"..เราปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ ที่ว่างจากตัวกู ว่างจากของกู ทีนี้มันไม่ว่าง เพราะจิตนั้นมันยังโง่อยู่ มันมีกิเลส มันมีตัณหา มันมีสนิมมาก ฉะนั้นเราจะต้องปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมให้จิตนั้นมันว่างจากความยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละ สะจิตตะปะริโยทะปานัง การทำจิตของตนให้ขาวรอบ ขาวเหมือนกับอะไรก็ได้ ให้ขาวรอบ ก็คือเป็นจิตที่มีพลัง มีพลังแห่งปัญญานั่นแหละ พอจิตมีปัญญาความทุกข์ก็เข้าไม่ได้ โอ๊ย นี่มันจะเข้าเวลาไหนก็ได้ สบายมาก เพราะบ้านของมัน มันเอาจิตของเราทำบ้านของมัน ร่างกายของเราทำบ้านของมัน กิเลสเอาทำบ้านมันหมด ทีนี้เนื้อตัวกู อันนี้ความหนุ่มความสาวของกู อันนี้ความแก่ของกู อันนี้ผมหงอกของกู อันนี้ฟันหลุดของกู เอาเป็นตัวกูของกูหมด แต่เสร็จแล้วกูไม่ให้ กูไม่ให้ กูไม่ให้ อ้าว เสร็จแล้วทำไมผมหงอก ทำไมฟันหลุด ทำไมตาฝ้าฟาง อย่างนี้ เขาเอาคืน เราก็ไม่รู้ว่าเขาเอาคืน เห็นไหม ฉะนั้นธรรมชาติมันจะเอาคืน เอาคืนหมดแหละ ไม่ไว้ใครสักคน ทีนี้ถ้ามันไม่ใช่กู เราจะไปแย่งกับมันทำไม ก็เอาไปเลย ของแกก็เอาไป เราเป็นไง ก็จิตเราว่างจากความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้สะอาดผ่องแผ้ว มีแต่ความสงบเย็นทีนี้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตมีแต่ความสงบเย็น ได้มา เอ้อ ก็อย่างนั้น เสียไป ก็อย่างนั้น จิตมีแต่ความสงบเย็น สงบเย็น สงบเย็น มันก็ไม่ตาย ความสงบเย็น
นั่นแหละจิตที่ไม่ตายเป็นอย่างนั้น...”
พระธรรมเทศนา ตอน เทศน์วันมาฆะบูชา 2562
ประจำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562
โดยหลวงพ่อเอี้ยน (พระครูวินัยธร มหาทรงศักดิ์ วิโนทโก)
ณ สำนักวิปัสสนาวังสันติบรรพต อ.เมือง จ.พัทลุง