
Sign up to save your podcasts
Or


ตีความรัฐธรรมนูญโทษประหารชีวิต ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่?
ศาลรัฐธรรมนูญไต้หวันได้เปิดบัลลังก์เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 เม.ย.) สอบสวนกรณีมีผู้ร้องขอให้ตีความรัฐธรรมนูญในประเด็นโทษประหารชีวิตว่าละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งมีทนายความ 16 คน เป็นทนายแก้ต่างของนักโทษประหารทั้งหมด 37 คน ส่วนตัวแทนฝ่ายกระทรวงยุติธรรมรวม 4 คน ตอบโต้กันอย่างดุเดือดตลอดทั้งวัน โดยทนายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต ได้หยิบยกประเด็นปัญหาสภาพจิตใจของญาติผู้เคราะห์ร้ายว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งไม่ควรที่จะอาศัยความรุนแรงมาตอบโต้ความรุนแรง แต่ควรอาศัยมุมมองอื่นมาพิจารณาโทษประหารชีวิต ส่วนตัวแทนจากกระทรวงยุติธรรมก็ย้ำว่า แน่นอนว่า โทษประหารชีวิตไม่ได้ละเมิดหลักประกันแห่งชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่การทรมาน บนหลักการทำผิดก็ต้องรับโทษให้มีความสมดุลกัน และการใช้โทษ เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องต้องการในความยุติธรรมของประชาชน จึงควรยอมรับถึงความเหมาะสมของโทษประหารชีวิต
นอกจากนี้ ทนายความฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตได้ยกตัวอย่างที่อาม่าของตนเสียชีวิตเพราะถูกปล้นเมื่อปี 1996 เป็นตัวอย่างว่า ตอนนั้นก็อยากจะฆ่าคนร้ายให้ตาย เพื่อแก้แค้น แต่หลังจากที่ตนได้ศึกษาวิชาการก่ออาชญากรรมแล้ว ก็เริ่มวิเคราะห์สาเหตุการก่ออาชญากรรมของคนร้าย และวิเคราะห์ปมเงื่อนสำคัญของสาเหตุเหล่านี้ อย่างในนิยายแฮร์รี พอร์ตเตอร์ เมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมร้ายแรงขึ้นในสังคม แทนที่จะไล่ฆ่าคนร้าย เราควรหาสาเหตุของการก่อเหตุมากกว่า รวมทั้งร่วมกันอุดช่องโหว่ของสังคม จึงจะสามารถยุติมิให้โศกนาฏกรรมเช่นนั้นขึ้นอีก
ส่วนนายกัว หย่งฟา อธิบดีกรมอัยการ กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน ได้ให้การว่า รัฐธรรมนูญไต้หวันมิได้มีจุดยืนคัดค้นการมีโทษประหารชีวิต ประกอบกับโทษประหารชีวิตก็ได้รับการยอมรับจากกลไกรัฐธรรมนูญของไต้หวันมาช้านาน ซึ่งมิได้ทำให้ระเบียบแห่งรัฐธรรมนูญ คุณค่าแห่งนิติสังคม ก็มิได้มีการเปลี่ยนแปลง จึงควรคงให้มีโทษประหารชีวิตไว้ต่อไป
นอกจากนี้ นายกัวฯ ยังย้ำว่า โทษประหารชีวิตไม่ได้ละเมิดหลักประกันแห่งสิทธิในการมีชีวิต หากไปผูกกับการลงโทษแห่งการกระทำผิดแล้ว มิใช่เป็นเครื่องมือในการป้องกันอาชญากร การดำเนินการจึงหลีกเลี่ยงการทรมาน ซึ่งสอดคล้องกับศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ก็จะไม่มีการทำทารุณกรรมอย่างแน่นอน นโยบายการลงโทษอาชญากรรมของไต้หวัน ก็เป็นเช่นเดียวกับของประเทศก้าวหน้าแล้วทั้งหลาย ประสมประสานกันระหว่างเป้าหมายการลงโทษตามความผิดและการป้องกัน เมื่อเกี่ยวพันกับคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ อาทิ สิทธิแห่งการมีชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ถูกละเมิดอย่างโหดร้าย จึงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างโทษที่ควรได้รับกับการชดใช้โทษ ซึ่งจะเป็นการตอบสนองต่อเสียงในสังคม จึงควรเห็นว่าโทษประหารชีวิตมีความเหมาะสมแล้ว
นายกัว หย่งฟา อธิบดีกรมอัยการ กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน
สำหรับในส่วนของการตัดสินโทษประหารในไต้หวันที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาคดีฆ่าคนตายหรือคดีร้ายแรงจำนวน 476 คดี ซึ่งมีการพิพากษาลงโทษประหารชีวิตเพียง 1 รายเท่านั้น และขั้นตอนต่าง ๆ ก็ถูกต้องการกระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง
นอกจากนี้ ยังมี 6 นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่ด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต ครึ่งหนึ่งเห็นว่า โทษประหารชีวิตเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักโทษประหาร และละเมิดสิทธิแห่งชีวิตด้วย ซึ่งละเมิดรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี นักวิชาการอีกครึ่งหนึ่งเห็นว่า รัฐธรรมนูญควรแสวงหา “ความยุติธรรม” ให้แก่ทุกคน มิใช่ว่า การเคารพต่ออาชญากรแล้วจะเป็นการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
ศ. ไล่ยงเหลียน ม.จงเจิ้ง ระบุว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ผู้พิพากษาใหญ่ได้เคยตีความในหลายคดีซึ่งส่วนใหญ่เป็นประโยชน์ต่อคนร้าย ตาชั่งแห่งความยุติธรรมก็เริ่มเอนเอียงไปมากแล้ว ในขณะที่การสำรวจความเห็นของประชาชนก็พบว่า 80% ขึ้นไป ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต และการจะยกเลิกหรือไม่ ควรให้เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตัดสินใจ ที่มีอำนาจโดยตรง
By , Rtiตีความรัฐธรรมนูญโทษประหารชีวิต ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่?
ศาลรัฐธรรมนูญไต้หวันได้เปิดบัลลังก์เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 เม.ย.) สอบสวนกรณีมีผู้ร้องขอให้ตีความรัฐธรรมนูญในประเด็นโทษประหารชีวิตว่าละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งมีทนายความ 16 คน เป็นทนายแก้ต่างของนักโทษประหารทั้งหมด 37 คน ส่วนตัวแทนฝ่ายกระทรวงยุติธรรมรวม 4 คน ตอบโต้กันอย่างดุเดือดตลอดทั้งวัน โดยทนายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต ได้หยิบยกประเด็นปัญหาสภาพจิตใจของญาติผู้เคราะห์ร้ายว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งไม่ควรที่จะอาศัยความรุนแรงมาตอบโต้ความรุนแรง แต่ควรอาศัยมุมมองอื่นมาพิจารณาโทษประหารชีวิต ส่วนตัวแทนจากกระทรวงยุติธรรมก็ย้ำว่า แน่นอนว่า โทษประหารชีวิตไม่ได้ละเมิดหลักประกันแห่งชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่การทรมาน บนหลักการทำผิดก็ต้องรับโทษให้มีความสมดุลกัน และการใช้โทษ เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องต้องการในความยุติธรรมของประชาชน จึงควรยอมรับถึงความเหมาะสมของโทษประหารชีวิต
นอกจากนี้ ทนายความฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตได้ยกตัวอย่างที่อาม่าของตนเสียชีวิตเพราะถูกปล้นเมื่อปี 1996 เป็นตัวอย่างว่า ตอนนั้นก็อยากจะฆ่าคนร้ายให้ตาย เพื่อแก้แค้น แต่หลังจากที่ตนได้ศึกษาวิชาการก่ออาชญากรรมแล้ว ก็เริ่มวิเคราะห์สาเหตุการก่ออาชญากรรมของคนร้าย และวิเคราะห์ปมเงื่อนสำคัญของสาเหตุเหล่านี้ อย่างในนิยายแฮร์รี พอร์ตเตอร์ เมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมร้ายแรงขึ้นในสังคม แทนที่จะไล่ฆ่าคนร้าย เราควรหาสาเหตุของการก่อเหตุมากกว่า รวมทั้งร่วมกันอุดช่องโหว่ของสังคม จึงจะสามารถยุติมิให้โศกนาฏกรรมเช่นนั้นขึ้นอีก
ส่วนนายกัว หย่งฟา อธิบดีกรมอัยการ กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน ได้ให้การว่า รัฐธรรมนูญไต้หวันมิได้มีจุดยืนคัดค้นการมีโทษประหารชีวิต ประกอบกับโทษประหารชีวิตก็ได้รับการยอมรับจากกลไกรัฐธรรมนูญของไต้หวันมาช้านาน ซึ่งมิได้ทำให้ระเบียบแห่งรัฐธรรมนูญ คุณค่าแห่งนิติสังคม ก็มิได้มีการเปลี่ยนแปลง จึงควรคงให้มีโทษประหารชีวิตไว้ต่อไป
นอกจากนี้ นายกัวฯ ยังย้ำว่า โทษประหารชีวิตไม่ได้ละเมิดหลักประกันแห่งสิทธิในการมีชีวิต หากไปผูกกับการลงโทษแห่งการกระทำผิดแล้ว มิใช่เป็นเครื่องมือในการป้องกันอาชญากร การดำเนินการจึงหลีกเลี่ยงการทรมาน ซึ่งสอดคล้องกับศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ก็จะไม่มีการทำทารุณกรรมอย่างแน่นอน นโยบายการลงโทษอาชญากรรมของไต้หวัน ก็เป็นเช่นเดียวกับของประเทศก้าวหน้าแล้วทั้งหลาย ประสมประสานกันระหว่างเป้าหมายการลงโทษตามความผิดและการป้องกัน เมื่อเกี่ยวพันกับคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ อาทิ สิทธิแห่งการมีชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ถูกละเมิดอย่างโหดร้าย จึงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างโทษที่ควรได้รับกับการชดใช้โทษ ซึ่งจะเป็นการตอบสนองต่อเสียงในสังคม จึงควรเห็นว่าโทษประหารชีวิตมีความเหมาะสมแล้ว
นายกัว หย่งฟา อธิบดีกรมอัยการ กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน
สำหรับในส่วนของการตัดสินโทษประหารในไต้หวันที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาคดีฆ่าคนตายหรือคดีร้ายแรงจำนวน 476 คดี ซึ่งมีการพิพากษาลงโทษประหารชีวิตเพียง 1 รายเท่านั้น และขั้นตอนต่าง ๆ ก็ถูกต้องการกระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง
นอกจากนี้ ยังมี 6 นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่ด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต ครึ่งหนึ่งเห็นว่า โทษประหารชีวิตเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักโทษประหาร และละเมิดสิทธิแห่งชีวิตด้วย ซึ่งละเมิดรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี นักวิชาการอีกครึ่งหนึ่งเห็นว่า รัฐธรรมนูญควรแสวงหา “ความยุติธรรม” ให้แก่ทุกคน มิใช่ว่า การเคารพต่ออาชญากรแล้วจะเป็นการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
ศ. ไล่ยงเหลียน ม.จงเจิ้ง ระบุว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ผู้พิพากษาใหญ่ได้เคยตีความในหลายคดีซึ่งส่วนใหญ่เป็นประโยชน์ต่อคนร้าย ตาชั่งแห่งความยุติธรรมก็เริ่มเอนเอียงไปมากแล้ว ในขณะที่การสำรวจความเห็นของประชาชนก็พบว่า 80% ขึ้นไป ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต และการจะยกเลิกหรือไม่ ควรให้เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตัดสินใจ ที่มีอำนาจโดยตรง