กระแสประชาธิปไตย

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๕


Listen Later

สัมภาษณ์พิเศษนายอู๋จาวเซี่ย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) 

          เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอู๋จาวเซี่ย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีนได้ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีวิทยุอาร์ทีไอ ย้ำจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวของไต้หวันที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมระหว่างประเทศ 

         ไต้หวันได้ยื่นใบสมัครอย่างเป็นทางการขอเข้าเป็นสมาชิกของ CPTPP เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งท่านรัฐมนตรีอู๋ฯ ได้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หลายประเทศยังคงสงวนท่าทีเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากจีน อย่างไรก็ดี สำนักงานผู้แทนไต้หวันในประเทศสมาชิกได้พยายามประสานงานกับรัฐบาลของประเทศเหล่านี้อย่างกระตือรือร้น พบว่า มีบางประเทศที่ไม่เข้าใจหรือไม่สนับสนุนไต้หวัน แต่ตอนนี้เริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป บางประเทศยังสงวนท่าทีเนื่องจากอิทธิพลของทางการจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไต้หวันมีความกังวลค่อนข้างมาก 

         รมว. อู๋ฯ ระบุว่า อังกฤษได้ยื่นใบสมัครก่อนไต้หวัน ตอนนี้ CPTPP กำลังพิจารณาการสมัครของอังกฤษ ส่วนไต้หวันยังต้องรออีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ดี นายอู๋ฯ ได้ย้ำว่า ในช่วงแห่งการรอคอยนี้ รัฐบาลไต้หวันนอกจากจะต้องพยายามปรับกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของ CPTPP แล้ว ก็ได้พยายามเปิดการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับประเทศสมาชิกต่าง ๆ อย่างกระตือรือร้น รมว. อู๋ฯ ระบุว่า “ช่วงที่ผ่านมา เราได้เปิดการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับประเทศสมาชิกอย่างไม่เป็นทางการอย่างกระตือรือร้น ซึ่งพวกเขาได้แสดงจุดยืนต้องการให้ไต้หวันเปิดตลาดในสินค้าบางรายการให้มากขึ้น ส่วนไต้หวันก็เรียกร้องให้คู่เจรจาควรเปิดตลาดสินค้าอะไรบ้างให้แก่ไต้หวัน การเจรจานอกรอบเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งต่อไต้หวัน ซึ่งก็คือหมายความว่า สิ่งที่ประเทศเหล่านี้จะเรียกร้องต่อไต้หวันในการเจรจาอย่างเป็นทางการ ไต้หวันได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว” 

          นอกจากนี้ รมว. อู๋ฯ ยังระบุเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลประเทศสมาชิกเหล่านี้ ว่า “เราได้อาศัยสำนักงานตัวแทนของรัฐบาลในประเทศสมาชิกเหล่านี้ ผลักดันการโน้มน้าวขอเสียงสนับสนุนจากรัฐบา่ลประเทศเหล่านี้อย่างเต็มที่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ บางประเทศที่ยังไม่เข้าใจไต้หวันมากนัก ไม่สนับสนุนไต้หวัน ก็ดูเหมือนว่าเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป แต่ก็มีบางประเทศที่ยังคงได้รับอิทธิพลจากจีน ก็ไม่แสดงท่าทีสนับสนุนไต้หวัน ซึ่งไต้หวันวิตกกังวลต่อท่าทีของประเทศเหล่านี้พอสมควร” 

         รมว. อู๋ฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งไต้หวันและจีนต่างสมัครเข้าเป็นสมาชิก CPTPP กลายเป็นความขัดแย้งอย่างหนึ่งของสมาชิกบางประเทศ เมื่อมองจากพลังทางการเมืองแล้ว จึนเป็นหน่วยเศรษฐกิจที่มีพลังค่อนข้างเข้มแข็ง แต่หากพิจารณาในแง่ของมาตรฐานการค้าแล้ว ไต้หวันได้มาตรฐานในระดับสูง ส่วนจีนไม่ได้มาตรฐานเลยแม้แต่นิดเดียว บางประเทศจำนวนไม่น้อยเห็นว่า หากยอมให้จีนเข้าเป็นสมาชิกก่อนที่จะได้มาตรฐานของ CPTPP แล้ว ก็จะส่งผลต่อมาตรฐานของ CPTPP และไม่ยุติธรรมต่อประเทศสมาชิกอื่น ๆ ดังนั้น จึงมีการพิจารณาว่าควรใช้มาตรฐานทางการค้าเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณา ซึ่งไต้หวันก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น 

 

 

ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหภาพยุโรป EU

         ในการสัมภาษณ์พิเศษ รมว.อู๋ฯ กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีนยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ในปัจจุบันระหว่างไต้หวันกับสหภาพยุโรปหรือ EU ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างกันเพิ่มอุณหภูมิแห่งความเป็นมิตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้หลาย ๆ ฝ่ายใ้หความสนใจต่อความสัมพันธ์ต่างประเทศของไต้หวัน โดยคณะกรรมาธิการต่างประเทศของรัฐสภาอียูก็ได้ผ่านญัตติกระชับความสัมพันธ์กับไต้หวัน ซึ่ง รมว.อู๋ฯ ได้ระบุว่า ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับอียูไม่เหมือนในอดีตแล้ว และสามารถคาดเดาได้ว่า อียูเข้าใจและเห็นว่าไต้หวันกำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามจากจีนอย่างต่อเนื่อง ทำให้อียูส่งเสียงสนับสนุนไต้หวันอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา 

         เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการต่างประเทศ รัฐสภาอียูได้รับรองญัตติ “นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศร่วม” และญัตติ “นโยบายการป้องกันและความปลอดภัยร่วม” รวม 2 ฉบับ เน้นย้ำสถานะความเป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรประชาธิปไตยในอินโดแปซิฟิกระหว่างอียูกับไต้หวัน และตั้งแต่ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงจะมีการรับรองญัตตินี้ที่ Strateburgum หรือไม่ เป็นที่จับตามองกันโดยทั่วไป  

        รมว. อู๋ฯ ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับอียูดีวันดีคืน ซึ่งก็มาจากความพยายามของไต้หวันเอง อย่างในช่วงการระบาดของโควิด-19 ไต้หวันบริจาคหน้ากากอนามัยให้แก่หลายประเทศ จนทำให้ประเทศเหล่านี้มองไต้หวันว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตร 

        นอกจากนี้ รมว. อู๋ฯ ยังได้ระบุว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่รัสเซียรุกรานยูเครนแล้ว รัฐบาลไต้หวันได้ประณามพฤติกรรมของรัสเซียในโอกาสแรก และเข้าร่วมขบวนการบอยคอตรัสเซียของประเทศประชาธิปไตย และบริจาคเงินตลอดจนสิ่งของช่วยเหลือชาวยูเครน รมว. อู๋ฯ ย้ำว่า ในสงครามยูเครน-รัสเซีย สหภาพยุโรปก็ได้จับตามองท่าทีของไต้หวันอย่างใกล้ชิดและเห็นว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตร ดังนั้น ท่าทีต่อไต้หวันจึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับอียูไม่เหมือนกับในอดีตอีกต่อไป 

       ส่วนกรณีหลังการเยือนไต้หวันของนางแนนซี่ เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐ เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา สร้างความไม่พอใจให้แก่จีนอย่างรุนแรงโดยการจัดการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันกลายเป็นวิกฤตช่องแคบไต้หวันอีกครั้ง รมว.อู๋ฯ ระบุว่า “เป็นที่คาดเดาได้ว่า หากประเทศลัทธิอำนาจนิยมขยายอิทธิพลสู่ภายนอกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรุกรานประเทศอื่นหรือคุกคามประเทศประชาธิปไตย ประเทศในยุโรปหรืออียู ต่างก็มองเห็นแล้วว่า ไต้หวันในฐานะประเทศประชาธิปไตยกำลังถูกคุกคามจากจีน พวกเขาก็จะสนับสนุนไต้หวันอย่างไม่ขาดสาย” 

         รมว. อู๋ฯ ได้แสดงความห่วงใยต่อชาวยูเครนที่กำลังประสบภาวะความหนาวเหน็บเมื่อฤดูหนาวมาถึงแล้ว โดยถูกรัสเซียถล่มโครงสร้างพื้นฐาน ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีฮีทเตอร์ ซึ่งไต้หวันได้บริจาคเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้แก่ยูเครน แต่เนื่องจากไต้หวันไม่มีการผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จึงใช้วิธีการบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ผู้ว่ากรุงเคียฟนำไปจัดซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ 

ท่าทีของไต้หวันต่อการเยือนปักกิ่งของ รมว. ต่างประเทศสหรัฐฯ และออสเตรเลีย “พูดคุยอย่างสันติดีกว่าเผชิญหน้ากัน” 

        นาย Penny Wong และนาย Antony Blinken รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียและสหรัฐฯ มีกำหนดการเยือนปักกิ่งในต้นปีหน้า รมว. อู๋ฯ ย้ำว่า “การพูดคุยอย่างสันติดีกว่าการเผชิญหน้ากัน” อาศัยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาขจัดความคิดเห็นที่ไม่ลงรอย หลีกเลี่ยงความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างกันที่อาจจะยากหาจุดยุติได้ เขาย้ำว่า ภายใต้กรอบการต่อกรกับประเทศลัทธิอำนาจนิยมของประเทศประชาธิปไตย กรอบความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย จะไม่มีอะไระเปลึ่ยนแปลง 

        นายแอนโทนี่ รมว. กต. สหรัฐฯ ได้ระบุเมื่อต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า เขามีแผนการที่จะเยือนจีนในราวเดือน ม.ค. หรือ ก.พ. ปีหน้า ส่วน รมว. กต. ออสเตรเลียก็จะเยือนจนในราว ก.พ. ปีหน้า พบหารือกับนายหวางอี้ รมว. กต. ของจีน เพื่อแก้ปัญหาการบอยคอตทางการค้า ซึ่ง รมว. อู๋ฯ ได้ระบุผ่านสถานีวิทยุอาร์ทีไอว่า การพูดคุยกันดีกว่าไม่คุยกัน สันติภาพก็ดีกว่าการเผชิญหน้ากัน และเห็นว่า มหาอำนาจอาศัยการพูดคุยมาแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ สหรัฐฯ กับจีนมีความเห็นไม่ลงรอยกันมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ลงรอยในระดับยุทธศาสตร์ หากไม่จัดการให้ดี ก็อาจปะทุเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่อยากพบเห็น

        รมว. อู๋ฯ ระบุว่า “แน่นอนว่า หากพวกเขาสามารถเจรจาจนแก้ปัญหาความแตกต่างทางความคิดได้ ก็จะเป็นเรื่องดีที่สุด แต่ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ แต่ก็ยังคงสามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจจุดยืนและจุดต่ำสุดที่ฝ่ายตนรับได้อยู่ตรงไหน สามารถนำสิ่งเหล่านี้มาวางเป็นกรอบสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยไม่ต้องใช้กำลังทหารเข้าห้ำหั่นกัน หรืออาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่อาจหาทางแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดีได้” 

        รมว. อู๋ฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะอาศัยการพูดคุยกันเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันให้มั่นคงยิ่งขึ้น ส่วนจุดยืนของไต้หวันก็คือ ทามกลางการคุกคามทั้งทางทหารและเศรษฐกิจจากจีน ไต้หวันก็ยินดีอย่างยิ่งที่สหรัฐฯ จะกล่าวถึงประเด็นไต้หวัน ซึ่งเขาได้ย้ำว่า “หากสหรัฐฯ มีความรู้สึกว่าเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง สหรัฐฯ ก็จะต้องกล่าวถึงประเด็นไต้หวันเมื่อเจรจากับจีนอย่างแน่นอน ซึ่งก็คือเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวันมีความสำคัญมาก เราจะไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันบนช่องแคบไต้หวันโดยพลการ หากแสดงจุดยืนได้เช่นนี้ เราก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง” 

         สำหรับในส่วนของรัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียที่จะมีการพบหารือกับนายหวางอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ จีนนั้น รมว. อู๋ฯ ระบุว่า จีนขยายอิทธิพลสู่ต่างประเทศจนทำให้หลายประเทศในภูมิภาคมีความวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งบริเวณแนวเกาะที่ 1 ที่เกิดขึ้นอย่าสงต่อเนื่อง ลึกเข้าไปถึงแปซิฟิก เดือนเม.ย. ปีนี้ โซโลมอนที่อยู่หน้าประตูบ้านของออสเตรเลียได้ทำความตกลงความปลอดภัยกับจีน ก็ยิ่งทำให้ออสเตรเลียต้องป้องกันการขยายอิทธิพลของจีน ส่วนการที่สินค้าออสเตรเลียถูกจีนสั่งห้ามนำเข้า ก็ต้องหาทางแก้ปัญหา และไม่เห็นว่ากรณีนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับออสเตรเลียเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น 

       รมว. อู๋ฯ ระบุว่า “ ในทำนองเดียวกัน เราเห็นว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เพื่อป้องกันมิให้จีนทำในสิ่งเลวร้ายอื่น ๆ อีก ส่วนออสเตรเลียก็เช่นเดียวกัน ไปเจรจากับจีนก็เพื่อหาทางแก้ปัญหาของตัวเอง ดังนั้น ภายใต้กรอบใหญ่เหล่านี้ นโยบายของออสเตรเลียมีความแน่ชัดมาก ซึ่งดำเนินไปภายใต้ 2 แกนหลัก ไปพร้อม ๆ กัน โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับออสเตรเลียจะยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” 

       นอกจากนี้ รมว. อู๋ฯ ยังย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับออสเตรเลียแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ มูลค่าการค้าระหว่างกันเมื่อปีที่แล้วก็ทุบสถิติที่เคยมีมา แรงหนุนไต้หวันของออสเตรเลียไม่ได้ลดลง และจากแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุม 2+2 คือการประชุมระดับ รมว. ต่างประเทศและ รมว. กลาโหม ระหว่างกัน ซึ่งย้ำความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันบนช่องแคบไต้หวันและจะร่วมมือกับไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ก็จะเห็นได้ถึงการสนับสนุนไต้หวันของออสเตรเลีย

 

 

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

กระแสประชาธิปไตยBy , Rti