
Sign up to save your podcasts
Or


ประภาคารเอ๋อหลวนปี่(鵝鑾鼻燈塔) ตั้งอยู่ปลายใต้สุดของไต้หวันและยังเป็นประภาคารที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขิ่นติง (Kenting National Park) เคยผ่านเหตุการณ์การสู้รบมาแล้ว ลักษณะของประภาคารไม่เพียงแต่ให้แสงสว่างกับนักเดินเรือ ตัวประภาคารแห่งนี้ยังเคยติดอาวุธที่พบเห็นได้ยากในโลกด้วย เนื่องจากเป็นประภาคารที่สว่างที่สุดในเอเชีย จึงได้รับฉายา "แสงสว่างแห่งเอเชียตะวันออก(The Light of East Asia)"
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว รัฐบาลเมืองผิงตงได้ยกระดับจากสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์เป็นโบราณสถานของเมือง และในปีนี้(2024) ยกระดับเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และยังเป็นโบราณสถานแห่งชาติ แห่งที่ 3 ของเมืองผิงตง ที่ได้รับการยกสถานะต่อจากโบราณสถานสะพานเหล็กเก่าที่พาดผ่านแม่น้ำเกาผิง และเมืองโบราณเหิงชุน
ประภาคารเอ๋อหลวนปี่ สร้างขึ้นในปี 1881 หลังจากที่ไต้หวันเปิดท่าเรือเพื่อการค้าในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ในปี 1867 ได้เกิดเหตุการณ์เรือ Rover ของอเมริกาอับปาง และในปี 1874 เกิดเหตุการณ์ญี่ปุ่นบุกโจมตีไต้หวัน (牡丹社事件) ทำให้รัฐบาลชิงต้องสร้างป้อมปราการเหิงชุน และสร้างประภาคารเอ๋อหลวนปี่ ซึ่งประภาคารแห่งนี้ออกแบบและก่อสร้างโดยวิศวกรชาวอังกฤษ สร้างเสร็จในปี 1883 นับเป็นประภาคารที่เป็นพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของไต้หวัน
ตัวประภาคารเป็นรูปทรงกระบอกสีขาว มีความสูง 21.4 เมตร เนื่องจากประภาคารตั้งอยู่ในพื้นที่อาศัยของชาวพื้นเมืองและชาวฮั่น ดังนั้นเพื่อป้องกันความขัดแย้ง โครงสร้างของประภาคารจึงเป็นป้อมปราการ มีกำแพงติดอาวุธที่ยิงปืนได้ กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนประภาคารอื่น ในสมัยญี่ปุ่นปกครองไต้หวันยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 8 ทิวทัศน์ที่งดงามของไต้หวัน ในปี 1962 มีการปรับปรุงใหม่ เปลี่ยนเป็นโคมไฟเลนส์หมุนที่สว่างที่สุด มีความสว่างกว่า 1.8 ล้านวัตต์ ตั้งแต่ปี 1992 เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในอุทยานแห่งชาติเขิ่นติง
By แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, Rtiประภาคารเอ๋อหลวนปี่(鵝鑾鼻燈塔) ตั้งอยู่ปลายใต้สุดของไต้หวันและยังเป็นประภาคารที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขิ่นติง (Kenting National Park) เคยผ่านเหตุการณ์การสู้รบมาแล้ว ลักษณะของประภาคารไม่เพียงแต่ให้แสงสว่างกับนักเดินเรือ ตัวประภาคารแห่งนี้ยังเคยติดอาวุธที่พบเห็นได้ยากในโลกด้วย เนื่องจากเป็นประภาคารที่สว่างที่สุดในเอเชีย จึงได้รับฉายา "แสงสว่างแห่งเอเชียตะวันออก(The Light of East Asia)"
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว รัฐบาลเมืองผิงตงได้ยกระดับจากสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์เป็นโบราณสถานของเมือง และในปีนี้(2024) ยกระดับเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และยังเป็นโบราณสถานแห่งชาติ แห่งที่ 3 ของเมืองผิงตง ที่ได้รับการยกสถานะต่อจากโบราณสถานสะพานเหล็กเก่าที่พาดผ่านแม่น้ำเกาผิง และเมืองโบราณเหิงชุน
ประภาคารเอ๋อหลวนปี่ สร้างขึ้นในปี 1881 หลังจากที่ไต้หวันเปิดท่าเรือเพื่อการค้าในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ในปี 1867 ได้เกิดเหตุการณ์เรือ Rover ของอเมริกาอับปาง และในปี 1874 เกิดเหตุการณ์ญี่ปุ่นบุกโจมตีไต้หวัน (牡丹社事件) ทำให้รัฐบาลชิงต้องสร้างป้อมปราการเหิงชุน และสร้างประภาคารเอ๋อหลวนปี่ ซึ่งประภาคารแห่งนี้ออกแบบและก่อสร้างโดยวิศวกรชาวอังกฤษ สร้างเสร็จในปี 1883 นับเป็นประภาคารที่เป็นพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของไต้หวัน
ตัวประภาคารเป็นรูปทรงกระบอกสีขาว มีความสูง 21.4 เมตร เนื่องจากประภาคารตั้งอยู่ในพื้นที่อาศัยของชาวพื้นเมืองและชาวฮั่น ดังนั้นเพื่อป้องกันความขัดแย้ง โครงสร้างของประภาคารจึงเป็นป้อมปราการ มีกำแพงติดอาวุธที่ยิงปืนได้ กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนประภาคารอื่น ในสมัยญี่ปุ่นปกครองไต้หวันยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 8 ทิวทัศน์ที่งดงามของไต้หวัน ในปี 1962 มีการปรับปรุงใหม่ เปลี่ยนเป็นโคมไฟเลนส์หมุนที่สว่างที่สุด มีความสว่างกว่า 1.8 ล้านวัตต์ ตั้งแต่ปี 1992 เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในอุทยานแห่งชาติเขิ่นติง