หวันก็มีปรากฎการณ์เช่นนี้เหมือนกัน ซึ่ง ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ฯ ระบุว่า คงเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าเป็นนโยบายที่ “ประชาไม่นิยม” ก็คงไม่ได้คะแนนเสียงสักเท่าใด แต่ต้องดูว่าเป็นการเอาทรัพยากรของชาติไปใช้จ่ายแบบไม่ได้ผลหรือไม่ หรือมีประสิทธิภาพหรือไม่ เช่น การทุ่มงบประมาณไปแจกเงินเยอะ ๆ โดยไม่ได้ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจของชาติก้าวหน้าไป หรืออัพเกรดประเทศ เพราะฉะนั้น นโยบาย “ประชานิยม” ที่ไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติก็น่าจะเป็นอันตรายต่อชาติด้วย ส่วนตัวก็ไม่ได้เห็นด้วยขนาดนั้น เพราะหลายนโยบายที่เสนอในช่วงเลือกตั้งเพื่อคะแนนเสียง แต่พอได้รับเลือกตั้งเข้ามาจะทำหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่าง 4 ปีที่ผ่านมา ก็มีหลายนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ทำอย่างที่แถลงเอาไว้ ผู้คนก็ลืม ๆ กันไป เป็นแค่เทคนิคการหาเสียงทั่วไป
ในช่วงตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ผศ. พงศ์พิสุทธิ์ฯ ได้เห็นความก้าวหน้าและการพัฒนาของไต้หวันอย่างเด่นชัด มีเพื่อนในไต้หวันค่อนข้างมาก มาไต้หวันเกือบทุกปี
สุดท้ายของการสัมภาษณ์ ผศ. พงศ์พิสุทธิ์ฯ ยังได้กล่าวถึงการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรว่า ก็อยากให้คนไทยในไต้หวันไปใช้สิทธิกันให้มาก เพื่อให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้า
ส่วนการบรรยายและการซักถามจากผู้สนใจประเทศไทยในไต้หวัน ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ ได้สังเกตเห็นว่า เป็นที่น่าแปลกใจว่า เมื่อเดินเข้ามาในห้องบรรยาย พบผู้เข้าร่วมการฟังการบรรยายในวันนี้ค่อนข้างเยอะ นั่งกันเต็มห้องทีเดียว ตอนแรกไม่ได้คิดว่าคนไต้หวันจะให้ความสนใจไทยมากมายขนาดนี้ ให้ความสนใจในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับไทยหลายมิติ
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ฯ ได้เริ่มต้นการบรรยายที่มิติการเมืองว่า อิทธิพลของจีนในประเทศไทยมีอยู่ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม ซึ่งอาจย้อนไปปลายศตวรรษที่ 20 ที่รัฐบาลไทยในขณะนั้น ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการเงิน ต้องการความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหามิตรอย่างสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯ ได้แนะนำให้ไทยกู้เงินจาก IMF ในขณะที่จีนได้ยื่นมือแห่งความเป็นมิตรช่วยเหลือไทยมากขึ้น ทำให้ไทยกับจีนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น กระทั่งถึงปี 2014 เมื่อเกิดรัฐประหารในไทย สหรัฐฯ ก็มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และห่างเหินรัฐบาลไทย ทำให้ไทยต้องไปผูกมิตรกับจีนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหันไปซื้ออาวุธจากจีนมากขึ้นเป็นลำดับ
ส่วนในมิติด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เนื่องจากสินค้าจีนมีราคาค่อนข้างถูกทำให้สินค้าจีนเป็นที่นิยมในตลาดไทย และการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยีของจีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าจีนครองตลาดไทยค่อนข้างสูง ทำให้ไทยเสียเปรียบดุลการค้าจีนจำนวนมหาศาลและกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 แทนที่สหรัฐฯ
นอกจากนี้ ในแง่ของการลงทุน ทุนจีนก็เข้าไปลงทุนในไทยในเกือบทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งไทยต้องการเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ
ในตอนท้าย ผศ.พงศ์พิสุทธิ์ฯ ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้จีนในฮ่องกงที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ระหว่างไทย ไต้หวัน และฮ่องกง เป็นแนวร่วมชานมหรือ Milk Tea Alliance ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 เพื่อส่งเสียงสนับสนุนระหว่างกันในประชาคมโลกเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตย
By , Rtiสัมภาษณ์พิเศษ ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (Institute of Security and International Studies)
มูลนิธิประชาธิปไตยไต้หวัน (Taiwan Foundation for Democracy (TFD) ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม ไต้หวัน ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “China Influence in South East Asia : Thailand’s Experience” หรือ "อิทธิพลจีนในอาเซียน : ประสบการณ์ไทย” โดยเชิญนักวิชาการจากประเทศไทย ดร. พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (Institute of Security and Internation Studies – ISIS) ผู้ช่วยศาสตราจารย์และผู้ช่วยคณบดี ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้บรรยาย ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างคับคั่ง เต็มห้องบรรยายทีเดียว
กระแสประชาธิปไตยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ฯ เกี่ยวกับการบรรยายในคราวนี้ และการเลือกตั้งของไทยที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนหน้า รวมทั้งได้กล่าวอวยพรวันสงกรานต์ให้แก่แฟนรายการของเราด้วย
ในการสัมภาษณ์พิเศษ ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ฯ ได้กล่าวถึงอิทธิพลของจีนในไทยว่า อิทธิพลจีนในไทยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ จีนเป็นตลาดใหญ่ของสินค้าไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จีนจะกลายมาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ไทยต้องคำนึงถึงเมื่อพิจารณาออกนโยบาย ฯลฯ และเมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหาร จีนก็มีบทบาทในไทยมากขึ้น เพราะจีนไม่ได้มีปัญหากับรัฐบาลทหารของไทย ในขณะที่ประเทศตะวันตกมีการคว่ำบาตรรัฐบาลไทยในขณะนั้นบ้าง ระงับการติดต่อกับไทยเป็นการชั่วคราวบ้าง ทำให้จีนมีอิทธิพลในไทยมากขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองด้วย ส่วนคนไต้หวันให้ความสนใจไทย โดยเฉพาะด้านการเมือง อาจเพราะไต้หวันเป็นประเทศประชาธิปไตย และที่ผ่านมามีการไปมาหาสู่ระหว่างคนไทยกับคนไต้หวันมากขึ้น ทั้งทางด้านการท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนก็มากขึ้นด้วย ทั้งเยาวชนด้วย อาจารย์ก็มีเพื่อนไต้หวันไม่น้อย อาจจะมีเพื่อนไต้หวันมากกว่าคนจีนด้วยซ้ำ โฟกัสที่อิทธิพลจีนในไทย ส่วนการเลือกตั้งของไทย ก็ถูกถามมาก เพราะระบบการเลือกตั้งไม่เหมือนกัน หลายคนก็จับตาการเลือกตั้งของไทยว่า จะออกมาในรูปแบบใด และไทยก็เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หลายคนก็จับตาดูอย่างใกล้ชิก แต่ตอนหลัง ๆ ก็เปลี่ยนไป ส่วนไต้หวันก็เป็นต้นแบบประชาธิปไตย และเยาวชนไต้หวันมีประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยค่อนข้างสูง โดยมองว่า ไทยมีวัฒนธรรมที่อ่อนโยนไม่กร้าวร้าว แล้วทำไมการเมืองจึงมีรัฐประหารบ่อยครั้ง ทำให้เขาอยากรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นในไทย
ส่วนการเลือกตั้งในไทย ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ฯ มีความเห็นว่า มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดพอสมควร ทุกคนก็กำลังจับตาว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล นักศึกษาก็ให้ความสำคัญและสนใจมาก และจากโพลต่าง ๆ ก็ดูเหมือนว่า อาจจะได้อะไรใหม ๆ มาบ้างหรืออาจจะมีอะไรที่มีศักยภาพทางการเมืองพอสมควร ก็ทราบกันอยู่ว่า รัฐธรรมนูญไทยเป็นอย่างไร และอาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปอย่างที่เรา ๆ คาดหวังกัน ทำให้ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
โดยส่วนตัวมองว่า หลังเลือกตั้งอาจมีพรรคการเมืองเดิมที่เป็นรัฐบาลในปัจจุบัน มาร่วมเป็นรัฐบาลใหม่ด้วย เพราะมาจากประเด็น สว. และการร่างรัฐธรรมนูญของทหาร ก็เป็นการวางรากฐานให้อาจมีพรรคการเมืองในรัฐบาลเดิมบางพรรคเข้าไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ด้วย แต่ก็อาจจะมีพรรคการเมืองใหม่ ๆ มาเข้าร่วม อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ เช่น พรรคเพื่อไทยก็อาจเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วย ส่วนจะแลนด์สไลด์หรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป ถ้าจะทำให้ได้ก็ต้องลงแรงให้มากกว่านี้ และอาจต้องมีการประนีประนอมกับทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายอื่น ๆ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ส่วนประเด็นการเสนอนโยบาย “ประชานิยม” ที่หลาย ๆ พรรคแข่งกันนำเสนอ ซึ่งในไต้หวันก็มีปรากฎการณ์เช่นนี้เหมือนกัน ซึ่ง ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ฯ ระบุว่า คงเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าเป็นนโยบายที่ “ประชาไม่นิยม” ก็คงไม่ได้คะแนนเสียงสักเท่าใด แต่ต้องดูว่าเป็นการเอาทรัพยากรของชาติไปใช้จ่ายแบบไม่ได้ผลหรือไม่ หรือมีประสิทธิภาพหรือไม่ เช่น การทุ่มงบประมาณไปแจกเงินเยอะ ๆ โดยไม่ได้ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจของชาติก้าวหน้าไป หรืออัพเกรดประเทศ เพราะฉะนั้น นโยบาย “ประชานิยม” ที่ไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติก็น่าจะเป็นอันตรายต่อชาติด้วย ส่วนตัวก็ไม่ได้เห็นด้วยขนาดนั้น เพราะหลายนโยบายที่เสนอในช่วงเลือกตั้งเพื่อคะแนนเสียง แต่พอได้รับเลือกตั้งเข้ามาจะทำหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่าง 4 ปีที่ผ่านมา ก็มีหลายนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ทำอย่างที่แถลงเอาไว้ ผู้คนก็ลืม ๆ กันไป เป็นแค่เทคนิคการหาเสียงทั่วไป
ในช่วงตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ผศ. พงศ์พิสุทธิ์ฯ ได้เห็นความก้าวหน้าและการพัฒนาของไต้หวันอย่างเด่นชัด มีเพื่อนในไต้หวันค่อนข้างมาก มาไต้หวันเกือบทุกปี
สุดท้ายของการสัมภาษณ์ ผศ. พงศ์พิสุทธิ์ฯ ยังได้กล่าวถึงการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรว่า ก็อยากให้คนไทยในไต้หวันไปใช้สิทธิกันให้มาก เพื่อให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้า
ส่วนการบรรยายและการซักถามจากผู้สนใจประเทศไทยในไต้หวัน ผศ. ดร. พงศ์พิสุทธิ์ ได้สังเกตเห็นว่า เป็นที่น่าแปลกใจว่า เมื่อเดินเข้ามาในห้องบรรยาย พบผู้เข้าร่วมการฟังการบรรยายในวันนี้ค่อนข้างเยอะ นั่งกันเต็มห้องทีเดียว ตอนแรกไม่ได้คิดว่าคนไต้หวันจะให้ความสนใจไทยมากมายขนาดนี้ ให้ความสนใจในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับไทยหลายมิติ
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ฯ ได้เริ่มต้นการบรรยายที่มิติการเมืองว่า อิทธิพลของจีนในประเทศไทยมีอยู่ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม ซึ่งอาจย้อนไปปลายศตวรรษที่ 20 ที่รัฐบาลไทยในขณะนั้น ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการเงิน ต้องการความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหามิตรอย่างสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯ ได้แนะนำให้ไทยกู้เงินจาก IMF ในขณะที่จีนได้ยื่นมือแห่งความเป็นมิตรช่วยเหลือไทยมากขึ้น ทำให้ไทยกับจีนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น กระทั่งถึงปี 2014 เมื่อเกิดรัฐประหารในไทย สหรัฐฯ ก็มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และห่างเหินรัฐบาลไทย ทำให้ไทยต้องไปผูกมิตรกับจีนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหันไปซื้ออาวุธจากจีนมากขึ้นเป็นลำดับ
ส่วนในมิติด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เนื่องจากสินค้าจีนมีราคาค่อนข้างถูกทำให้สินค้าจีนเป็นที่นิยมในตลาดไทย และการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยีของจีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าจีนครองตลาดไทยค่อนข้างสูง ทำให้ไทยเสียเปรียบดุลการค้าจีนจำนวนมหาศาลและกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 แทนที่สหรัฐฯ
นอกจากนี้ ในแง่ของการลงทุน ทุนจีนก็เข้าไปลงทุนในไทยในเกือบทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งไทยต้องการเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ
ในตอนท้าย ผศ.พงศ์พิสุทธิ์ฯ ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้จีนในฮ่องกงที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ระหว่างไทย ไต้หวัน และฮ่องกง เป็นแนวร่วมชานมหรือ Milk Tea Alliance ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 เพื่อส่งเสียงสนับสนุนระหว่างกันในประชาคมโลกเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตย