
Sign up to save your podcasts
Or


ผู้นำไต้หวันประกาศ 3 นโยบายสำคัญ ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้เปิดประชุมด้านความมั่นคงแห่งชาติระดับสูง และเปิดแถลงข่าว ณ ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน ประกาศนโยบายใหม่ในช่วงหนึ่งปีต่อจากนี้ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายในการจะจัดทำงบประมาณกลาโหมให้อยู่ในระดับร้อยละ 3 ของ GDP รวมทั้งผลักดันการปฏิรูปกองทุัพ กฎหมายความมั่นคง และแนวนโยบายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจการค้า “ยืนตระหง่านในไต้หวัน กระจายตลาดสู่ทั่วโลก” ซึ่งรวมถึงแนวนโยบายสำคัญ 3 ทิศทางหลักได้แก่ ความสัมพันธ์ไต้หวันกับสหรัฐฯ การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน
ผู้นำไต้หวันได้กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมดังกล่าวว่า ตนพร้อมด้วยทีมงานฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคง ผลักดันเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างมีเสถียรภาพ ทุกอย่างเป็นไปตามทิศทางและนโยบายที่วางไว้ เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด ยึดกุมโอกาสทอง ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน และหวังว่าพี่น้องประชาชนจะยืนหยัดในอุดมการณ์ จับมือประสานเป็นหนึ่งเดียว ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางสถานการณ์อันสลับซ้บซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แสวงหาชัยชนะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้นำไต้หวันเชื่อมั่นว่า ไต้หวันต้องสามารถเอาชนะความยากลำบากอย่างแน่นอน ผ่านบททดสอบแห่งยุคสมัยได้อีกครั้ง
ในการแถลงข่าวของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันได้ระบุชัดเกี่ยวกับทิศทางนโยบายในอีก 1 ปีข้างหน้าใน 3 ประการ ได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจการค้า และด้านความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน
ผู้นำไต้หวันย้ำว่า “ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก มีทั้งความสามารถและความตั้งใจในการรับมือกับสถานการณ์ใหม่ สำหรับข้อกังวลของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน ไต้หวันจะดำเนินการอย่างรอบคอบ เสริมการสื่อสารระหว่างกันเพื่อความเข้าใจระหว่างกัน นอกจากนี้ ไต้หวันังมีแนวคิดเกี่ยวกับ "พันธมิตรห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ประชาธิปไตยระดับโลก" โดยร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรประชาธิปไตย เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์พหุภาคีที่มีความแข็งแกร่ง
ผู้นำไต้หวันย้ำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน-สหรัฐฯ, สหรัฐฯ-จีน และปฏิสัมพันธ์สามฝ่าย ไต้หวัน-สหรัฐฯ-จีน ล้วนเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง ไต้หวันในฐานะสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของประชาคมประชาธิปไตยโลกและภูมิภาค ไต้หวันหวังว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และสามารถสร้างสมดุลที่ดีในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และจีน มิใช่ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบและอีกฝ่ายเสียเปรียบ
ปธน. ไล่ ย้ำว่า การเผชิญหน้ากับจีน ไต้หวันยึดหลัก "ไม่อ่อนข้อ ไม่แข็งกร้าว และมั่นคงแน่วแน่" ในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน
ส่วนในช่วงปีที่กำลังมาถึงนี้ ไต้หวันจะมุ่งผลักดันใน 3 ทิศทางได้แก่
เสริมสมรรถนะในการป้องกันประเทศ ผลักดันการปฏิรูปกลาโหม การป้องกันประเทศ โดยจะเสริมความทรหดยืดหยุ่นให้แก่การป้องกันประเทศของทั่วทั้งสังคม จัดสรรงบประมาณพิเศษ เพื่อให้งบกลาโหมของไต้หวันมุ่งสู่เป้าหมายร้อยละ 3 ของ GDP
เพื่อป้องกันการทำสงครามแนวร่วมของจีน และการแทรกซึม รวมทั้งการทำสงครามจิตวิทยาจนบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งชาติ ต้องผลักดันการปฏิรูประบบกฎหมายความมั่นคง ขยายเครือข่ายการป้องกันความมั่นคงแห่งชาติ เสริมพลังในการต่อต้านทางสังคม รวมทั้งส่งเสริมความสามัคคีภายในให้เข้มแข็งมากขึ้น
เพื่อยึดกุมโอกาสในการปฏิรูปกฎระเบียบเศรษฐกิจใหม่ และการรวมตัวใหม่ของห่วงโซ่อุปทาน โดยผลักดันยุทธศาสตร์การค้าและเศรษฐกิจ “ยืนเด่นตระหง่านในไต้หวัน กระจายตลาดสู่ทั่วโลก เสริมการปกป้องเทคโนโลยีระดับสูง จับมือกับพันธมิตรสร้างห่วงโซ่อุปทานประชาธิปไตยที่ครอบคลุมขอบเขตทั่วโลก
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไล่ฯ ยังได้ระบุถึง 3 ทิศทางหลักในอนาคต ทิศทางแรกคือความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ซึ่งมีอุดมการณ์และเล็งเห็นคุณค่าร่วมกัน รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนอันมั่นคงในกลุ่มเสรีประชาธิปไตย ซึ่งไต้หวันต้องขอบคุณรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ฯ ที่ให้การสนับสนุนไต้หวันมาโดยตลอดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวันว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจขาดได้ของเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก” รวมทั้งจับตาภัยคุกคามต่อสันติภาพในภูมิภาคที่มาจากจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งในยุคแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ฯ รัฐบาลพรรค DPP มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งต่อเนื่องมาเป็นหุ้นส่วนในประชาคมโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติการจำหน่ายอาวุธทันสมัยให้แก่ไต้หวัน และการเดินเรืออย่างเสรีมีความปลอดภัยในช่องแคบไต้หวัน ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือด้านการทูตต่อไต้หวัน ก็ประสบความสำเร็จในยุคนั้น 8 ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ อนุมัติจำหน่ายอาวุธให้แก่ไต้หวันรวม 48 รายการ มูลค่าร่วมกว่า 2.6265 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการอนุมัติในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ฯ 22 รายการ มูลค่ารวม 1.8763 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการเสริมสมรรถนะการป้องกันประเทศของไต้หวันอย่างเห็นได้ชัด
กระทรวงการต่างประเทศอัพเดทเว็บไซต์นโยบายต่อไต้หวัน ตัดคำว่า "ไม่สนับสนุนการแยกไต้หวัน" ออก แต่เสริมความเข้มข้นของการเสริมการสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างประเทศ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้อัพเดทนโยบายต่อไต้หวัน โดยตัดข้อความ "ไม่สนับสนุนการแยกไต้หวัน" และเพิ่มเติมข้อความ "หวังว่าช่องแคบไต้หวันจะแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันโดยการใช้วิธีการบีบบังคับให้ประชาชนช่องแคบไต้หวันยอมรับ" นอกจากนี้ ยังระบุเสริมที่จะสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ รวมทั้งจะเสริมความร่วมมือระหว่างไต้หวันกับเพนตากอน
ในส่วนของ American Institute in Taiwan หรือ AIT ในฐานะสถานทูตสหรัฐฯ ประจำไต้หวัน ได้ระบุในเว็บไซต์ว่า ไต้หวันเป็นหุ้นส่วนสำคัญในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี สุขภาพ การศึกษา ตลอดจนผลักดันคุณค่าแห่งประชาธิปไตยร่วมกัน
By , Rtiผู้นำไต้หวันประกาศ 3 นโยบายสำคัญ ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้เปิดประชุมด้านความมั่นคงแห่งชาติระดับสูง และเปิดแถลงข่าว ณ ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน ประกาศนโยบายใหม่ในช่วงหนึ่งปีต่อจากนี้ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายในการจะจัดทำงบประมาณกลาโหมให้อยู่ในระดับร้อยละ 3 ของ GDP รวมทั้งผลักดันการปฏิรูปกองทุัพ กฎหมายความมั่นคง และแนวนโยบายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจการค้า “ยืนตระหง่านในไต้หวัน กระจายตลาดสู่ทั่วโลก” ซึ่งรวมถึงแนวนโยบายสำคัญ 3 ทิศทางหลักได้แก่ ความสัมพันธ์ไต้หวันกับสหรัฐฯ การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน
ผู้นำไต้หวันได้กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมดังกล่าวว่า ตนพร้อมด้วยทีมงานฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคง ผลักดันเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างมีเสถียรภาพ ทุกอย่างเป็นไปตามทิศทางและนโยบายที่วางไว้ เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด ยึดกุมโอกาสทอง ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน และหวังว่าพี่น้องประชาชนจะยืนหยัดในอุดมการณ์ จับมือประสานเป็นหนึ่งเดียว ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางสถานการณ์อันสลับซ้บซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แสวงหาชัยชนะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้นำไต้หวันเชื่อมั่นว่า ไต้หวันต้องสามารถเอาชนะความยากลำบากอย่างแน่นอน ผ่านบททดสอบแห่งยุคสมัยได้อีกครั้ง
ในการแถลงข่าวของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันได้ระบุชัดเกี่ยวกับทิศทางนโยบายในอีก 1 ปีข้างหน้าใน 3 ประการ ได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจการค้า และด้านความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน
ผู้นำไต้หวันย้ำว่า “ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก มีทั้งความสามารถและความตั้งใจในการรับมือกับสถานการณ์ใหม่ สำหรับข้อกังวลของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน ไต้หวันจะดำเนินการอย่างรอบคอบ เสริมการสื่อสารระหว่างกันเพื่อความเข้าใจระหว่างกัน นอกจากนี้ ไต้หวันังมีแนวคิดเกี่ยวกับ "พันธมิตรห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ประชาธิปไตยระดับโลก" โดยร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรประชาธิปไตย เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์พหุภาคีที่มีความแข็งแกร่ง
ผู้นำไต้หวันย้ำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน-สหรัฐฯ, สหรัฐฯ-จีน และปฏิสัมพันธ์สามฝ่าย ไต้หวัน-สหรัฐฯ-จีน ล้วนเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง ไต้หวันในฐานะสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของประชาคมประชาธิปไตยโลกและภูมิภาค ไต้หวันหวังว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และสามารถสร้างสมดุลที่ดีในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และจีน มิใช่ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบและอีกฝ่ายเสียเปรียบ
ปธน. ไล่ ย้ำว่า การเผชิญหน้ากับจีน ไต้หวันยึดหลัก "ไม่อ่อนข้อ ไม่แข็งกร้าว และมั่นคงแน่วแน่" ในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน
ส่วนในช่วงปีที่กำลังมาถึงนี้ ไต้หวันจะมุ่งผลักดันใน 3 ทิศทางได้แก่
เสริมสมรรถนะในการป้องกันประเทศ ผลักดันการปฏิรูปกลาโหม การป้องกันประเทศ โดยจะเสริมความทรหดยืดหยุ่นให้แก่การป้องกันประเทศของทั่วทั้งสังคม จัดสรรงบประมาณพิเศษ เพื่อให้งบกลาโหมของไต้หวันมุ่งสู่เป้าหมายร้อยละ 3 ของ GDP
เพื่อป้องกันการทำสงครามแนวร่วมของจีน และการแทรกซึม รวมทั้งการทำสงครามจิตวิทยาจนบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งชาติ ต้องผลักดันการปฏิรูประบบกฎหมายความมั่นคง ขยายเครือข่ายการป้องกันความมั่นคงแห่งชาติ เสริมพลังในการต่อต้านทางสังคม รวมทั้งส่งเสริมความสามัคคีภายในให้เข้มแข็งมากขึ้น
เพื่อยึดกุมโอกาสในการปฏิรูปกฎระเบียบเศรษฐกิจใหม่ และการรวมตัวใหม่ของห่วงโซ่อุปทาน โดยผลักดันยุทธศาสตร์การค้าและเศรษฐกิจ “ยืนเด่นตระหง่านในไต้หวัน กระจายตลาดสู่ทั่วโลก เสริมการปกป้องเทคโนโลยีระดับสูง จับมือกับพันธมิตรสร้างห่วงโซ่อุปทานประชาธิปไตยที่ครอบคลุมขอบเขตทั่วโลก
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไล่ฯ ยังได้ระบุถึง 3 ทิศทางหลักในอนาคต ทิศทางแรกคือความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ซึ่งมีอุดมการณ์และเล็งเห็นคุณค่าร่วมกัน รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนอันมั่นคงในกลุ่มเสรีประชาธิปไตย ซึ่งไต้หวันต้องขอบคุณรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ฯ ที่ให้การสนับสนุนไต้หวันมาโดยตลอดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวันว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจขาดได้ของเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก” รวมทั้งจับตาภัยคุกคามต่อสันติภาพในภูมิภาคที่มาจากจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งในยุคแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ฯ รัฐบาลพรรค DPP มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งต่อเนื่องมาเป็นหุ้นส่วนในประชาคมโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติการจำหน่ายอาวุธทันสมัยให้แก่ไต้หวัน และการเดินเรืออย่างเสรีมีความปลอดภัยในช่องแคบไต้หวัน ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือด้านการทูตต่อไต้หวัน ก็ประสบความสำเร็จในยุคนั้น 8 ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ อนุมัติจำหน่ายอาวุธให้แก่ไต้หวันรวม 48 รายการ มูลค่าร่วมกว่า 2.6265 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการอนุมัติในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ฯ 22 รายการ มูลค่ารวม 1.8763 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการเสริมสมรรถนะการป้องกันประเทศของไต้หวันอย่างเห็นได้ชัด
กระทรวงการต่างประเทศอัพเดทเว็บไซต์นโยบายต่อไต้หวัน ตัดคำว่า "ไม่สนับสนุนการแยกไต้หวัน" ออก แต่เสริมความเข้มข้นของการเสริมการสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างประเทศ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้อัพเดทนโยบายต่อไต้หวัน โดยตัดข้อความ "ไม่สนับสนุนการแยกไต้หวัน" และเพิ่มเติมข้อความ "หวังว่าช่องแคบไต้หวันจะแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันโดยการใช้วิธีการบีบบังคับให้ประชาชนช่องแคบไต้หวันยอมรับ" นอกจากนี้ ยังระบุเสริมที่จะสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ รวมทั้งจะเสริมความร่วมมือระหว่างไต้หวันกับเพนตากอน
ในส่วนของ American Institute in Taiwan หรือ AIT ในฐานะสถานทูตสหรัฐฯ ประจำไต้หวัน ได้ระบุในเว็บไซต์ว่า ไต้หวันเป็นหุ้นส่วนสำคัญในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี สุขภาพ การศึกษา ตลอดจนผลักดันคุณค่าแห่งประชาธิปไตยร่วมกัน