
Sign up to save your podcasts
Or


นายกฯ ไต้หวันย้ำยินดีรับผิดชอบปกป้องสันติภาพให้มากยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ระบุในการสนทนากับสื่อไต้หวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ พรรครีพับลิกันเรียกร้องให้ไต้หวันจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ให้แก่สหรัฐฯ และไต้หวันขโมยเทคโนโลยีการผลิตแผ่นชิปไปจากสหรัฐฯ ทำให้ไต้หวันมีเงินมาก โดยนายกฯ จั๋วฯ มีความเห็นว่า สหรัฐฯ และไต้หวันมีพื้นฐานความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างกัน และไต้หวันจะกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองประเทศต่างมีจุดยืนร่วมกันว่าสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันและภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก เป็นความกังวลร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ประการที่ 2 ไต้หวันมีความมุ่งมั่นที่จะแสดงความรับผิดชอบให้มากขึ้นต่อความมั่นคงปลอดภัยในช่องแคบไต้หวันและในอินโด – แปซิฟิก ซึ่งจะส่งผลให้ประชาคมโลกให้การสนับสนุนต่อไต้หวันมากยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนของไต้หวันจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องตนเองโดยการจัดสรรงบประมาณกลาโหมให้มากขึ้น ขยายระยะเวลาการรับราชการทหารภาคบังคับจากเดิม 4 เดือนเป็น 1 ปี ตลอดจนการตระเตรียมให้ประชาชนมีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนประการที่ 3 ไต้หวันมีความสำคัญในฐานะห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งได้ขยายฐานการผลิตไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ดี ไต้หวันยังคงสงวนการวิจัยค้นคว้าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงต่าง ๆ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์และ AI ให้อยู่ในไต้หวันต่อไปอย่างยั่งยืน
นรม. จั๋วหรงไท่ จับมือทักทาย สส. ในสภาฯ ในโอกาสปิดสมัยประชุม
ไม่ใช่ครั้งแรก !!! ทรัมป์ฯ ทวงค่าคุ้มครองจากพันธมิตรบ่อยครั้ง
หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน ได้แสดงจุดยืนผ่านสื่อหลักในสหรัฐฯ ว่า ไต้หวันควรจ่ายค่าคุ้มครองให้แก่สหรัฐฯ เพราะไต้หวันมีเงินเยอะจากการขโมยเทคโนโลยีแผ่นชิปไป สื่อไต้หวันได้ไปขุดค้น “ดิจิทัล ฟุตปริ้นท์” เมื่อไม่นานมานี้พบว่า นายทรัมป์ฯ เคยทวงเงิน “ค่าคุ้มครอง” จากประเทศพันธมิตรมาแล้วหลายครั้งทั้งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ และในช่วงหาเสียงเลือกตั้งของตนด้วย อย่างเช่น เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2562 เรียกร้องให้ญี่ปุ่นร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่สหรัฐฯ มีทหารประจำการในญี่ปุ่นให้มากกว่านี้ ส่วนในช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็มีอยู่หลายครั้งอย่างเมื่อต้นปีนี้วันที่ 11 ก.พ. 2567 นายทรัมป์ฯ ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกนาโต้ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่สหรัฐฯ ต้องส่งทหารไปประจำการหรือลาดตระเวณเพื่อความปลอดภัยของประเทศสมาชิก และเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 เรียกร้องให้เกาหลีใต้ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการทหาร และล่าสุดวันที่ 17 ก.ค. 2567 เรียกร้องให้ไต้หวันจ่ายค่าคุ้มครองให้แก่สหรัฐฯ
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าไต้หวันได้เสริมสร้างการป้องกันตนเองด้วยงบประมาณกลาโหมของตนเองมาโดยตลอด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการพัฒนาไปอีกก้าวใหญ่ด้วย การซื้ออาวุธของไต้หวันจากสหรัฐก็ไม่ใช่เป็นการทำการกุศลของสหรัฐฯ ด้วย
นายโรเบิร์ต โอไบรอัน (Robert O'BRIEN) อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่า ไต้หวันควรเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม อย่างน้อยเป็น 5% ของ GDP เพื่อให้สามารถพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัยและมีสมรรถนะการสู้รบเทียบเคียงกับการพัฒนากองทัพของจีน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ชี้แจงว่า ไต้หวันเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันตนเอง จ่ายเงินค่ายุทโธปกรณ์ด้วยเงินงบประมาณของตนเองมาโดยตลอด มิใช่เป็นการที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายให้เปล่าหรือเป็นการทำการกุศลแต่อย่างใด
ส่วนนายแมทธิว มิลเลอร์ (Matthew Miller) โฆษกกระทราวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ ได้เน้นย้ำว่า การจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ของไต้หวัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงในภูมิภาค และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วย ในส่วนของความช่วยเหลือทางการทหารที่สหรัฐฯ ให้แก่ต่อไต้หวันในช่วงที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าเป็นนโยบายใหม่ที่จะช่วยเหลือให้ไต้หวันมีความสามารถเพียงพอที่จะรักษาศักยภาพในการป้องกันตนเอง ส่วนกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันเผยว่า ไต้หวันได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เป็นอย่างดีในช่วงที่ผ่านมา และสหรัฐฯ ได้ส่งเสริมให้สันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน กลายเป็นฉันทามติร่วมในระดับภูมิภาค
บทบรรณาธิการของ Wall Street Journal วิเคราะห์ว่า ไม่เพียงเซมิคอนดักเตอร์เท่านั้น หากไต้หวันถูกจีนฮุบกลืน ก็อาจแสดงให้เห็นถึงการสิ้นสุดลงของพันธมิตรในแปซิฟิกของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังระบุว่า เมื่อจีนยึดไต้หวันได้แล้ว เป้าหมายต่อไปของจีนก็คือทะเลจีนใต้ ซึ่งจะเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งกับฟิลิปปินส์ขึ้นมาอีกด้วย
หัวหน้าพรรค DPP ย้ำไต้หวันต้องผูกมิตรในประชาคมโลก เพื่อให้โลกเข้าใจไต้หวัน
พรรค DPP พรรครัฐบาลไต้หวันมีกำหนดการจัดสัมมนา “ค่ายบุคคลากรการทูต” ระหว่างวันที่ 23 ก.ค. - 2 ส.ค. ศกนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่ออบรมบ่มเพาะบุคคลากรด้านการต่างประเทศของพรรค เป็นสะพานเชื่อมกับวงการการเมืองและวิชาการของสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ เสริมความเข้าใจและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ ก็ได้อัดคลิปให้กำลังใจแก่บรรดาผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมในครั้งนี้ด้วย
ผู้นำพรรค DPP ระบุว่า นับตั้งแต่ที่ตนรับตำแหน่งผู้นำพรรคฯ เป็นต้นมา ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างย่ิงกับการอบรมบ่มเพาะบุคคลากรคนรุ่นใหม่ด้านกิจการระหว่างประเทศ และก็พยายามส่งเสริมให้พรรคเข้าร่วมหรือจัดกิจกรรมระหว่างประเทศเพื่อบรรลุ 3 เป้าหมาย ได้แก่ ขยายการทูตเชิงพรรคการเมือง ยกระดับวิสัยทัศน์ด้านการทูต และการอบรมบ่มเพาะบุคคลากรด้านการทูต สำหรับค่ายฝึกอบรมคนรุ่นใหม่ด้านการทูตของพรรคฯ ในครั้งนี้ ก็เป็นการทำให้เป้าหมาย 3 ประการดังกล่าวข้างต้นประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
By , Rtiนายกฯ ไต้หวันย้ำยินดีรับผิดชอบปกป้องสันติภาพให้มากยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ระบุในการสนทนากับสื่อไต้หวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ พรรครีพับลิกันเรียกร้องให้ไต้หวันจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ให้แก่สหรัฐฯ และไต้หวันขโมยเทคโนโลยีการผลิตแผ่นชิปไปจากสหรัฐฯ ทำให้ไต้หวันมีเงินมาก โดยนายกฯ จั๋วฯ มีความเห็นว่า สหรัฐฯ และไต้หวันมีพื้นฐานความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างกัน และไต้หวันจะกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองประเทศต่างมีจุดยืนร่วมกันว่าสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันและภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก เป็นความกังวลร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ประการที่ 2 ไต้หวันมีความมุ่งมั่นที่จะแสดงความรับผิดชอบให้มากขึ้นต่อความมั่นคงปลอดภัยในช่องแคบไต้หวันและในอินโด – แปซิฟิก ซึ่งจะส่งผลให้ประชาคมโลกให้การสนับสนุนต่อไต้หวันมากยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนของไต้หวันจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องตนเองโดยการจัดสรรงบประมาณกลาโหมให้มากขึ้น ขยายระยะเวลาการรับราชการทหารภาคบังคับจากเดิม 4 เดือนเป็น 1 ปี ตลอดจนการตระเตรียมให้ประชาชนมีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนประการที่ 3 ไต้หวันมีความสำคัญในฐานะห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งได้ขยายฐานการผลิตไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ดี ไต้หวันยังคงสงวนการวิจัยค้นคว้าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงต่าง ๆ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์และ AI ให้อยู่ในไต้หวันต่อไปอย่างยั่งยืน
นรม. จั๋วหรงไท่ จับมือทักทาย สส. ในสภาฯ ในโอกาสปิดสมัยประชุม
ไม่ใช่ครั้งแรก !!! ทรัมป์ฯ ทวงค่าคุ้มครองจากพันธมิตรบ่อยครั้ง
หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน ได้แสดงจุดยืนผ่านสื่อหลักในสหรัฐฯ ว่า ไต้หวันควรจ่ายค่าคุ้มครองให้แก่สหรัฐฯ เพราะไต้หวันมีเงินเยอะจากการขโมยเทคโนโลยีแผ่นชิปไป สื่อไต้หวันได้ไปขุดค้น “ดิจิทัล ฟุตปริ้นท์” เมื่อไม่นานมานี้พบว่า นายทรัมป์ฯ เคยทวงเงิน “ค่าคุ้มครอง” จากประเทศพันธมิตรมาแล้วหลายครั้งทั้งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ และในช่วงหาเสียงเลือกตั้งของตนด้วย อย่างเช่น เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2562 เรียกร้องให้ญี่ปุ่นร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่สหรัฐฯ มีทหารประจำการในญี่ปุ่นให้มากกว่านี้ ส่วนในช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็มีอยู่หลายครั้งอย่างเมื่อต้นปีนี้วันที่ 11 ก.พ. 2567 นายทรัมป์ฯ ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกนาโต้ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่สหรัฐฯ ต้องส่งทหารไปประจำการหรือลาดตระเวณเพื่อความปลอดภัยของประเทศสมาชิก และเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 เรียกร้องให้เกาหลีใต้ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการทหาร และล่าสุดวันที่ 17 ก.ค. 2567 เรียกร้องให้ไต้หวันจ่ายค่าคุ้มครองให้แก่สหรัฐฯ
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าไต้หวันได้เสริมสร้างการป้องกันตนเองด้วยงบประมาณกลาโหมของตนเองมาโดยตลอด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการพัฒนาไปอีกก้าวใหญ่ด้วย การซื้ออาวุธของไต้หวันจากสหรัฐก็ไม่ใช่เป็นการทำการกุศลของสหรัฐฯ ด้วย
นายโรเบิร์ต โอไบรอัน (Robert O'BRIEN) อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่า ไต้หวันควรเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม อย่างน้อยเป็น 5% ของ GDP เพื่อให้สามารถพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัยและมีสมรรถนะการสู้รบเทียบเคียงกับการพัฒนากองทัพของจีน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ชี้แจงว่า ไต้หวันเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันตนเอง จ่ายเงินค่ายุทโธปกรณ์ด้วยเงินงบประมาณของตนเองมาโดยตลอด มิใช่เป็นการที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายให้เปล่าหรือเป็นการทำการกุศลแต่อย่างใด
ส่วนนายแมทธิว มิลเลอร์ (Matthew Miller) โฆษกกระทราวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ ได้เน้นย้ำว่า การจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ของไต้หวัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงในภูมิภาค และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วย ในส่วนของความช่วยเหลือทางการทหารที่สหรัฐฯ ให้แก่ต่อไต้หวันในช่วงที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าเป็นนโยบายใหม่ที่จะช่วยเหลือให้ไต้หวันมีความสามารถเพียงพอที่จะรักษาศักยภาพในการป้องกันตนเอง ส่วนกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันเผยว่า ไต้หวันได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เป็นอย่างดีในช่วงที่ผ่านมา และสหรัฐฯ ได้ส่งเสริมให้สันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน กลายเป็นฉันทามติร่วมในระดับภูมิภาค
บทบรรณาธิการของ Wall Street Journal วิเคราะห์ว่า ไม่เพียงเซมิคอนดักเตอร์เท่านั้น หากไต้หวันถูกจีนฮุบกลืน ก็อาจแสดงให้เห็นถึงการสิ้นสุดลงของพันธมิตรในแปซิฟิกของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังระบุว่า เมื่อจีนยึดไต้หวันได้แล้ว เป้าหมายต่อไปของจีนก็คือทะเลจีนใต้ ซึ่งจะเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งกับฟิลิปปินส์ขึ้นมาอีกด้วย
หัวหน้าพรรค DPP ย้ำไต้หวันต้องผูกมิตรในประชาคมโลก เพื่อให้โลกเข้าใจไต้หวัน
พรรค DPP พรรครัฐบาลไต้หวันมีกำหนดการจัดสัมมนา “ค่ายบุคคลากรการทูต” ระหว่างวันที่ 23 ก.ค. - 2 ส.ค. ศกนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่ออบรมบ่มเพาะบุคคลากรด้านการต่างประเทศของพรรค เป็นสะพานเชื่อมกับวงการการเมืองและวิชาการของสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ เสริมความเข้าใจและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ ก็ได้อัดคลิปให้กำลังใจแก่บรรดาผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมในครั้งนี้ด้วย
ผู้นำพรรค DPP ระบุว่า นับตั้งแต่ที่ตนรับตำแหน่งผู้นำพรรคฯ เป็นต้นมา ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างย่ิงกับการอบรมบ่มเพาะบุคคลากรคนรุ่นใหม่ด้านกิจการระหว่างประเทศ และก็พยายามส่งเสริมให้พรรคเข้าร่วมหรือจัดกิจกรรมระหว่างประเทศเพื่อบรรลุ 3 เป้าหมาย ได้แก่ ขยายการทูตเชิงพรรคการเมือง ยกระดับวิสัยทัศน์ด้านการทูต และการอบรมบ่มเพาะบุคคลากรด้านการทูต สำหรับค่ายฝึกอบรมคนรุ่นใหม่ด้านการทูตของพรรคฯ ในครั้งนี้ ก็เป็นการทำให้เป้าหมาย 3 ประการดังกล่าวข้างต้นประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมด้วย