กระแสประชาธิปไตย

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๕


Listen Later

๑. ส.ส.อังกฤษ เยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี แสดงจุดยืนกังวลปฏิบัติการทางทหารของจีน 

           ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวันได้กล่าวขณะให้การต้อนรับคณะ ส.ส. สมาชิกคณะกรรมาธิการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่นำโดยนาง Alicia Kearns ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร อังกฤษ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน สาธารณรัฐจีน เมื่อปลายสัปดาห์ฺที่ผ่านมา โดยระบุว่า การเยือนไต้หวันของคณะกรรมาธิการอังกฤษในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เยือนเอเชีย และมาเยือนไต้หวันเป็นการเฉพาะด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความหมายเป็นพิเศษ ผู้นำไต้หวันย้ำว่า เมื่อเดือน ก.พ. ปีนี้ Alicia Kearns ได้เสนอญัตติวาระจร “มิตรภาพและความร่วมมือกับไต้หวัน” และมี ส.ส. อังกฤษหลายท่านแสดงจุดยืนสนับสนุนการยกระดับความสัมพันธ์กับไต้หวัน และเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา รัฐสภาอังกฤษก็มี ส.ส. นับร้อยร่วมลงนามในหนังสือถึง WHO สนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมประชุมWHAสร้างความประทับใจให้แก่ตนเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับอังกฤษได้รับความสนใจจากพรรคการเมืองและฝ่ายต่าง ๆ ของอังกฤษ  รัฐสภาอังกฤษสนับสนุนไต้หวันมากยิ่งขึ้น ผู้นำไต้หวันย้ำอีกว่า ไต้หวันจะพยายามในทุกวิถีทางเพื่อรักษาเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน และหวังว่า ประเทศประชาธิปไตยจะร่วมกันอุทิศตนให้แก่การรักษาเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคร่วมกัน 

            ส่วนทางด้านนาง Alicia Kearns ได้กล่าวกับผู้นำไต้หวันว่า ตนหวังว่า ประเทศพันธมิตรจะยืนอยู่เคียงข้างเรา ต้อนรับไต้หวันเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างประเทศให้มากขึ้น อาทิ องค์การอนามัยโลก และควรต้องเป็นการสมาชิกอย่างเป็นทางการด้วย ซึ่งไต้หวันได้แสดงบทบาทและประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม เนื่องจากไต้หวันได้อุทิศตนให้แก่การอนามัยโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ตนขอเรียกร้องให้ยุติการขัดขวางอย่างไร้เหตุผลที่มิให้ไต้หวันเข้าร่วมกิจกรรมองค์กรระหว่างประเทศ

            ทั้งนี้ นาง Alicia Kearns ได้ระบุในการแถลงข่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 ที่รัฐสภาอังกฤษจัดคณะอย่างเป็นทางการเยือนไต้หวัน ซึ่งมีความหมายต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งย้ำว่า ไต้หวันไม่โดดเดี่ยว ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกต่างให้การสนับสนุนไต้หวัน และการเยือนไต้หวันในครั้งนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศกระชับแน่นแฟ้นใน 3 ห่วงโซ่ด้วยกัน ได้แก่ ประชาธิปไตย ความทรหด และความเจริญรุ่งเรือง 20 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกเริ่มโน้มเอียงสู่ลัทธิอำนาจนิยม แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในไต้หวัน แสดงให้เห็นว่า มันไม่ใช่สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นด้วยตัวเอง หน่ออ่อนแห่งประชาธิปไตยไต้หวันเติบโตเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ ไต้หวันได้กลายเป็นหนึ่งในการเมืองประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็งของโลกแล้ว ประชาธิปไตยเสมือนลำแสงส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด ตอนนี้ นิติรัฐและกฎระเบียบสากลได้กลายเป็นระเบียบโลก ซึ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ประเทศประชาธิปไตยจึงควรก้าวออกมาด้วยความอาจหาญ ปกป้องรูปแบบการดำเนินชีวิตและเสรีภาพประชาธิปไตยของประชาชน  อีกประการคือความทรหด ที่เราต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ พลังงาน ความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทาน และการหาวิธีป้องกันผลกระทบจากการใช้ไซเบอร์ปล่อยข่าวปลอม ข่าวลวง ตอนนี้ อังกฤษได้ถอนตัวจากอียูแล้ว จึงหวังที่จะผูกมิตรกับประเทศต่าง ๆ ในอินโดแปซิฟิก สร้างมิตรภาพที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งไต้หวันเป็นมิตรอันเข้มแข็งของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นการที่ไต้หวันได้ให้ความช่วยเหลือยูเครนอย่างทันท่วงที ไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังจากที่ปูตินรุกรานยูเครนไต้หวันก็ให้ความช่วยเหลือสิ่งของและยารักษาโรคให้แก่ชาวยูเครนโดยทันที ส่วนในช่วงการระบาดของโควิด19  มีบางประเทศที่พยายามปล่อยข่าวสร้างความสับสนให้แก่ผู้คน แต่ไต้หวันก็สามารถส่งสัญญานเตือนที่ถูกต้องให้ทั่วโลกเข้าใจผลจากไวรัสตัวนี้ รวมทั้งแบ่งปันประสบการณ์ให้แก่ชาวโลกด้วย 

           นอกจากนี้ นางยังได้แสดงความปรารถนาที่จะให้ไต้หวันช่วยเหลือชาวอังกฤษพัฒนาความสามารถด้านภาษาจีน ให้พวกเขาผูกมิตรกับทั่วโลกได้มากขึ้น ส่วนอังกฤษก็ปรารถนาที่จะช่วยให้ไต้หวันก้าวสู่เป้าหมายการเป็นประเทศที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการอีก 1 ภาษาในปี 2030 

๒. บทวิเคราะห์บีบีซีชี้ ผลเลือกตั้งท้องถิ่นลากยาวถึงเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันปี 2024 หรือไม่

           ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นไต้หวันที่ผ่านมา ทำให้เป็นแรงกระเพื่อมภายในรัฐบาลและภายในพรรค DPP อย่างรุนแรง ประธานาธิบดีไช่ฯ ลาออกจากหัวหน้าพรรค มีนายเฉินฉีม่าย รักษาการหัวหน้าพรรค จนกว่าจะมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ และมีเสียงเรียกร้องภายในพรรคฯ ให้มีการปรับ ครม. แต่ นรม. ซูฯ ได้ขอลาออกด้วยวาจาต่อผู้นำไต้หวัน อย่างไรก็ดี ผู้นำไต้หวันได้ยับยั้งการลาออก ขอให้ นรม. ซูฯ อยู่ในตำแหน่งต่อไปก่อนเพื่อให้การเมืองไต้หวันกลับสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ส่วน นรม. ซูฯ ได้ระบุว่า ช่วงนี้เป็นช่วงสมัยประชุมของสภาฯ ซึ่งจะปิดสมัยประชุมในปลายเดือน ธ.ค. นี้ หลังจากนั้นก็จะมาพิจารณาเกี่ยวกับการปรับ ครม. เพื่อเสริมความชอบธรรมให้แก่ ครม. ที่ต้องบริหารแผ่นดินตามความประสงค์ของประชาชน รับศักราชใหม่ 

          การเลือกตั้งท้องถิ่นไต้หวันในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการสอบกลางเทอมของผู้นำไต้หวัน และอาจจะส่งผลถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปี 2024 ด้วย กระทั่งมีสื่อบางสื่อวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า เป็นการปฏิเสธนโยบายและแนวทางของพรรค DPP ของประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ที่ปฏิเสธแนวทาง “จีนเดียว” ของทางการจีน ภายใต้คำขวัญ “ต้านจีนปกป้องไต้หวัน” กระทั่งวิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการส่งสัญญานว่าชาวไต้หวันต้องการรวมประเทศกับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเทคะแนนเสียงให้แก่นายเจี่ยง ว่านอัน เหลนของอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ก จากพรรคก๊กมินตั๋ง ของชาวไทเป นครหลวงของไต้หวัน ยิ่งส่งสัญญานในลักษณะดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ในปี 2024 ด้วย 

          อย่างไรก็ดี สื่อระดับโลกอย่างบีบีซี ก็ได้วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ ว่า พรรค DPP จะสามารถสร้างปาฏิหารย์เช่นเดียวกับในช่วงปี 2018 ที่พรรค DPP แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นอย่างย่อยยับเช่นเดียวกัน โดยพรรคก๊กมินตั๋งคว้าที่นั่งผู้ว่าฯ ไปถึง 15 ตำแหน่ง ส่วนพรรค DPP ได้มาเพียง 5 ตำแหน่ง เรียกว่าชนะแบบถล่มทลายเช่นเดียวกับครั้งนี้ แต่พรรค DPP ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ปี สามารถพลิกกลับมาชนะผู้สมัครจากพรรคก๊กมินตั๋งและ การเลือกตั้ง ส.ส. อย่างถล่มทลายทำให้ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ดำรงตำแหน่งผู้นำไต้หวันต่ออีก 1 วาระเป็นวาระที่ 2 

          บีบีซี ภาคภาษาจีนวิเคราะห์ระบุว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2018 พรรคก๊กมินตั๋งได้คะแนนรวมสูงถึง 6.1 ล้านคะแนน ส่วนพรรค DPP ได้คะแนนเพียง 4.9 ล้านคะแนน แต่พอถึงการเลือกตั้งผู้นำไต้หวันปี 2020 ผู้สมัครจากพรรค DPP คือประธานาธิบดีไช่ฯ ได้รับความไว้วางใจจากชาวไต้หวันถึง 8.17 ล้านเสียง ส่วนผู้สมัครจากพรรคก๊กมินตั๋งคือนายหานกั๋วอวี๋ ได้มาเพียง 5.5 ล้านคะแนนเท่านั้น ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2022 พรรค DPP ได้คะแนนเพียง 4.7 ล้าน ส่วนพรรคก๊กมินตั๋งได้คะแนน 5.4 ล้านคะแนน พรรค DPP หายไปถึง 3 ล้านคะแนน ซึ่งคะแนนที่หายไปนี้ ไม่ได้ย้ายถ่ายโอนไปยังพรรคประชาชนไต้หวันของนายเคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการกรุงไทเป ที่ถือเป็นพลังการเมืองกลุ่มที่ 3 ในไต้หวันแต่อย่างใด ส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้มีสิทธิที่ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ

            ศ. จางจวิ้นหาว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยตงไฮ่ ไต้หวัน วิเคราะห์ว่า แม้การเลือกตั้งท้องถิ่นในครั้งนี้ พรรค DPP จะถูกระบุว่า พ่ายแพ้อย่างย่อยยังก็ตาม แต่ในส่วนของการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นต่าง ๆ ก็ได้รับเลือกตั้งจำนวนไม่น้อย เพราะฉะนั้น จะบอกว่าผลเลือกตั้งท้องถิ่นจะส่งผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปี 2024 คงไม่ขนาดนั้น ที่สำคัญคือคนที่ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ พรรค DPP จะใช้วิธีใดให้คนกลุ่มนี้ออกมาเลือกตั้ง และย้ำว่า คราวนี้ พรรค DPP ล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็ยังสามารถรักษาฐานคะแนนเสียงเดิมของตนไว้ได้ จึงมิใช่ว่าจะไม่โอกาสลุกขึ้นมาอีกครั้งเหมือนคราวที่แล้ว

          การเลือกตั้งท้องถิ่นไต้หวันครั้งนี้ มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 61.22% สว่นปี 2018 ออกมาใช้สิทธิ66% เลือกตั้งประธานาธิบดี 2020 ออกมาใช้สิทธิถึง 74.9%

          ผศ. หวางหงเอิน แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนวาดา วิทยาเขตลาสเวกัส ของสหรัฐฯ วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า พรรค DPP ได้รับคะแนนเสียงน้อยลงจากในส่วนของปัญญาชนที่มีการศึกษาค่อนข้างสูง และในเขตตัวเมืองที่มีผู้คนค่อนข้างหนาแน่น แม้จะได้คะแนนเสริมจากรอบนอกก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และระบุในบทความของเขาว่า ผู้คนในเขตเมืองให้ความสนใจกับประเด็นการเมืองที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ดังนั้น พรรค DPP จึงต้องหันมาทบทวนการใช้วิธีการตอบโต้ข่าวด้านลบอย่างทันท่วงทีอย่างไร และกลับมาเป็นฝ่ายรุกอีกครั้ง ไม่ให้ฐานคะแนนเสียงในส่วนนี้ไหลไปยังฝ่ายตรงข้ามมากเกินไป 

           ส่วน Yoshiyuki Ogasawara นักรัฐศาสตร์ชาวญี่ปุ่นระบุว่า โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของผู้คนที่ระบุว่า ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่จะส่งผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน 2024 เพราะผลการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นเพียงการรีเซ็ตสถานการณ์การเมืองใหม่อีกครั้ง ส่วนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพิ่งจะเริ่มขึ้น สรรหาผู้สมัครที่เหมาะสม เสนอนโยบายโดนใจชาวบ้าน จะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าจะชนะหรือแพ้ ซึ่งชาวไต้หวันต้องการสิ่งนี้มากกว่า 

           นอกจากนี้ Yoshiyuki Ogasawara ที่ติดตามศึกษาการเมืองไต้หวันมานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยภาษาต่างชาติโตเกียวได้เตือนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ยังมีส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับผู้ที่กล่าวหาว่า พรรค DPP ต่อต้านประชาธิปไตย ซึ่งเป็นแนวความคิดเดียวกันกับแนวความคิดที่ว่า “ไม่รักพรรคคอมมิวนิสต์เท่ากับไม่รักประเทศจีน” หากพรรค DPP ยังคิดเช่นนี้อยู่ ก็คิดว่า จะเกิดการเปลี่ยนพรรครัฐบาลในการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันปี 2024 แน่ๆ

Yoshiyuki Ogasawara อาจารย์มหาวิทยาลัยภาษาต่างชาติโตเกียว ญี่ปุ่น

 

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

กระแสประชาธิปไตยBy , Rti