กระแสประชาธิปไตย

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖


Listen Later

กระแสการเมืองในรอบสัปดาห์ 

ข่าวดีสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับไทย 

          เพื่อกระชับความร่วมมือกับนานาชาติในการปราบปรามการทำประมงอย่างผิดกฎหมายและเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนด้านการประมง ทำให้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2566 นายจวงซั่วฮั่น (莊碩漢) ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO) กับ นายทวีเกียรติ เจนประจักษ์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป (TTEO) ได้ร่วมลงนามใน “ความตกลงความร่วมมือด้านการประมงระหว่างไต้หวันกับไทย” โดยมีนายจางจื้อเซิ่ง (張致盛) อธิบดีกรมประมง ไต้หวัน และ ดร.ถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมงของไทย ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย ซึ่งจะเป็นการกระชับการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการประมงระหว่างกัน บนพื้นฐานเป้าหมายการปราบปรามการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย และฉันทามติการไม่ทำประมงโดยไม่มีการรายงานหรือไม่อยู่ในระเบียบของ Illegal, unreported and unregulated (IUU) เพื่อใช้เป็นกรอบการร่วมมือด้านการประมงระหว่างกัน

          อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา ก็มีการยืนยันข่าวการลาออกของนายจวงซั่วฮั่น ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ในฐานะทูตไต้หวันประจำประเทศไทย และได้รับอนุมัติจากประธานาธิบดีไช่ฯ แล้ว ซึ่งอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวไม่ถึงปี ด้วยเหตุผลปัญหาทางครอบครัว 

กระทรวงต่างประเทศไต้หวันยินดีที่สหรัฐฯ ย้ำเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน 

          กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้แสดงความยินดีและชื่นชมจุดยืนของนายแอนโทนี่ บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ ได้ย้ำจุดยืนของสหรัฐฯ ขณะเยือนจีน ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีจุดยืนอันแน่วแน่ในการสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน โดยรัฐบาลทุกยุคสมัยของสหรัฐฯ ต่างยืนหยัดใน “กฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ไต้หวัน” และ “คำมั่น 6 ประการ” โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและสนับสนุนความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า สันติภาพและเสถียรภาพบนช่องแคบไต้หวันเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอินโด - แปซิฟิก ในส่วนของไต้หวันจะกระชับความสัมพันธ์ในลักษณะหุ้นส่วนด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ต่อไป จับมือร่วมกันปกป้องกฎระเบียบระหว่างประเทศ ที่ตั้งอยู่บนกฎกติกาสากล รวมทั้งส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในช่องแคบไต้หวันและภูมิภาคอินโด – แปซิฟิกต่อไปอย่างยั่งยืน 

 

พรรค DPP ลั่น เป้าหมายหลักคือชนะเลือกตั้งทั้งประธานาธิบดีและ ส.ส. เกินกึ่งหนึ่ง

          แม้ในช่วงที่ผ่านมา คะแนนนิยมของรองประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ในฐานะตัวแทนพรรค DPP จะนำหน้าคู่แข่ง แม้บางโพลจะหล่นลงมาเป็นอันดับ 2 แต่ก็ตามคู่แข่งที่แซงขึ้นมาในระดับความคลาดเคลื่อนเท่านั้น ซึ่งทำให้ฝ่ายบริหารของพรรคไม่อาจวางใจได้ในส่วนของการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีความสำคัญในการบริหารบ้านเมืองในฐานะพรรครัฐบาล และในสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรค DPP ก็กำลังขะมักเขม้นในการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ของตนและคาดว่า น่าจะเรียบร้อยทั้งหมดก่อนวันที่ 16 ก.ค. ซึ่งจะเป็นวันเปิดประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคทั่วประเทศ โดยพรรค DPP ตั้งเป้าต้องชนะเลือกตั้งผู้นำและการเลือกตั้ง ส.ส. จะต้องได้ที่นั่งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด 113 ที่นั่ง 

         ในการวางแผนการคัดสรรผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรค DPP ตอนนี้ก็ทะยอยประกาศรายชื่อในเบื้องต้นไปแล้ว โดยในส่วนของเขตที่มีฐานคะแนนเสียงค่อนข้างเสียเปรียบคู่แข่ง ก็จะใช้วิธีการ “สามัคคีกับฝ่ายประชาธิปไตย” จับมือกับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกับตน ผู้บริหารพรรคเปิดเผยว่า รองประธานาธิบดีไล่ฯ ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรค DPP มีความเห็นว่า การเลือกตั้งทั้งสองรายการจะต้องจับมือกับกลุ่มการเมืองในฟากประชาธิปไตยให้เหนียวแน่น จึงได้เสนอให้มีการจัดตั้ง  “แนวร่วมประชาธิปไตย” เพื่อเป้าหมายสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีและ ส.ส. ต้องได้เกินครึ่ง 

         อย่างไรก็ดี สถานการณ์การเลือกตั้ง ส.ส. ในหลาย ๆ เขตที่พรรค DPP ตกลงหลีกทางให้แก่ผู้สมัครจากกลุ่มการเมืองอื่น ๆ ที่เป็นพันธมิตร และมีฐานคะแนนเสียงดีกว่าของพรรคฯ แต่ด้วยเหตุจาก #Metooที่ลุกลามสู่นักการเมืองที่เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งจนต้องถอนตัวออกไป เพราะความไม่พอใจของประชาชน ทำให้เขตเลือกตั้งเหล่านี้ต้องมีการพิจารณาหาผู้เหมาะสมใหม่ นอกจากนี้ ในส่วนของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อก็ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยบางส่วนอาจต้องขยับมาลงสมัครรับเลือกตั้งในแบบแบ่งเขตแทนผู้ที่ถอนตัวออกไปให้เกิดความเหมาะสมรวมทั้งมีโอกาสชนะการเลือกตั้งในเขตนั้น ๆ ด้วย 

        นายหลินจวิ้นเซี่ยน ส.ส. พรรค DPP คีย์แมนสำคัญของพรรคฯ ระบุว่า ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีและ ส.ส. เกินครึ่ง เป็นเป้าหมายสูงสุดของพรรคฯ ซึ่งก็เป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงต่อพรรค DPPเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือ ส.ส. ปัจจุบันต้องการที่จะขอลงสมัครรับเลือกตั้งต่ออีกสมัย บางส่วนต้องการที่จะส่งไม้ต่อให้แก่ทายาทของตน โดยในส่วนของ ส.ส. เดิมที่ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ผู้รับไม้ต่อจะสามารถรักษาตำแหน่งไว้ให้ได้หรือไม่ เป็นปมเงื่อนสำคัญของเป้าหมายของพรรคฯ อย่างไรก็ดี เนื่องจากอีกหลายพรรคการเมืองยังคัดเลือกคนของตนลงสมัครรับเลือกตั้งไม่แล้วเสร็จ พรรค DPP จึงตัองจับตาอย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์การเลือกตั้งของตนตามสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป 

        สำหรับในส่วนของพรรคก๊กมินตั๋ง ยังคงอลเวงอยู่กับประเด็น “เปลี่ยนตัว” ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรคฯ ซึ่งมีข่าวลือหนาหูว่า อาจมีการกำหนดเพดานคะแนนนิยมของนายโหวโหย่วอี๋ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนพรรคฯ ลงชิงตำแหน่งผู้นำไต้หวัน หากต่ำกว่า20% หรือ 15% ก็จะมีการเปลี่ยนตัว แม้หัวหน้าพรรคฯ คือนายจูลี่หลุน และอีกหลาย ๆ คน จะออกมาปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า “เป็นไปไม่ได้” ที่จะเปลี่ยนตัวผู้สมัครของพรรคฯ ซึ่งในส่วนของนางสาวหงซิ่วจู้ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เคยถูกเปลี่ยนตัวมาแล้วในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016 ได้ออกมาเรียกร้องให้ “เก็บรับประสบการณ์” อย่าให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และไม่ควรประเมินสติปัญญาของประชาชนต่ำจนเกินไป รวมทั้งเรียกร้องนายจูลี่หลุน หัวหน้าพรรคฯ ต้องลงแรงช่วยผู้สมัครของพรรคฯ หาเสียงเลือกตั้งอย่างสุดความสามารถ ทำหน้าที่ผู้กุมบังเหียนให้พรรคก๊กมินตั๋งชนะเลือกตั้งในปี 2024 ให้ได้ 

       ทางด้านพรรค TPP ที่มีนายเคอเหวินเจ๋อ อดีตผู้ว่าการกรุงไทเป หัวหน้าพรรคฯ และผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี ก็มีความเคลื่อนไหวตระเวนพบปะหัวคะแนนและบุคคลสำคัญในท้องที่ต่าง ๆ ทำให้คะแนนนิยมของตนพุ่งกระฉูดไปยืนหนึ่งนำหน้าคู่แข่ง แม้จะนำหน้าไม่มาก แต่ก็เป็นกำลังใจสำคัญให้แก่พรรค TPP ในฐานะพรรคอันดับ 3 และพรรคทางเลือกในการเมืองของไต้หวัน จึงถูกจับตามองจากวงการต่างๆ เป็นพิเศษ 

ไต้หวันเร่งพัฒนากำลังรบสู่ “ยุทธศาสตร์ไร้สมดุล” สร้างเรือรบเองลำที่ 2

           นโยบาย “ยุทธศาสตร์ไร้สมดุล” ซึ่งหมายความถึงการรับมือกับการรบที่ฝ่ายตรงข้ามมีกำลังเหนือกว่า เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการสร้างเรือรบด้วยตนเอง โดยก่อนหน้านี้ไต้หวันได้ส่งเรือรบที่สร้างเองลำแรกเข้าประจำการในกองทัพแล้ว เป็นเรือรบรุ่น “ทั่วเจียง” ที่ได้ชื่อว่า “เรือพิฆาตเรือรบ”  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ส่งเรือรบรุ่นเดียวกันเข้าประจำการแล้ว โดยตั้งชื่อว่า “เรือรบฟู่เจียง” ซึ่งส่งลงทะเลทดสอบสมรรถนะมาตั้งแต่เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว โดยมีกำหนดการส่งมอบเข้าประจำการในกองทัพเรือตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป 

          เรือรบรุ่น “ทั่วเจียง” PGG-618 เริ่มเข้าประจำการเมื่อปี 2015 ซึ่งในช่วงหลายปีที่มีการปรับปรุงแก้ไขให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของกองทัพมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นการสร้างเรือรบลำแรก “ถ่าเจียง” ที่ส่งลงทะเลทดสอบในเดือน ธ.ค. 2020 และลำที่สอง “ฟู่เจียง” ส่งลงทะเลทดสอบสมรรถนะเมื่อ ก.ย. ปีที่แล้ว ส่วนลำที่ 3 “สวี่เจียง” ส่งลงทะเลเมื่อ ก.พ. ปีนี้ นอกจากนี้ ผู้สันทัดกรณีด้านการทหารก็ไปพบเรือรบรุ่น “ทั่วเจียง” ลำที่ 4 ที่ท่าเรือซูอ้าว แต่ยังไม่มีการตั้งชื่อ 

         รูปร่างลักษณะของเรือรบที่แตกต่างจากการออกแบบดั้งเดิม  การต่อเรือลำต่อ ๆ มา นอกจากจะมีการออกแบบให้สามารถติดตั้งขีปนาวุธสง 3 ขีปนาวุธต้านเรือรบรุ่น 3 ปืนใหญ่ยิงเร็ว 76 มม. และปืนใหญ่ยิ่งเร็ว แล้ว ยังได้เพิ่มเติมการติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน “ไฮ่เจี้ยน 2” ที่ออกแบบโดยสถาบันวิทยาศาสตร์จงซัน  ทำให้เรือรบรุ่นใหม่นี้มีสมรรถนะในการต่อต้านทั้งทางอากาศและทางทะเลไปพร้อมๆ  กันด้วย 

         ผู้สันทัดกรณีเปิดเผยว่า อู่ต่อเรือหลงเต๋อ ได้ทดสอบ “เรือรบฟู่เจียง” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะส่งมอบให้กองทัพเรือในสัปดาห์นี้ และฝึกซ้อมด้านการทหารที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยกองทัพเรือจะได้เรือรบลำนี้เสริมศักยภาพการสู้รบของกองทัพเรือ รับมือกับภัยคุกคามจากจีน 

     “ฟู่เจียง” เป็นชื่อของแม่น้ำ “ฟู่หยวน” ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำหลักในฮัวเหลียน “ซิ่วกูหลวนซี” แม้ในตอนแรกจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตั้งชื่อซ้ำกับผลงานภาพการ์ตูนของนักวาดการ์ตูนชื่อดังของญี่ปุ่น 

        รายงานที่กระทรวงกลาโหมส่งมอบให้แก่สภานิติบัญญัติระบุว่า เรือรบรุ่น “ทั่วเจียง” ชุดแรก ลำที่ 2-6 มีการติดตั้งขีปนาวุธสง 2 จำนวน 8 ลูก สง 3 จำนวน 4 ลูก ส่วนเรือรบรุ่นที่ 2 ลำที่ 7-11 ติดตั้งขีปนาวุธ สง 2 จำนวน 4 ลูก สง 3 จำนวน 8 ลูก ซึ่งตรงกับความต้องการในการสู้รบของกองทัพเรือ 

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

กระแสประชาธิปไตยBy , Rti