
Sign up to save your podcasts
Or


พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมป่าไม้ของชนเผ่าบูนันมีความแปลกและพิเศษกว่าพิพิธภัณฑ์อื่นๆ คือเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศที่เป็นธรรมชาติและการศึกษาวัฒนธรรมโดยเฉพาะ มีต้นไทรใหญ่ที่แตกกิ่งก้าน มีรากอากาศแผ่ออกจากลำต้นมีความอุดมสมบูรณ์ ราวกับต้นไม้เดินได้ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหลวนซาน(鸞山) ตำบลเอี๋ยนผิง (延平) เมืองไถตง เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีป้ายบอก ไม่มีป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ ผู้ที่มีความประสงค์เข้าชมพิพิธภัณฑ์จะต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า
ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์สัมผัสการไต่เขา เผชิญความทัาทาย
สำหรับคนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์จะต้องรู้จักหนุ่มคนหนึ่งของชนเผ่า ซึ่งก็คือ Aliman เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่เมื่อ 17 ปีที่แล้ว เขารู้ว่ากลุ่มนายทุนจะมาขอซื้อที่ดินเพื่อสร้างหอเก็บอัฐิ สร้างวัด และสร้างรีสอร์ต เขาจึงไปยืมเงินแย่งซื้อที่ดินตัดหน้ากลุ่มนายทุน เพื่อพัฒนาเป็นสถานที่ให้การศึกษาของชนเผ่าบูนัน ตอนที่เขาเรียนปริญญาโทภาควิชาวัฒนธรรมและความสัมพันธ์กลุ่มชน มหาวิทยาลัยตงหัว ( National Dong Hwa University) เขาได้เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้อาวุโสในท้องที่ต่างๆ เนื่องจากมีความเข้าใจลึกซึ้งต่อประวัติศาสตร์ของตนเอง และมีประสบการณ์เป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์ชนพื้นเมือง และยังเป็นผู้ช่วยนักวิจัยศูนย์การศึกษาสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยตงหัว และเป็นผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยชุมชนหนานเต่า เขาได้เห็นชนพื้นเมืองถูกยั่วยวนให้ขายที่ดิน สุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย กลุ่มนายทุนบุกเบิกขุดทรายและดิน ทำลายสภาพแวดล้อมอย่างเลวร้าย เขาไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงได้ขอกู้เงินเพื่อซื้อที่ดินผืนนี้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ป่าไม้ จากเดิมเพียงแค่ต้องการกอบกู้ป่าไม้แห่งนี้ เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมที่เจือจางลงของชาวบูนัน แต่ในปี 2004 มีสมาคมอนุรักษ์ระบบนิเวศแห่งหนึ่งของไต้หวันต้องการจะอบรมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในสถานที่แห่งนี้ ได้ส่งเงินมาให้เขาก้อนหนึ่ง เพื่อขอให้เขาช่วยจัดการอาหารและที่พัก เหตุการณ์ครั้งนี้ได้จุดประกายความคิดให้เขาพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ป่าไม้ ซึ่งคิดว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างรายได้ ดังนั้น จึงจัดกิจกรรมเข้าไปเยี่ยมชมเส้นทางโบราณ การทัศนศึกษาหมู่บ้าน จนได้รับความสนใจและเงินบริจาคสมทบจากองค์กรต่างๆ ทำให้แก้ไขวิกฤตหนี้สินได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ จะจัดนักศึกษามาที่นี่ 4-5 วันเป็นประจำทุกปี
เดินทางช่องแคบๆ ของผาหิน
พื้นที่แห่งแรกที่นักท่องเที่ยวมาชมพิพิธภัณฑ์ป่าไม้คือ ต้นไม้เดินได้ ซึ่งก็คือ ต้นไทรย้อยใบแหลม เมื่อมองดูต้นไทรย้อยใบแหลม จะรู้สึกตื่นตะลึงต่อกิ่งรากที่แผ่ขยายสลับไปมา ต้นไม้ต้นเดียวขยายกลายเป็นดงไม้ รากดูดอากาศเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อแตะลงพื้นจะเจาะเข้าไปในดินกลายเป็นลำต้น รากขยายแผ่ออกไปรอบทิศราวกับเป็นต้นไม้เดินได้ เข้าไปในดงไม้ขนาดใหญ่ที่อนุรักษ์ไว้สมบูรณ์ในพื้นที่ภูเขาเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ในฐานะผู้มาเยือนที่มีมารยาท จะต้องนำเหล้าขาว 1 ขวด และหมาก 1 ซอง วางเซ่นไหว้บนแท่นบูชาที่มีหัวกะโหลกหมูป่าเรียงรางอยู่ คาราวะต่อวิญญาณบรรพชนด้วยความนอบน้อม การพิชิตด่านแรกของการไต่เขา จะต้องเผชิญความท้าทาย เดินข้ามรากต้นไม้รูปทรงแปลกประหลาดที่ตั้งเป็นแผ่นแข็ง และต้องเดินลอดผ่านกิ่งไม้บิดเกลียวที่ห้อยย้อยจากข้างบนลงมาข้างล่าง จากนั้นเดินเข้าไปในช่องที่แคบมากถึงกับต้องเดินผ่านด้วยด้านข้างของลำตัว ช่องแคบระหว่างผาหินนี้เกิดจากแผ่นเปลือกโลกฟิลิปปินส์ดันตัวขึ้นมาจากทะเล เป็นทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเทือกเขาริมชายฝั่ง หลังเดินผ่านหินก้อนใหญ่เข้าไปอยู่ท่ามกลางต้นไทร มองไปข้างหน้าจะเห็นต้นไทรย้อยอีกต้นหนึ่งที่สูงเสียดฟ้า จับเชือกให้แน่น ใช้มือและเท้าสัมพันธ์กัน เพื่อไต่ขึ้นไปบนต้นไทรย้อยที่สูงเท่าตึก 2 ชั้น ทำให้เกิดความสนุกกับการปีนป่ายหน้าผา
ลิ้มลองอาหารพื้นบ้านชาวบูนันที่ก่อด้วยถ่านฟืน
หลังจากการเดินเส้นทางโบราณของนายพราน นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับอาหารพื้นบ้านของชนเผ่าที่ปรุงด้วยฟืน เพราะไม่มีไฟฟ้า แต่ก่อนจะกินอาหารต้องเข้าห้องเรียนรู้จริยธรรมการใช้ชีวิตในสังคม มัคคุเทศก์บอกว่า “ชาวบูนัน จะให้ความสำคัญกับผู้หญิง 4 ประเภท อันดับแรกคือต้องเชื่อฟังคุณย่า เพราะคุณย่าจะเล่านิทานและสิ่งที่สืบทอดกันมาของชนเผ่า อันดับ 2 คือ ต้องกตัญญูต่อคุณแม่ เพราะในโลกนี้ไม่มีใครทดแทนแม่ได้ อันดับ 3 คือ ต้องรักภรรยา ส่วนอันดับ 4 คือใคร?” มีผู้ตอบว่า ลูกสาว แต่มัคคุเทศน์พูดอย่างหนักแน่นว่า “ลูกสาวแต่งงานออกจากเรือน ก็ไม่กลับมาแล้ว ผู้อาวุโสทุกคนจะต้องให้ความนับถือต่อลูกสะใภ้ เนื่องจากสตรีทั้ง 4 ประเภทนี้ คือคนที่อยู่ในชนเผ่าของเรา ลูกสาวคนอื่นที่แต่งเข้ามาในบ้าน พวกเราจะต้องปฏิบัติต่อเขาอย่างดี ผู้ชายยุคใหม่ที่ดีจะต้องตักข้าวและเสิร์ฟอาหารให้แก่สตรี สำหรับแขกผู้มาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ป่าไม้แห่งนี้ นอกจากจะต้องเตรียมชามข้าว ตะเกียบ และห้ามทิ้งขยะเรี่ยราดแล้ว ยังต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยการให้เกียรติ ช่วยตักข้าว เสิร์ฟอาหาร ปลุกจิตสำนึกการให้บริการเข้าไปในใจทุกคน และก่อนเดินทางกลับ ทุกคนร่วมกันปลูกต้นไม้หนึ่งต้น มือประสานกันร้องเพลงอวยพรต้นไม้เล็ก ด้วยเพลงประสานเสียงเพลง 8 ระดับ (Eight-Part) ของชาวบูนัน ดังกึกก้องอยู่ในป่า การไปท่องพิพิธภัณฑ์ที่มีความใกล้ชิดกับป่าไม้เช่นนี้ ถือป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนสำหรับผู้มาเยือน
ปิดท้ายด้วยการปลูกต้นไม้ 1 ต้น พร้อมอวยพรมือประสานมือและร้องเพลงประสานเสียง 8 ระดับ
By แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, Rtiพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมป่าไม้ของชนเผ่าบูนันมีความแปลกและพิเศษกว่าพิพิธภัณฑ์อื่นๆ คือเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศที่เป็นธรรมชาติและการศึกษาวัฒนธรรมโดยเฉพาะ มีต้นไทรใหญ่ที่แตกกิ่งก้าน มีรากอากาศแผ่ออกจากลำต้นมีความอุดมสมบูรณ์ ราวกับต้นไม้เดินได้ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหลวนซาน(鸞山) ตำบลเอี๋ยนผิง (延平) เมืองไถตง เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีป้ายบอก ไม่มีป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ ผู้ที่มีความประสงค์เข้าชมพิพิธภัณฑ์จะต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า
ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์สัมผัสการไต่เขา เผชิญความทัาทาย
สำหรับคนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์จะต้องรู้จักหนุ่มคนหนึ่งของชนเผ่า ซึ่งก็คือ Aliman เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่เมื่อ 17 ปีที่แล้ว เขารู้ว่ากลุ่มนายทุนจะมาขอซื้อที่ดินเพื่อสร้างหอเก็บอัฐิ สร้างวัด และสร้างรีสอร์ต เขาจึงไปยืมเงินแย่งซื้อที่ดินตัดหน้ากลุ่มนายทุน เพื่อพัฒนาเป็นสถานที่ให้การศึกษาของชนเผ่าบูนัน ตอนที่เขาเรียนปริญญาโทภาควิชาวัฒนธรรมและความสัมพันธ์กลุ่มชน มหาวิทยาลัยตงหัว ( National Dong Hwa University) เขาได้เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้อาวุโสในท้องที่ต่างๆ เนื่องจากมีความเข้าใจลึกซึ้งต่อประวัติศาสตร์ของตนเอง และมีประสบการณ์เป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์ชนพื้นเมือง และยังเป็นผู้ช่วยนักวิจัยศูนย์การศึกษาสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยตงหัว และเป็นผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยชุมชนหนานเต่า เขาได้เห็นชนพื้นเมืองถูกยั่วยวนให้ขายที่ดิน สุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย กลุ่มนายทุนบุกเบิกขุดทรายและดิน ทำลายสภาพแวดล้อมอย่างเลวร้าย เขาไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงได้ขอกู้เงินเพื่อซื้อที่ดินผืนนี้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ป่าไม้ จากเดิมเพียงแค่ต้องการกอบกู้ป่าไม้แห่งนี้ เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมที่เจือจางลงของชาวบูนัน แต่ในปี 2004 มีสมาคมอนุรักษ์ระบบนิเวศแห่งหนึ่งของไต้หวันต้องการจะอบรมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในสถานที่แห่งนี้ ได้ส่งเงินมาให้เขาก้อนหนึ่ง เพื่อขอให้เขาช่วยจัดการอาหารและที่พัก เหตุการณ์ครั้งนี้ได้จุดประกายความคิดให้เขาพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ป่าไม้ ซึ่งคิดว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างรายได้ ดังนั้น จึงจัดกิจกรรมเข้าไปเยี่ยมชมเส้นทางโบราณ การทัศนศึกษาหมู่บ้าน จนได้รับความสนใจและเงินบริจาคสมทบจากองค์กรต่างๆ ทำให้แก้ไขวิกฤตหนี้สินได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ จะจัดนักศึกษามาที่นี่ 4-5 วันเป็นประจำทุกปี
เดินทางช่องแคบๆ ของผาหิน
พื้นที่แห่งแรกที่นักท่องเที่ยวมาชมพิพิธภัณฑ์ป่าไม้คือ ต้นไม้เดินได้ ซึ่งก็คือ ต้นไทรย้อยใบแหลม เมื่อมองดูต้นไทรย้อยใบแหลม จะรู้สึกตื่นตะลึงต่อกิ่งรากที่แผ่ขยายสลับไปมา ต้นไม้ต้นเดียวขยายกลายเป็นดงไม้ รากดูดอากาศเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อแตะลงพื้นจะเจาะเข้าไปในดินกลายเป็นลำต้น รากขยายแผ่ออกไปรอบทิศราวกับเป็นต้นไม้เดินได้ เข้าไปในดงไม้ขนาดใหญ่ที่อนุรักษ์ไว้สมบูรณ์ในพื้นที่ภูเขาเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ในฐานะผู้มาเยือนที่มีมารยาท จะต้องนำเหล้าขาว 1 ขวด และหมาก 1 ซอง วางเซ่นไหว้บนแท่นบูชาที่มีหัวกะโหลกหมูป่าเรียงรางอยู่ คาราวะต่อวิญญาณบรรพชนด้วยความนอบน้อม การพิชิตด่านแรกของการไต่เขา จะต้องเผชิญความท้าทาย เดินข้ามรากต้นไม้รูปทรงแปลกประหลาดที่ตั้งเป็นแผ่นแข็ง และต้องเดินลอดผ่านกิ่งไม้บิดเกลียวที่ห้อยย้อยจากข้างบนลงมาข้างล่าง จากนั้นเดินเข้าไปในช่องที่แคบมากถึงกับต้องเดินผ่านด้วยด้านข้างของลำตัว ช่องแคบระหว่างผาหินนี้เกิดจากแผ่นเปลือกโลกฟิลิปปินส์ดันตัวขึ้นมาจากทะเล เป็นทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเทือกเขาริมชายฝั่ง หลังเดินผ่านหินก้อนใหญ่เข้าไปอยู่ท่ามกลางต้นไทร มองไปข้างหน้าจะเห็นต้นไทรย้อยอีกต้นหนึ่งที่สูงเสียดฟ้า จับเชือกให้แน่น ใช้มือและเท้าสัมพันธ์กัน เพื่อไต่ขึ้นไปบนต้นไทรย้อยที่สูงเท่าตึก 2 ชั้น ทำให้เกิดความสนุกกับการปีนป่ายหน้าผา
ลิ้มลองอาหารพื้นบ้านชาวบูนันที่ก่อด้วยถ่านฟืน
หลังจากการเดินเส้นทางโบราณของนายพราน นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับอาหารพื้นบ้านของชนเผ่าที่ปรุงด้วยฟืน เพราะไม่มีไฟฟ้า แต่ก่อนจะกินอาหารต้องเข้าห้องเรียนรู้จริยธรรมการใช้ชีวิตในสังคม มัคคุเทศก์บอกว่า “ชาวบูนัน จะให้ความสำคัญกับผู้หญิง 4 ประเภท อันดับแรกคือต้องเชื่อฟังคุณย่า เพราะคุณย่าจะเล่านิทานและสิ่งที่สืบทอดกันมาของชนเผ่า อันดับ 2 คือ ต้องกตัญญูต่อคุณแม่ เพราะในโลกนี้ไม่มีใครทดแทนแม่ได้ อันดับ 3 คือ ต้องรักภรรยา ส่วนอันดับ 4 คือใคร?” มีผู้ตอบว่า ลูกสาว แต่มัคคุเทศน์พูดอย่างหนักแน่นว่า “ลูกสาวแต่งงานออกจากเรือน ก็ไม่กลับมาแล้ว ผู้อาวุโสทุกคนจะต้องให้ความนับถือต่อลูกสะใภ้ เนื่องจากสตรีทั้ง 4 ประเภทนี้ คือคนที่อยู่ในชนเผ่าของเรา ลูกสาวคนอื่นที่แต่งเข้ามาในบ้าน พวกเราจะต้องปฏิบัติต่อเขาอย่างดี ผู้ชายยุคใหม่ที่ดีจะต้องตักข้าวและเสิร์ฟอาหารให้แก่สตรี สำหรับแขกผู้มาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ป่าไม้แห่งนี้ นอกจากจะต้องเตรียมชามข้าว ตะเกียบ และห้ามทิ้งขยะเรี่ยราดแล้ว ยังต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยการให้เกียรติ ช่วยตักข้าว เสิร์ฟอาหาร ปลุกจิตสำนึกการให้บริการเข้าไปในใจทุกคน และก่อนเดินทางกลับ ทุกคนร่วมกันปลูกต้นไม้หนึ่งต้น มือประสานกันร้องเพลงอวยพรต้นไม้เล็ก ด้วยเพลงประสานเสียงเพลง 8 ระดับ (Eight-Part) ของชาวบูนัน ดังกึกก้องอยู่ในป่า การไปท่องพิพิธภัณฑ์ที่มีความใกล้ชิดกับป่าไม้เช่นนี้ ถือป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนสำหรับผู้มาเยือน
ปิดท้ายด้วยการปลูกต้นไม้ 1 ต้น พร้อมอวยพรมือประสานมือและร้องเพลงประสานเสียง 8 ระดับ