
Sign up to save your podcasts
Or


๑. ผู้นำไต้หวันย้ำเยือนพันธมิตรส่งสัญญานสำคัญ 3 ประการ
เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2566 ปธน. ไช่อิงเหวิน ออกเดินทางเยือน 2 พันธมิตร ได้แก่ กัวเตมาลา และเบลิซ 9 คืน 10 วัน โดยตั้งชื่อการเยือนครั้งนี้ว่า “การเยือนหุ้นส่วนประชาธิปไตย เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” และก่อนออกเดินทาง ปธน. ไช่ฯ ได้แถลงข่าวระบุการเยือน ตปท. ในครั้งนี้ เพื่อเสริมสัมพันธ์และความร่วมมือกับมิตรประเทศของไต้หวันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องการส่งสัญญาน 3 ประการ ได้แก่ 1. ไต้หวันยืนหยัดในการปกป้องคุณค่าแห่งเสรีภาพประชาธิปไตย เป็นพลังแห่งความดีของสังคมโลกต่อไป 2. ในฐานะที่ไต้หวันเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก ไต้หวันจะพยายามแสวงหาการพัฒนาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับพันธมิตรของไต้หวัน และ 3. ไต้หวันมีความเด็ดเดี่ยวที่จะก้าวสู่โลก ซึ่งนับวันจะเด็ดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เสรีภาพ ปชต. ของเราก้าวต่อไปข้างหน้า เพื่อเสถียรภาพและสันติภาพ ก้าวไปข้างหน้าเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน (ซ้าย) ผู้นำไต้หวัน เดินทางแวะผ่านนิวยอร์ก เพื่อเยือน ๒ พันธมิตรในอเมริกากลาง
ปธน. ไช่อิงเหวิน ได้กล่าวย้ำก่อนออกเดินทางเยือน 2 พันมิตรว่า “เรากำลังจะออกเดินทางเยือนกัวเตมาลาและเบลิซ ซึ่งจะแวะนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส 3 ปีที่ผ่านมา แม้โควิดจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างไต้หวันกับทั่วโลก ไต้หวันยืนอยู่เคียงข้างหุ้นส่วน ปชต. ทั่วโลกมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงการระบาดของโควิด ได้ยื่นมือทั้งสองออกไป ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ลัทธิอำนาจนิยมขยายตัวออกไป เรายืนอย่างมั่นคงร่วมกัน ปกป้องเสรีภาพและ ปชต.
ปธน. ไช่ฯ กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองโดยชาวไต้หวันในนิวยอร์ก
การเยือนหุ้นส่วน ปชต. เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของไต้หวันที่จะกระชับและเสริมการติดต่อแลกเปลี่ยนกับพันธมิตรให้แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญานอย่างชัดเจน 3 ประการ ได้แก่
1. 1. ไต้หวันจะยืนหยัดในการปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตย เป็นพลังแห่งความดีของสังคมนานาชาติต่อไป ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากการระบาดของโควิด สงครามรัสเซีย- ยูเครน และภัยพิบัติธรรมชาติร้ายแรง ขอแต่เพียงให้ประชาคมโลกต้องการเท่านั้น ไต้หวันก็จะอุทิศแรงกายและแรงใจอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเมื่อไต้หวันต้องประสบกับความยากลำบาก หุ้นส่วนประชาธิปไตย ก็ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือและส่งมอบความรักและความอบอุ่นให้แก่ไต้หวัน
เราจะอาศัยการเยือนในคราวนี้ ขอบคุณหุ้นส่วนประชาธิปไตยที่ร่วมกัน “สนับสนุนไต้หวัน” และจะบอกให้ชาวโลกรู้ว่า ไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย ยืนหยัดปกป้องคุณค่าแห่งเสรีภาพประชาธิปไตย และยิ่งกว่านั้นก็ คือจะเป็นพลังแห่งความดีของประชาคมโลก เพื่อให้พลังวัฎจักรแห่งความดีต่อไปอย่างต่อเนื่อง เสริมความทรหดให้แก่ประชาธิปไตยทั่วโลก
ปธน. ไช่ฯได้รับการต้อนรับจากชาวไ้ต้หวันในนิวยอร์กอย่างอบอุ่น
2 . ในฐานะที่ไต้หวันเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจทั่วโลก และจะแสวงหาการพัฒนาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศพันธมิตรต่อไป
เราจะติดต่อแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรและประเทศที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันทั้งทางด้านเทคนิกการเกษตร การรักษาพยาบาล การสาธารณสุข สิทธิสตรี เศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนความปลอดภัย ของห่วงโซ่อุปทาน รวมมือกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดของโควิด ไต้หวันมีบทบาทที่ไม่อาจขาดได้ของการบูรณาการห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก เราจะยึดกุมโอกาสนี้ให้มั่น เสริมความร่วมมือกับพันธมิตร ร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจทั่วโลกหลังยุคโควิดระบาด
3. ไต้หวันมีความเด็ดเดี่ยวในการก้าวสู่โลก และจะเด็ดเดี่ยวมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ไต้หวันคือไต้หวันของโลก จะนำพาไต้หวันก้าวสู่โลกและให้โลกก้าวสู่ไต้หวัน เป็นเป้าหมายสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล แรงกดดันจากภายนอก จะไม่มีวันสกัดกั้นความเด็ดเดี่ยวที่ไต้หวันจะก้าวสู่โลกได้ เราจะใจเย็น เชื่อมั่นตนเอง ไม่ยอมสยบ และไม่ยั่วยุ
ไต้หวันจะยืนหยัดก้าวสู่เสรีภาพประชาธิปไตยอย่างแน่วแน่ ก้าวสู่โลก แม้ว่าหนทางนี้จะเลี้ยวลดคดเคี้ยว แต่ไต้หวันก็จะไม่โดดเดี่ยว เราจะนำเอาอุดมการณ์นี้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งหลังที่ขาดตอนไปเนื่องจากโควิดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ก้าวสู่เสรีภาพ เสถียรภาพและสันติภาพ ก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ปธน.ไช่ฯ (ซ้าย) ขอบคุณ ปธน. Alejandro Eduardo Giammattei (ขวา) แห่งกัวเตมาลา ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
คณะของประธานาธิบดีไช่อิงเหวินยังประกอบไปด้วยนายหลินเจียหลง (林佳龍) เลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดี นายจางตุนหาน (張惇涵) รองเลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดี นางหลินอวี้ฉาน (林聿禪) โฆษกทำเนียบประธานาธิบดี นายอู๋เจาเซี่ย (吳釗燮) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางสวี่เจียชิง (徐佳青) ประธานคณะกรรมการกิจการชาวจีนโพ้นทะเล นายเฉินเจิ้งฉี (陳正祺) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐการ และนายเฉินเจิ้งเหวิน (陳振文) แพทย์ประจำทำเนียบประธานาธิบดี
กัวแตมาลา สวนสนามต้อนรับการมาเยือนของ ปธน. ไช่อิงเหวิน
๒. สัมภาษณ์พิเศษนาย Robert Pittenger อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ
นาย Robert Pittenger อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน Parliamentary Intelligence-Security Forum ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษอาร์ทีไอย้ำว่า เงื่อนไขของนโยบายการต่างประเทศระหว่างจีนกับไต้หวันของสหรัฐฯ ก็คือ จีนจะใช้วิธีการรุกรานไต้หวันมาแก้ไขสิ่งที่จีนเรียกว่าปัญหาไต้หวันไม่ได้ แต่เขาก็เห็นว่า เงื่อนไขดังกล่าวถูกทางการจีนทำลายทิ้งไปแล้ว ดังนี้น การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน จึงมิใช่จะเป็นไปไม่ได้
จีนพยายามดึงประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันให้หันไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับตนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ดึงฮอนดูรัสที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันมานานกว่า 82 ปีได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้ไต้หวันเหลือประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตเพียง 13 ประเทศ
นาย Robert Pittenger ย้ำว่า สหรัฐฯ กับไต้หวันมิใช่ว่าจะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เขาระบุว่า “ในประเด็นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ สิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับพวกเราก็คือนโยบายต่อจีนและไต้หวันของสหรัฐฯ ความจริงแล้วมีเงื่อนไขอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือจีนจะใช้วิธีการรุกรานไต้หวัน หรือวิธีการที่ไม่ใช่สันติวิธีมาแก้ไขสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าปัญหาไต้หวันไม่ได้ แต่เงื่อนไขนี้ได้ถูกจีนทำลายทิ้งไปแล้ว จีนได้กลายเป็นผู้รุกรานในทุกมิติแล้ว ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐฯ จึงมีทัศนะต่อจีนที่เปลี่ยนไปแล้ว การตัดสินใจในอดีต ซึ่งก็คือการถ่ายโอนการยอมรับ ก็ควรที่จะถูกทำลายทิ้งไปได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับชาวไต้หวันผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งมิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ดี นาย Robert Pittenger ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมา สหรัฐฯ พยายามใช้ทุกวิถีทางที่จะดึงดูดจีน ให้ดำเนินการปฏิรูป แต่ตามการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ในทางความเป็นจริงกลับไม่ได้นำมาซึ่งระบอบเสรีภาพและประชาธิปไตย ในทางตรงข้ามภายใต้การปกครองของสีจิ้นผิงกลับนำมาซึ่งจีนที่ขยายอิทธิพลเผด็จการของตน และยังมีนโยบายรุกรานด้วย เขาวิเคราะห์อีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสหภาพโซเวียตในอดีตหรือรัสเซียในปัจจุบัน หรือกระทั่งกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ จีนนำมาซึ่งภัยคุกคามที่ร้ายแรงมากกว่ามาก เพราะจีนมีพลังเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง มีความสามารถที่จะนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อความปลอดภัยที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น และหากการกดขี่เช่นนี้ของจีนถูกส่งออกและไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการรุกรานขยายอิทธิพลของตนแล้ว รับรองได้ว่าจีนจะนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของทั่วโลกท่ามกลางการก่ออาชญากรรมข้ามชาติและพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินทั่วโลกต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีฮ่องกงเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ “สัญญาณไฟแดง” ได้ลุกสว่างไสวแล้ว เราจึงต้องให้ความสนใจกับภัยคุกคามจากจีน เมื่อคุณเห็นฮ่องกง คุณก็จะเข้าใจได้ถึงธาตุแท้ของการปกครองโดยระบอบเผด็จการของจีนว่าเป็นอย่างไร เดิมฮ่องกงเป็นสังคมที่มีเสรีภาพ ตอนนี้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น นั่นก็หมายความว่า ตอนนี้ สัญญานไฟได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนแล้ว และส่งแสงไฟแดงไปทั่วโลกแล้ว เราจึงหวังว่าทั่วโลกซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ และสมาชิกรัฐสภาประเทศต่าง ๆ จะเล็งเห็นถึงภัยคุกคามเช่นนี้จากจีน
ท่ามกลางภัยคุกคามจากจีนที่เห็นกันอยู่ต่อหน้าต่อตา การรุกรานก็ขยายตัวจากเศรษฐกิจสู่เทคโนโลยี โดยคุณ Robert Pittenger ได้เน้นย้ำว่า Parliamentary Intelligence-Security Forum ที่เขาก่อตั้งขึ้น ก็เพื่อระดมผู้นำจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จับตามองการขยายอิทธิพลของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายอิทธิพลด้านเทคโนโลยี และบอกว่า จีนได้พัฒนาตัวเองกลายเปนลัทธิอำนาจนิยมด้านเทคโนโลยีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีที่มีความทันสมัยที่สุดทุกอย่าง รวมถึง 5G หรือ Quantum computer หรือเงินดิจิทัล ล้วนครอบคลุมถึงความปลอดภัยด้วย ดังนั้น เขาจึงหวังว่า จะอาศัย ฟอรัมเพื่อความปลอดภัยของเขาทำให้ผู้นำทั่วโลกได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงของจีนก็คือ การครอบงำปกครองทั้งโลก และมีอำนาจครอบคลุมทั่วทั้งโลก ส่วนเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการนำไปสู่ความสำเร็จของจีนเท่านั้น
คุณ โรเบิร์ตได้ตั้งความหวังว่า ฟอรั่มที่เขาจัดตั้งขึ้น ในอนาคตจะย้ายมาจัดให้มีขึ้นที่ไทเป เพราะเขาเห็นว่า ไม่เพียงแต่ไทเปเท่านั้นที่เป็นแนวหน้าสุดของไต้หวันในการต่อต้านการขยายอำนาจของจีน การจัดประชุมฟอรั่มนี้เป็นการสนับสนุนเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนที่เป็นตัวแทนในการปกป้องไต้หวัน ดังนั้น จึงมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่ง เขาระบุว่า “เราทราบดีว่า ไต้หวันถูกจีนคุกคามอย่างหนักหน่วงเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นการจัดการประชุมฟอรั่มเพื่อความปลอดภัยนี้ในไต้หวัน จึงเป็นการยอมรับรัฐบาลและประชาชนไต้หวันที่ร่วมกันปกป้องประเทศชาติของตน และบ้านเกิดเมืองนอนของตน ความพยายามทุกอย่าง ในด้านการป้องกันประเทศและการปกป้องไต้หวัน เรายืนอยู่เคียงข้างไต้หวัน มันไม่เพียงแค่ปกป้องไต้หวันเท่านั้น แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการปกป้องไต้หวันก็คือการเสริมให้ประเทศต่าง ๆ ให้การสนับสนุนต่อไต้หวันที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น รวมถึงเสรีภาพและสิทธมนุษยชน ต้องไปเข้าใจภัยคุกคามที่ไต้หวันกำลังเผชิญอยู่ และแสวงหาความร่วมมือทั่วโลก”
ส่วนความคาดหวังต่ออนาคตของจีนนั้น ในฐานะที่เขาเป็นคริสต์ศาสนิกชนผู้เคร่งครัด ได้ระบุว่า ความจริงแล้ว คนจีนเป็นชนชาติที่มีความเป็นมิตรเป็นอย่างมาก เพียงแต่ว่าถูกนายสีจิ้นผิงกดขี่ข่มเหงมาโดยตลอด ซึ่งสิ่งนี้จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ความจริงชาวจริงต้องพระเจ้า เขาหวังว่าจะอาศัยแนวคิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา ให้ชาวจีนทั้งหลายสามารถแสวงหามโนจิตของตนกลับคืนมาได้ สรรสร้างสังคมจีนที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น
นาย Robert Pittenger อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ
By , Rti๑. ผู้นำไต้หวันย้ำเยือนพันธมิตรส่งสัญญานสำคัญ 3 ประการ
เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2566 ปธน. ไช่อิงเหวิน ออกเดินทางเยือน 2 พันธมิตร ได้แก่ กัวเตมาลา และเบลิซ 9 คืน 10 วัน โดยตั้งชื่อการเยือนครั้งนี้ว่า “การเยือนหุ้นส่วนประชาธิปไตย เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” และก่อนออกเดินทาง ปธน. ไช่ฯ ได้แถลงข่าวระบุการเยือน ตปท. ในครั้งนี้ เพื่อเสริมสัมพันธ์และความร่วมมือกับมิตรประเทศของไต้หวันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องการส่งสัญญาน 3 ประการ ได้แก่ 1. ไต้หวันยืนหยัดในการปกป้องคุณค่าแห่งเสรีภาพประชาธิปไตย เป็นพลังแห่งความดีของสังคมโลกต่อไป 2. ในฐานะที่ไต้หวันเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก ไต้หวันจะพยายามแสวงหาการพัฒนาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับพันธมิตรของไต้หวัน และ 3. ไต้หวันมีความเด็ดเดี่ยวที่จะก้าวสู่โลก ซึ่งนับวันจะเด็ดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เสรีภาพ ปชต. ของเราก้าวต่อไปข้างหน้า เพื่อเสถียรภาพและสันติภาพ ก้าวไปข้างหน้าเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน (ซ้าย) ผู้นำไต้หวัน เดินทางแวะผ่านนิวยอร์ก เพื่อเยือน ๒ พันธมิตรในอเมริกากลาง
ปธน. ไช่อิงเหวิน ได้กล่าวย้ำก่อนออกเดินทางเยือน 2 พันมิตรว่า “เรากำลังจะออกเดินทางเยือนกัวเตมาลาและเบลิซ ซึ่งจะแวะนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส 3 ปีที่ผ่านมา แม้โควิดจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างไต้หวันกับทั่วโลก ไต้หวันยืนอยู่เคียงข้างหุ้นส่วน ปชต. ทั่วโลกมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงการระบาดของโควิด ได้ยื่นมือทั้งสองออกไป ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ลัทธิอำนาจนิยมขยายตัวออกไป เรายืนอย่างมั่นคงร่วมกัน ปกป้องเสรีภาพและ ปชต.
ปธน. ไช่ฯ กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองโดยชาวไต้หวันในนิวยอร์ก
การเยือนหุ้นส่วน ปชต. เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของไต้หวันที่จะกระชับและเสริมการติดต่อแลกเปลี่ยนกับพันธมิตรให้แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญานอย่างชัดเจน 3 ประการ ได้แก่
1. 1. ไต้หวันจะยืนหยัดในการปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตย เป็นพลังแห่งความดีของสังคมนานาชาติต่อไป ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากการระบาดของโควิด สงครามรัสเซีย- ยูเครน และภัยพิบัติธรรมชาติร้ายแรง ขอแต่เพียงให้ประชาคมโลกต้องการเท่านั้น ไต้หวันก็จะอุทิศแรงกายและแรงใจอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเมื่อไต้หวันต้องประสบกับความยากลำบาก หุ้นส่วนประชาธิปไตย ก็ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือและส่งมอบความรักและความอบอุ่นให้แก่ไต้หวัน
เราจะอาศัยการเยือนในคราวนี้ ขอบคุณหุ้นส่วนประชาธิปไตยที่ร่วมกัน “สนับสนุนไต้หวัน” และจะบอกให้ชาวโลกรู้ว่า ไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย ยืนหยัดปกป้องคุณค่าแห่งเสรีภาพประชาธิปไตย และยิ่งกว่านั้นก็ คือจะเป็นพลังแห่งความดีของประชาคมโลก เพื่อให้พลังวัฎจักรแห่งความดีต่อไปอย่างต่อเนื่อง เสริมความทรหดให้แก่ประชาธิปไตยทั่วโลก
ปธน. ไช่ฯได้รับการต้อนรับจากชาวไ้ต้หวันในนิวยอร์กอย่างอบอุ่น
2 . ในฐานะที่ไต้หวันเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจทั่วโลก และจะแสวงหาการพัฒนาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศพันธมิตรต่อไป
เราจะติดต่อแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรและประเทศที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันทั้งทางด้านเทคนิกการเกษตร การรักษาพยาบาล การสาธารณสุข สิทธิสตรี เศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนความปลอดภัย ของห่วงโซ่อุปทาน รวมมือกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดของโควิด ไต้หวันมีบทบาทที่ไม่อาจขาดได้ของการบูรณาการห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก เราจะยึดกุมโอกาสนี้ให้มั่น เสริมความร่วมมือกับพันธมิตร ร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจทั่วโลกหลังยุคโควิดระบาด
3. ไต้หวันมีความเด็ดเดี่ยวในการก้าวสู่โลก และจะเด็ดเดี่ยวมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ไต้หวันคือไต้หวันของโลก จะนำพาไต้หวันก้าวสู่โลกและให้โลกก้าวสู่ไต้หวัน เป็นเป้าหมายสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล แรงกดดันจากภายนอก จะไม่มีวันสกัดกั้นความเด็ดเดี่ยวที่ไต้หวันจะก้าวสู่โลกได้ เราจะใจเย็น เชื่อมั่นตนเอง ไม่ยอมสยบ และไม่ยั่วยุ
ไต้หวันจะยืนหยัดก้าวสู่เสรีภาพประชาธิปไตยอย่างแน่วแน่ ก้าวสู่โลก แม้ว่าหนทางนี้จะเลี้ยวลดคดเคี้ยว แต่ไต้หวันก็จะไม่โดดเดี่ยว เราจะนำเอาอุดมการณ์นี้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งหลังที่ขาดตอนไปเนื่องจากโควิดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ก้าวสู่เสรีภาพ เสถียรภาพและสันติภาพ ก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ปธน.ไช่ฯ (ซ้าย) ขอบคุณ ปธน. Alejandro Eduardo Giammattei (ขวา) แห่งกัวเตมาลา ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
คณะของประธานาธิบดีไช่อิงเหวินยังประกอบไปด้วยนายหลินเจียหลง (林佳龍) เลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดี นายจางตุนหาน (張惇涵) รองเลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดี นางหลินอวี้ฉาน (林聿禪) โฆษกทำเนียบประธานาธิบดี นายอู๋เจาเซี่ย (吳釗燮) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางสวี่เจียชิง (徐佳青) ประธานคณะกรรมการกิจการชาวจีนโพ้นทะเล นายเฉินเจิ้งฉี (陳正祺) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐการ และนายเฉินเจิ้งเหวิน (陳振文) แพทย์ประจำทำเนียบประธานาธิบดี
กัวแตมาลา สวนสนามต้อนรับการมาเยือนของ ปธน. ไช่อิงเหวิน
๒. สัมภาษณ์พิเศษนาย Robert Pittenger อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ
นาย Robert Pittenger อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน Parliamentary Intelligence-Security Forum ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษอาร์ทีไอย้ำว่า เงื่อนไขของนโยบายการต่างประเทศระหว่างจีนกับไต้หวันของสหรัฐฯ ก็คือ จีนจะใช้วิธีการรุกรานไต้หวันมาแก้ไขสิ่งที่จีนเรียกว่าปัญหาไต้หวันไม่ได้ แต่เขาก็เห็นว่า เงื่อนไขดังกล่าวถูกทางการจีนทำลายทิ้งไปแล้ว ดังนี้น การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน จึงมิใช่จะเป็นไปไม่ได้
จีนพยายามดึงประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันให้หันไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับตนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ดึงฮอนดูรัสที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันมานานกว่า 82 ปีได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้ไต้หวันเหลือประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตเพียง 13 ประเทศ
นาย Robert Pittenger ย้ำว่า สหรัฐฯ กับไต้หวันมิใช่ว่าจะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เขาระบุว่า “ในประเด็นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ สิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับพวกเราก็คือนโยบายต่อจีนและไต้หวันของสหรัฐฯ ความจริงแล้วมีเงื่อนไขอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือจีนจะใช้วิธีการรุกรานไต้หวัน หรือวิธีการที่ไม่ใช่สันติวิธีมาแก้ไขสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าปัญหาไต้หวันไม่ได้ แต่เงื่อนไขนี้ได้ถูกจีนทำลายทิ้งไปแล้ว จีนได้กลายเป็นผู้รุกรานในทุกมิติแล้ว ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐฯ จึงมีทัศนะต่อจีนที่เปลี่ยนไปแล้ว การตัดสินใจในอดีต ซึ่งก็คือการถ่ายโอนการยอมรับ ก็ควรที่จะถูกทำลายทิ้งไปได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับชาวไต้หวันผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งมิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ดี นาย Robert Pittenger ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมา สหรัฐฯ พยายามใช้ทุกวิถีทางที่จะดึงดูดจีน ให้ดำเนินการปฏิรูป แต่ตามการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ในทางความเป็นจริงกลับไม่ได้นำมาซึ่งระบอบเสรีภาพและประชาธิปไตย ในทางตรงข้ามภายใต้การปกครองของสีจิ้นผิงกลับนำมาซึ่งจีนที่ขยายอิทธิพลเผด็จการของตน และยังมีนโยบายรุกรานด้วย เขาวิเคราะห์อีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสหภาพโซเวียตในอดีตหรือรัสเซียในปัจจุบัน หรือกระทั่งกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ จีนนำมาซึ่งภัยคุกคามที่ร้ายแรงมากกว่ามาก เพราะจีนมีพลังเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง มีความสามารถที่จะนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อความปลอดภัยที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น และหากการกดขี่เช่นนี้ของจีนถูกส่งออกและไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการรุกรานขยายอิทธิพลของตนแล้ว รับรองได้ว่าจีนจะนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของทั่วโลกท่ามกลางการก่ออาชญากรรมข้ามชาติและพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินทั่วโลกต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีฮ่องกงเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ “สัญญาณไฟแดง” ได้ลุกสว่างไสวแล้ว เราจึงต้องให้ความสนใจกับภัยคุกคามจากจีน เมื่อคุณเห็นฮ่องกง คุณก็จะเข้าใจได้ถึงธาตุแท้ของการปกครองโดยระบอบเผด็จการของจีนว่าเป็นอย่างไร เดิมฮ่องกงเป็นสังคมที่มีเสรีภาพ ตอนนี้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น นั่นก็หมายความว่า ตอนนี้ สัญญานไฟได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนแล้ว และส่งแสงไฟแดงไปทั่วโลกแล้ว เราจึงหวังว่าทั่วโลกซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ และสมาชิกรัฐสภาประเทศต่าง ๆ จะเล็งเห็นถึงภัยคุกคามเช่นนี้จากจีน
ท่ามกลางภัยคุกคามจากจีนที่เห็นกันอยู่ต่อหน้าต่อตา การรุกรานก็ขยายตัวจากเศรษฐกิจสู่เทคโนโลยี โดยคุณ Robert Pittenger ได้เน้นย้ำว่า Parliamentary Intelligence-Security Forum ที่เขาก่อตั้งขึ้น ก็เพื่อระดมผู้นำจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จับตามองการขยายอิทธิพลของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายอิทธิพลด้านเทคโนโลยี และบอกว่า จีนได้พัฒนาตัวเองกลายเปนลัทธิอำนาจนิยมด้านเทคโนโลยีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีที่มีความทันสมัยที่สุดทุกอย่าง รวมถึง 5G หรือ Quantum computer หรือเงินดิจิทัล ล้วนครอบคลุมถึงความปลอดภัยด้วย ดังนั้น เขาจึงหวังว่า จะอาศัย ฟอรัมเพื่อความปลอดภัยของเขาทำให้ผู้นำทั่วโลกได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงของจีนก็คือ การครอบงำปกครองทั้งโลก และมีอำนาจครอบคลุมทั่วทั้งโลก ส่วนเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการนำไปสู่ความสำเร็จของจีนเท่านั้น
คุณ โรเบิร์ตได้ตั้งความหวังว่า ฟอรั่มที่เขาจัดตั้งขึ้น ในอนาคตจะย้ายมาจัดให้มีขึ้นที่ไทเป เพราะเขาเห็นว่า ไม่เพียงแต่ไทเปเท่านั้นที่เป็นแนวหน้าสุดของไต้หวันในการต่อต้านการขยายอำนาจของจีน การจัดประชุมฟอรั่มนี้เป็นการสนับสนุนเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนที่เป็นตัวแทนในการปกป้องไต้หวัน ดังนั้น จึงมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่ง เขาระบุว่า “เราทราบดีว่า ไต้หวันถูกจีนคุกคามอย่างหนักหน่วงเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นการจัดการประชุมฟอรั่มเพื่อความปลอดภัยนี้ในไต้หวัน จึงเป็นการยอมรับรัฐบาลและประชาชนไต้หวันที่ร่วมกันปกป้องประเทศชาติของตน และบ้านเกิดเมืองนอนของตน ความพยายามทุกอย่าง ในด้านการป้องกันประเทศและการปกป้องไต้หวัน เรายืนอยู่เคียงข้างไต้หวัน มันไม่เพียงแค่ปกป้องไต้หวันเท่านั้น แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการปกป้องไต้หวันก็คือการเสริมให้ประเทศต่าง ๆ ให้การสนับสนุนต่อไต้หวันที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น รวมถึงเสรีภาพและสิทธมนุษยชน ต้องไปเข้าใจภัยคุกคามที่ไต้หวันกำลังเผชิญอยู่ และแสวงหาความร่วมมือทั่วโลก”
ส่วนความคาดหวังต่ออนาคตของจีนนั้น ในฐานะที่เขาเป็นคริสต์ศาสนิกชนผู้เคร่งครัด ได้ระบุว่า ความจริงแล้ว คนจีนเป็นชนชาติที่มีความเป็นมิตรเป็นอย่างมาก เพียงแต่ว่าถูกนายสีจิ้นผิงกดขี่ข่มเหงมาโดยตลอด ซึ่งสิ่งนี้จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ความจริงชาวจริงต้องพระเจ้า เขาหวังว่าจะอาศัยแนวคิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา ให้ชาวจีนทั้งหลายสามารถแสวงหามโนจิตของตนกลับคืนมาได้ สรรสร้างสังคมจีนที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น
นาย Robert Pittenger อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ