
Sign up to save your podcasts
Or


ระฆังยกแรกดังขึ้น คู่สมัครของแต่ละพรรคคะแนนนิยมเป็นอย่างไร? ใครนำใคร?
เหม่ยลี่ต่าวเตี้ยนจื่อเป้า”สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในไต้หวัน ที่สำรวจคะแนนนิยมของบุคคลต่าง ๆ และนักการเมืองในไต้หวันเป็นประจำ รวมทั้งสำรวจคะแนนนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ในไต้หวัน ได้เปิดเผยผลการสำรวจครั้งที่ 80 ของการสำรวจคะแนนนิยมการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 28 29 และ 30 ปรากฎว่า คู่สมัครจากพรรค DPP ได้แก่รองประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ สมัครคู่กับนางสาวเซียวเหม่ยฉิน ยังคงมีคะแนนนำโด่งคู่แข่งจากสองพรรค โดยมีคะแนนนิยม 37.1% ส่วนคู่สมัครจากพรรคก๊กมินตั๋งคือนายโหวโหย่วอี๋กับนายจ้าวเส้าคัง ตามมาเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 30.5% ในขณะที่คู่สมัครจากพรรค TPP ได้แก่นายเคอเหวินเจ๋อกับนางอู๋ซินอิ๋ง ตามมาห่าง ๆ และร่วงลงต่ำกว่า 20% โดยมีเพียง 17.5% เท่านั้น
หากเปรียบเทียบผลการสำรวจของสำนักเดียวกัน พบว่า คะแนนนิยมของ ไล่ฯ + เซียว ขยับขึ้น 0.8% โหวฯ + จ้าวฯ ลดลง 0.5% และคู่สมัครของ เคอฯ + อู๋ฯ ก็ลดลง 0.5% อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้ ยังอยู่ในระดับของความคลาดเคลื่อน +-3% จึงอาจกล่าวได้ว่าคะแนนนิยมของแต่ละคู่สมัครยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
สำหรับในส่วนของการสำรวจผู้ต้องการให้มีการเปลี่ยนพรรคการเมืองเป็นพรรครัฐบาล ก็พบว่า กลุ่มที่สนับสนุนให้พรรค DPP เป็นรัฐบาลต่อไปมีสูงถึง 31.4% ส่วนผู้สนับสนุนให้พรรคก๊กมินตั๋งเป็นรัฐบาลก็มีถึง 28% สนับสนุนพรรค TPP 15%
การสำรวจดังกล่าว จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 พ.ย. สำรวจผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งวัย 20 ปีขึ้นไปทั่วไต้หวัน โดยการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์จากคอมพิวเตอร์ รวม 1348 ตัวอย่าง ความน่าเชื่อถือ 95% คลาดเคลื่อน +-2.7% “
สัมภาษณ์พิเศษประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน The New York Times ในโอกาสจัดกิจกรรม 「DealBook Summit」
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ The New York Times ในโอกาสจัดกิจกรรม 「DealBook Summit」ในหลายประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ อาทิ ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
กิจกรรม 「DealBook Summit」 เป็นกิจกรรมประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของนิวยอร์กไทม์ส โดยเชิญบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดทั้งทางด้านการเมือง ธุรกิจ และวัฒนธรรม ตลอดจนผู้นำในด้านความคิดต่าง ๆ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความคิดเห็น
กิจกรรมในครั้งนี้จัดให้มีขึ้นเมื่อ 29 พ.ย. ณ ศูนย์ลินคอน์น นิวยอร์ก โดยรองประธานาธิบดีKamala Harris นายKevin McCarthy อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร นาย Elon Musk ผู้ก่อตั้งเทสล่า และนาย Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท NVIDIA ซึ่งได้รับสมญาว่า เจ้าพ่อ AI ระดับโลก เข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแสดงความคิดเห็น
บทสัมภาษณ์พิเศษดังกล่าว ได้เริ่มต้นที่ประเด็นการประชุมผู้นำเศรษฐกิจ เอเปก ซึ่งเพิ่งปิดฉากลงไปสดร้อน โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงที่จีนจะใช้กองทัพรุกล้ำไต้หวัน หลังการพบหารือกันระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับนายสีจิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งประธานาธิบดีไช่อิงเหวินได้กล่าวตอบด้วยความเชื่อมั่นว่า แม้ไต้หวันกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางทหาร และการเคลื่อนไหวทางทหารบริเวณพื้นที่สีเทา การโจมตีทางไซเบอร์ ตลอดจนการควบคุมข่าวสารต่าง ๆ จากจีนก็ตาม เมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามเหล่านี้ ชาวไต้หวันก็ยังคงนิ่งไม่สะทกสะท้าน แต่ก็มีการวิจารณ์กระทั่งเห็นว่าไต้หวันอาจจะ “ใจเย็นมากเกินไป”แต่ความจริง ชาวไต้หวันเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างดี ซึ่งไต้หวันจะพยายามอย่างสุดความสามาถในเสริมกำลังป้องกันและความทรหดของสังคม
ท่านประธานาธิบดีไช่ฯ ระบุว่า เราทราบดีว่า มีผู้คนจำนวนมากกำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับตารางเวลาที่อาจเกิดขึ้น และในการพบหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำจีน เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสีฯ ได้ตอบข้อซักถามในเรื่องนี้อย่างชัดแจ้งแล้ว ซึ่งประธานาธิบดีไช่ฯ เห็นว่าสังคมประชาคมโลกมีฉัทามติร่วมกันแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันที่มีเสถียรภาพและสันติภาพเป็นผลประโยชน์ร่วมที่ดีที่สุดของทุกฝ่าย ด้วยเหตุนี้ หุ้นส่วนที่มีแนวความคิดใกล้เคียงกัน ร่วมกันควบคุมความเสี่ยงบนช่องแคบไต้หวันก็มีความคืบหน้าไปมาก ความคืบหน้าเหล่านี้ เห็นได้จากการออกแถลงการณ์ร่วมเป็นจำนวนมากหลังการพบหารือแบบทวิภาคีระหว่างประเทศต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา อาทิ “การประชุมสุดยอด Camp David และการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม จี7 ที่โตเกียว
ผู้สื่อข่าวยังได้ซักถามว่า ผู้นำจีนได้ย้ำจุดประสงค์ของตนที่ต้องการรวมไต้หวัน แต่เขาหวังที่จะรวมอย่างสันติ หากเกิดขึ้นจริง ประธานาธิบดีไช่ฯ จะทำอย่างไร? ซึ่งผู้นำไต้หวันได้ตอบว่า ตอนนี้ ผู้นำจีนต้องเผชิญกับปัญหาภายในร้อยแปดพันประการ ซึ่งตนเห็นว่า ณ ปัจจุบัน ยังไม่ใช่โอกาสที่พวกเขาจะมาพิจารณาว่าจะใช้กำลังทหารรุกล้ำไต้หวันอย่างขนานใหญ่ สิ่งที่จีนกำลังเผชิญนอกจากปัญหาเศรษฐกิจ ภาคการเงิน และความท้าทายทางการเมืองแล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับกระแสเรียกร้องในประชาคมโลกที่ส่งเสียงดังกึกก้องว่า สงครามมิใช่ทางเลือก สันติภาพและเสถียรภาพเป็นผลประโยชน์รวมกันของผู้คนทั้งโลก
ส่วนทางด้านอุตสาหกรรมแผ่นชิปไต้หวันที่มีความสำคัญต่อทั่วโลก ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ก็ได้พยายามส่งเสริมให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตเข้าไปในสหรัฐฯ จะส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ยุทธศาสตร์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ และจะส่งผลระยะยาวอย่างไร ผู้นำไต้หวันได้ชี้แจงว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ไต้หวันได้โยกย้ายการผลิตแผ่นชิปส่วนหนึ่งไปยังสหรัฐฯ ก็พื่อช่วยเหลือพันธมิตรของเราในการเสริมสร้างคลัสเตอร์การผลิต ห่วงโซ่อุปทานให้มีความทรหด ขณะเดียวกันก็ยังสามารถอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านทรัพยากรมนุษย์และบุคลากร
ผู้สื่อข่าวได้ซักถามผู้นำไต้หวันเพิ่มเติมว่า ในระยะยาวอาจทำให้คุณค่าของไต้หวันที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันลดน้อยถอยหลัง ซึ่งหากจีนใช้กำลังทหารรุกล้ำไต้หวัน สหรัฐฯ ก็ยิ่งอาจจะไม่ช่วยปกป้องไต้หวัน หรือมีปฏิบัติการที่กระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น ผู้นำไต้หวันได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า คุณค่าของไต้หวันมิใช่มีเพียงด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เท่านั้น แต่ประเทศอื่น ๆ ไม่อาจที่จะมีคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์เพื่อเข้าแทนที่ไต้หวันได้ ด้วยเหตุนี้ ไต้หวันจึงเชื่อมั่นว่า ประเทศอื่นหรือเขตอื่นไม่อาจที่จะเข้าแทนที่ความสำคัญของอุตสาหกรรมและกำลังผลิตของไต้หวันได้
ผู้นำไต้หวันกล่าวถึงชาวอเมริกันที่ให้ความสนใจความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้นว่า แม้ในปัจจุบันฝ่ายต่าง ๆ จะมีความเข้าใจต่อการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีที่สุดต่อไต้หวันที่แตกต่างกัน แต่ผู้นำไต้หวันต้องขอย้ำว่า ประการแรก ชาวไต้หวันขอบคุณจากใจต่อการที่สหรัฐฯ ยืนหยัดสนับสนุนไต้หวันอย่างเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งมาเป็นเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา ประการที่ 2 ชาวไต้หวันยืนหยัดป้องกันปกป้องประเทศชาติด้วยตนเอง และทราบดีว่านี่เป็นภารกิจที่ต้องปกป้องชาติบ้านเมืองของตนเอง การสนับสนุนของสหรัฐฯ นอกจากผ่านการออกแถลงการณ์แล้ว ไต้หวันกับสหรัฐฯ ยังมีความร่วมมือในหลายมิติอย่างหลากหลาย ทุบสถิติที่เคยมีมา นอกจากนี้ ยังมีแผนการอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคง สนับสนุนไต้หวันให้สามารถเผชิญหน้ากับความท้าทาย
นอกจากจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แล้ว เมื่อส่องออกไปให้ทั่ว ๆ ทั่วโลก จะเห็นได้ว่า ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับไต้หวันมากยิ่งขึ้นทุกขณะ ชาวโลกต่างเริ่มมองเห็นแล้วว่า เสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพของโลก ซึ่งเป็นความพยายามเรียกร้องอย่างเต็มที่ของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ทั่วโลกสนับสนุนไต้หวัน
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นบทพิเศษได้อย่างดีถึงการที่ไต้หวันได้รับการสนับสนุนจากพรรการเมืองต่าง ๆ และบุคคลจากวงการต่าง ๆ ในสหรัฐฯ และไต้หวันก็มีความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งต่อคำมั่นสัญญาที่สหรัฐฯ ให้ไว้ว่าจะปกป้องเสรีภาพและเปิดกว้างของอินโดแปซิฟิก
ส่วนท่าทีต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครนและสงครามอิสราเอล-ฮามาส ผู้นำไต้หวันระบุว่า ไต้หวันติดตามสถานการณ์สงครามเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ในฐานะประธานาธิบดี อยากจะบอกว่า การปกป้องประชาธิปไตย เสรีภาพและการใช้ชีวิตอย่างเสรีของชาวไต้หวัน เป็นหน้าที่อันดับแรกของตนตลอดไป สำหรับไต้หวันแล้ว ตนเห็นว่าเสียงสนับสนุนไต้หวันของประชาคมโลกยังคงมั่นคงแน่วแน่ กระทั่งแนบแน่นมั่นคงมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาอีกด้วย
ตนต้องขอขอบคุณสหรัฐฯ ที่ย้ำอยู่ตอลดเวลาว่า ความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนกับไต้หวันมั่นคงแน่วและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานแต่ก็ยังคงมั่นคงเหมือนเดิม และให้ความสำคัญกับภาคพื้นอินโดแปซิฟิกต่อเนื่อง โดยที่เหตุการณ์ในภูมิภาคอื่น ๆ ไม่อาจส่งผลกระทบต่อท่าทีของสหรัฐฯ ได้ แถลงการณ์ของ G7 เมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาก็ได้ย้ำถึงความปลอดภัยของไต้หวันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความปลอดภัยของโลก สงครามยูเครนและสงครามในตะวันออกกลางทำให้ไต้หวันเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การป้องกันมิให้เกิดสงครามถือเป็นนโยบายสูงสุดของรัฐบาล และเพื่อป้องกันมิให้เกิดสงครามขึ้น การแสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยวของพลังในการปกป้องตนเอง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน เราก็ต้องจำขึ้นใจว่า การรับมือกับการรุกรานจากลัทธิอำนาจนิยม ลัทธิก่อการร้าย และลัทธิผด็จการ จำเป็นต้องอาศัยความพยายามร่วมกับหุ้นส่วนและพันธมิตรที่มีอยู่ทั้งหมด
ส่วนประเด็นการป้องกันการแทรกแซงการเลือกตั้งจากจีน ผู้นำไต้หวันเห็นว่า การแทรกแซงการเลือกตั้งไต้หวันของจีนมิใช่เป็นความลับอีกต่อไป จีนต้องการให้ชาวไต้หวันรู้ว่าผู้สมัครคนใดที่จีนชื่นชอบ แต่การแทรกแซงของจีนไม่มีวันประสบความสำเร็จ ที่สำคัญเป็นเพราะว่า ไต้หวันเป็นสังคมประชาธิปไตย ประชาชนจะตัดสินใจที่ดีที่สุด เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของตน ส่วนจีนก็จะพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งไต้หวัน เพื่อให้บุคคลที่ตนชื่นชอบได้รับการเลือกตั้ง
ความจริงแล้วเริ่มตั้งแต่ปี 1996 ที่ไต้หวันมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงเป็นครั้งแรก จีนก็พยายามแสดงอิทธิพลของตน ไม่ว่าจะเป็นคุกคามทางทหารหรือการกดดันทางเศรษฐกิจ ชาวไต้หวันคงไม่รู้สึกแปลกใหม่กับการอาศัยสื่อดั้งเดิม สื่อโซเชียลของจีน ทีได้พยายามทำสงครามจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับในส่วนของไต้หวันก็ต้องพยายามเสริมความทรหดของระบอบประชาธิปไตย สิ่งหนึ่งก็คือเสริมความสามัคคีและความเชื่อมั่นของโซเชียลมีเดิยต่าง ๆ จึงจะสามารถต้านข่าวปลอมได้ ตลอดจนการสร้างอิทธิพลต่อการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในไต้หวัน เมื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อต่อพลังแห่งประชาธิปไตย ไต้หวันก็จะสามารถตอบโต้การแทรกแซงการเลือกตั้งอย่างได้ผล
By , Rtiระฆังยกแรกดังขึ้น คู่สมัครของแต่ละพรรคคะแนนนิยมเป็นอย่างไร? ใครนำใคร?
เหม่ยลี่ต่าวเตี้ยนจื่อเป้า”สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในไต้หวัน ที่สำรวจคะแนนนิยมของบุคคลต่าง ๆ และนักการเมืองในไต้หวันเป็นประจำ รวมทั้งสำรวจคะแนนนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ในไต้หวัน ได้เปิดเผยผลการสำรวจครั้งที่ 80 ของการสำรวจคะแนนนิยมการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 28 29 และ 30 ปรากฎว่า คู่สมัครจากพรรค DPP ได้แก่รองประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ สมัครคู่กับนางสาวเซียวเหม่ยฉิน ยังคงมีคะแนนนำโด่งคู่แข่งจากสองพรรค โดยมีคะแนนนิยม 37.1% ส่วนคู่สมัครจากพรรคก๊กมินตั๋งคือนายโหวโหย่วอี๋กับนายจ้าวเส้าคัง ตามมาเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 30.5% ในขณะที่คู่สมัครจากพรรค TPP ได้แก่นายเคอเหวินเจ๋อกับนางอู๋ซินอิ๋ง ตามมาห่าง ๆ และร่วงลงต่ำกว่า 20% โดยมีเพียง 17.5% เท่านั้น
หากเปรียบเทียบผลการสำรวจของสำนักเดียวกัน พบว่า คะแนนนิยมของ ไล่ฯ + เซียว ขยับขึ้น 0.8% โหวฯ + จ้าวฯ ลดลง 0.5% และคู่สมัครของ เคอฯ + อู๋ฯ ก็ลดลง 0.5% อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้ ยังอยู่ในระดับของความคลาดเคลื่อน +-3% จึงอาจกล่าวได้ว่าคะแนนนิยมของแต่ละคู่สมัครยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
สำหรับในส่วนของการสำรวจผู้ต้องการให้มีการเปลี่ยนพรรคการเมืองเป็นพรรครัฐบาล ก็พบว่า กลุ่มที่สนับสนุนให้พรรค DPP เป็นรัฐบาลต่อไปมีสูงถึง 31.4% ส่วนผู้สนับสนุนให้พรรคก๊กมินตั๋งเป็นรัฐบาลก็มีถึง 28% สนับสนุนพรรค TPP 15%
การสำรวจดังกล่าว จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 พ.ย. สำรวจผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งวัย 20 ปีขึ้นไปทั่วไต้หวัน โดยการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์จากคอมพิวเตอร์ รวม 1348 ตัวอย่าง ความน่าเชื่อถือ 95% คลาดเคลื่อน +-2.7% “
สัมภาษณ์พิเศษประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน The New York Times ในโอกาสจัดกิจกรรม 「DealBook Summit」
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ The New York Times ในโอกาสจัดกิจกรรม 「DealBook Summit」ในหลายประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ อาทิ ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
กิจกรรม 「DealBook Summit」 เป็นกิจกรรมประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของนิวยอร์กไทม์ส โดยเชิญบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดทั้งทางด้านการเมือง ธุรกิจ และวัฒนธรรม ตลอดจนผู้นำในด้านความคิดต่าง ๆ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความคิดเห็น
กิจกรรมในครั้งนี้จัดให้มีขึ้นเมื่อ 29 พ.ย. ณ ศูนย์ลินคอน์น นิวยอร์ก โดยรองประธานาธิบดีKamala Harris นายKevin McCarthy อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร นาย Elon Musk ผู้ก่อตั้งเทสล่า และนาย Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท NVIDIA ซึ่งได้รับสมญาว่า เจ้าพ่อ AI ระดับโลก เข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแสดงความคิดเห็น
บทสัมภาษณ์พิเศษดังกล่าว ได้เริ่มต้นที่ประเด็นการประชุมผู้นำเศรษฐกิจ เอเปก ซึ่งเพิ่งปิดฉากลงไปสดร้อน โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงที่จีนจะใช้กองทัพรุกล้ำไต้หวัน หลังการพบหารือกันระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับนายสีจิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งประธานาธิบดีไช่อิงเหวินได้กล่าวตอบด้วยความเชื่อมั่นว่า แม้ไต้หวันกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางทหาร และการเคลื่อนไหวทางทหารบริเวณพื้นที่สีเทา การโจมตีทางไซเบอร์ ตลอดจนการควบคุมข่าวสารต่าง ๆ จากจีนก็ตาม เมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามเหล่านี้ ชาวไต้หวันก็ยังคงนิ่งไม่สะทกสะท้าน แต่ก็มีการวิจารณ์กระทั่งเห็นว่าไต้หวันอาจจะ “ใจเย็นมากเกินไป”แต่ความจริง ชาวไต้หวันเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างดี ซึ่งไต้หวันจะพยายามอย่างสุดความสามาถในเสริมกำลังป้องกันและความทรหดของสังคม
ท่านประธานาธิบดีไช่ฯ ระบุว่า เราทราบดีว่า มีผู้คนจำนวนมากกำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับตารางเวลาที่อาจเกิดขึ้น และในการพบหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำจีน เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสีฯ ได้ตอบข้อซักถามในเรื่องนี้อย่างชัดแจ้งแล้ว ซึ่งประธานาธิบดีไช่ฯ เห็นว่าสังคมประชาคมโลกมีฉัทามติร่วมกันแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันที่มีเสถียรภาพและสันติภาพเป็นผลประโยชน์ร่วมที่ดีที่สุดของทุกฝ่าย ด้วยเหตุนี้ หุ้นส่วนที่มีแนวความคิดใกล้เคียงกัน ร่วมกันควบคุมความเสี่ยงบนช่องแคบไต้หวันก็มีความคืบหน้าไปมาก ความคืบหน้าเหล่านี้ เห็นได้จากการออกแถลงการณ์ร่วมเป็นจำนวนมากหลังการพบหารือแบบทวิภาคีระหว่างประเทศต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา อาทิ “การประชุมสุดยอด Camp David และการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม จี7 ที่โตเกียว
ผู้สื่อข่าวยังได้ซักถามว่า ผู้นำจีนได้ย้ำจุดประสงค์ของตนที่ต้องการรวมไต้หวัน แต่เขาหวังที่จะรวมอย่างสันติ หากเกิดขึ้นจริง ประธานาธิบดีไช่ฯ จะทำอย่างไร? ซึ่งผู้นำไต้หวันได้ตอบว่า ตอนนี้ ผู้นำจีนต้องเผชิญกับปัญหาภายในร้อยแปดพันประการ ซึ่งตนเห็นว่า ณ ปัจจุบัน ยังไม่ใช่โอกาสที่พวกเขาจะมาพิจารณาว่าจะใช้กำลังทหารรุกล้ำไต้หวันอย่างขนานใหญ่ สิ่งที่จีนกำลังเผชิญนอกจากปัญหาเศรษฐกิจ ภาคการเงิน และความท้าทายทางการเมืองแล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับกระแสเรียกร้องในประชาคมโลกที่ส่งเสียงดังกึกก้องว่า สงครามมิใช่ทางเลือก สันติภาพและเสถียรภาพเป็นผลประโยชน์รวมกันของผู้คนทั้งโลก
ส่วนทางด้านอุตสาหกรรมแผ่นชิปไต้หวันที่มีความสำคัญต่อทั่วโลก ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ก็ได้พยายามส่งเสริมให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตเข้าไปในสหรัฐฯ จะส่งกระทบต่อความสัมพันธ์ยุทธศาสตร์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ และจะส่งผลระยะยาวอย่างไร ผู้นำไต้หวันได้ชี้แจงว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ไต้หวันได้โยกย้ายการผลิตแผ่นชิปส่วนหนึ่งไปยังสหรัฐฯ ก็พื่อช่วยเหลือพันธมิตรของเราในการเสริมสร้างคลัสเตอร์การผลิต ห่วงโซ่อุปทานให้มีความทรหด ขณะเดียวกันก็ยังสามารถอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านทรัพยากรมนุษย์และบุคลากร
ผู้สื่อข่าวได้ซักถามผู้นำไต้หวันเพิ่มเติมว่า ในระยะยาวอาจทำให้คุณค่าของไต้หวันที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันลดน้อยถอยหลัง ซึ่งหากจีนใช้กำลังทหารรุกล้ำไต้หวัน สหรัฐฯ ก็ยิ่งอาจจะไม่ช่วยปกป้องไต้หวัน หรือมีปฏิบัติการที่กระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น ผู้นำไต้หวันได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า คุณค่าของไต้หวันมิใช่มีเพียงด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เท่านั้น แต่ประเทศอื่น ๆ ไม่อาจที่จะมีคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์เพื่อเข้าแทนที่ไต้หวันได้ ด้วยเหตุนี้ ไต้หวันจึงเชื่อมั่นว่า ประเทศอื่นหรือเขตอื่นไม่อาจที่จะเข้าแทนที่ความสำคัญของอุตสาหกรรมและกำลังผลิตของไต้หวันได้
ผู้นำไต้หวันกล่าวถึงชาวอเมริกันที่ให้ความสนใจความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้นว่า แม้ในปัจจุบันฝ่ายต่าง ๆ จะมีความเข้าใจต่อการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีที่สุดต่อไต้หวันที่แตกต่างกัน แต่ผู้นำไต้หวันต้องขอย้ำว่า ประการแรก ชาวไต้หวันขอบคุณจากใจต่อการที่สหรัฐฯ ยืนหยัดสนับสนุนไต้หวันอย่างเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งมาเป็นเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา ประการที่ 2 ชาวไต้หวันยืนหยัดป้องกันปกป้องประเทศชาติด้วยตนเอง และทราบดีว่านี่เป็นภารกิจที่ต้องปกป้องชาติบ้านเมืองของตนเอง การสนับสนุนของสหรัฐฯ นอกจากผ่านการออกแถลงการณ์แล้ว ไต้หวันกับสหรัฐฯ ยังมีความร่วมมือในหลายมิติอย่างหลากหลาย ทุบสถิติที่เคยมีมา นอกจากนี้ ยังมีแผนการอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคง สนับสนุนไต้หวันให้สามารถเผชิญหน้ากับความท้าทาย
นอกจากจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แล้ว เมื่อส่องออกไปให้ทั่ว ๆ ทั่วโลก จะเห็นได้ว่า ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับไต้หวันมากยิ่งขึ้นทุกขณะ ชาวโลกต่างเริ่มมองเห็นแล้วว่า เสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพของโลก ซึ่งเป็นความพยายามเรียกร้องอย่างเต็มที่ของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ทั่วโลกสนับสนุนไต้หวัน
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นบทพิเศษได้อย่างดีถึงการที่ไต้หวันได้รับการสนับสนุนจากพรรการเมืองต่าง ๆ และบุคคลจากวงการต่าง ๆ ในสหรัฐฯ และไต้หวันก็มีความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งต่อคำมั่นสัญญาที่สหรัฐฯ ให้ไว้ว่าจะปกป้องเสรีภาพและเปิดกว้างของอินโดแปซิฟิก
ส่วนท่าทีต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครนและสงครามอิสราเอล-ฮามาส ผู้นำไต้หวันระบุว่า ไต้หวันติดตามสถานการณ์สงครามเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ในฐานะประธานาธิบดี อยากจะบอกว่า การปกป้องประชาธิปไตย เสรีภาพและการใช้ชีวิตอย่างเสรีของชาวไต้หวัน เป็นหน้าที่อันดับแรกของตนตลอดไป สำหรับไต้หวันแล้ว ตนเห็นว่าเสียงสนับสนุนไต้หวันของประชาคมโลกยังคงมั่นคงแน่วแน่ กระทั่งแนบแน่นมั่นคงมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาอีกด้วย
ตนต้องขอขอบคุณสหรัฐฯ ที่ย้ำอยู่ตอลดเวลาว่า ความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนกับไต้หวันมั่นคงแน่วและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานแต่ก็ยังคงมั่นคงเหมือนเดิม และให้ความสำคัญกับภาคพื้นอินโดแปซิฟิกต่อเนื่อง โดยที่เหตุการณ์ในภูมิภาคอื่น ๆ ไม่อาจส่งผลกระทบต่อท่าทีของสหรัฐฯ ได้ แถลงการณ์ของ G7 เมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาก็ได้ย้ำถึงความปลอดภัยของไต้หวันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความปลอดภัยของโลก สงครามยูเครนและสงครามในตะวันออกกลางทำให้ไต้หวันเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การป้องกันมิให้เกิดสงครามถือเป็นนโยบายสูงสุดของรัฐบาล และเพื่อป้องกันมิให้เกิดสงครามขึ้น การแสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยวของพลังในการปกป้องตนเอง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน เราก็ต้องจำขึ้นใจว่า การรับมือกับการรุกรานจากลัทธิอำนาจนิยม ลัทธิก่อการร้าย และลัทธิผด็จการ จำเป็นต้องอาศัยความพยายามร่วมกับหุ้นส่วนและพันธมิตรที่มีอยู่ทั้งหมด
ส่วนประเด็นการป้องกันการแทรกแซงการเลือกตั้งจากจีน ผู้นำไต้หวันเห็นว่า การแทรกแซงการเลือกตั้งไต้หวันของจีนมิใช่เป็นความลับอีกต่อไป จีนต้องการให้ชาวไต้หวันรู้ว่าผู้สมัครคนใดที่จีนชื่นชอบ แต่การแทรกแซงของจีนไม่มีวันประสบความสำเร็จ ที่สำคัญเป็นเพราะว่า ไต้หวันเป็นสังคมประชาธิปไตย ประชาชนจะตัดสินใจที่ดีที่สุด เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของตน ส่วนจีนก็จะพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งไต้หวัน เพื่อให้บุคคลที่ตนชื่นชอบได้รับการเลือกตั้ง
ความจริงแล้วเริ่มตั้งแต่ปี 1996 ที่ไต้หวันมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงเป็นครั้งแรก จีนก็พยายามแสดงอิทธิพลของตน ไม่ว่าจะเป็นคุกคามทางทหารหรือการกดดันทางเศรษฐกิจ ชาวไต้หวันคงไม่รู้สึกแปลกใหม่กับการอาศัยสื่อดั้งเดิม สื่อโซเชียลของจีน ทีได้พยายามทำสงครามจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับในส่วนของไต้หวันก็ต้องพยายามเสริมความทรหดของระบอบประชาธิปไตย สิ่งหนึ่งก็คือเสริมความสามัคคีและความเชื่อมั่นของโซเชียลมีเดิยต่าง ๆ จึงจะสามารถต้านข่าวปลอมได้ ตลอดจนการสร้างอิทธิพลต่อการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในไต้หวัน เมื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อต่อพลังแห่งประชาธิปไตย ไต้หวันก็จะสามารถตอบโต้การแทรกแซงการเลือกตั้งอย่างได้ผล