
Sign up to save your podcasts
Or


เมื่อถึงเทศกาลเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตรุษจีน สับปะรดกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการนำมาไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และส่งมอบเป็นของขวัญ เนื่องจากเสียงในภาษาจีนไต้หวันของคำว่า "สับปะรด" ออกเสียงว่า “อองไหล-旺來” ซึ่งมีเสียงพ้องกับคำที่มีความหมายว่า เจริญรุ่งเรือง ในความเป็นจริง สับปะรดไม่เพียงแต่เป็นผลไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ยังเคยสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับไต้หวันอย่างมากมาย นอกจากส่งอกไปญี่ปุ่นแล้ว ยังส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรปอีกด้วย ดังนั้น สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติไต้หวัน(National Archives Administration, NDC)ได้เผยแพร่ข้อมูลประวัติศาสตร์ยุคทองสับปะรดของไต้หวัน
ในอดีตหลังเก็บเกี่ยวสับปะรดแล้วจะขนส่งด้วยรถไฟเล็กเพื่อส่งโรงงานแปรรูป
สับปะรดมีประวัติการปลูกในไต้หวันยาวนาน ในอดีต สับปะรดในไต้หวันไม่ได้มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวที่น่าหลงใหลเหมือนในปัจจุบัน สวี่เฟิงหยวน(許峰源) นักวิจัยจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ชี้ว่า การปลูกสับปะรดในไต้หวันเริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง โดยนำพันธุ์สับปะรดจากทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเข้ามา ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีขนาดเท่ากำปั้นและมีความเป็นกรดสูง จึงไม่นิยมบริโภคเนื้อสับปะรด แต่จะนำใบสับปะรดไปตากแห้งและทำเป็นเส้นใยใช้ในการทอผ้า ต่อมาในช่วงต้นที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน รัฐบาลญี่ปุ่นทำการสำรวจพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ และทำการพัฒนาสับปะรด เป็นการเปิดฉากให้ไต้หวันก้าวเข้าสู่ตลาดส่งออกสับปะรดกระป๋องไปทั่วโลก
ในอดีตคนที่ทำงานในโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋องส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
สวี่เฟิงหยวน ยังบอกด้วยว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องของไต้หวันถึงจุดสูงสุดครั้งแรก มีโรงงานผลิตราว 80-100 แห่งทั่วเกาะไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองนี้อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และในเดือนธันวาคม ปี 1941 สงครามแปซิฟิกได้ปะทุขึ้น ทำให้ดีบุกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของกระป๋องถูกนำไปใช้ในสงคราม ประกอบกับไต้หวันถูกดึงเข้าสู่สงครามและถูกโจมตีทางอากาศ ส่งผลให้โรงงานและสายการผลิตจำนวนมากได้รับความเสียหาย อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องของไต้หวันจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก
By แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, Rtiเมื่อถึงเทศกาลเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตรุษจีน สับปะรดกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการนำมาไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และส่งมอบเป็นของขวัญ เนื่องจากเสียงในภาษาจีนไต้หวันของคำว่า "สับปะรด" ออกเสียงว่า “อองไหล-旺來” ซึ่งมีเสียงพ้องกับคำที่มีความหมายว่า เจริญรุ่งเรือง ในความเป็นจริง สับปะรดไม่เพียงแต่เป็นผลไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ยังเคยสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับไต้หวันอย่างมากมาย นอกจากส่งอกไปญี่ปุ่นแล้ว ยังส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรปอีกด้วย ดังนั้น สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติไต้หวัน(National Archives Administration, NDC)ได้เผยแพร่ข้อมูลประวัติศาสตร์ยุคทองสับปะรดของไต้หวัน
ในอดีตหลังเก็บเกี่ยวสับปะรดแล้วจะขนส่งด้วยรถไฟเล็กเพื่อส่งโรงงานแปรรูป
สับปะรดมีประวัติการปลูกในไต้หวันยาวนาน ในอดีต สับปะรดในไต้หวันไม่ได้มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวที่น่าหลงใหลเหมือนในปัจจุบัน สวี่เฟิงหยวน(許峰源) นักวิจัยจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ชี้ว่า การปลูกสับปะรดในไต้หวันเริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง โดยนำพันธุ์สับปะรดจากทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเข้ามา ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีขนาดเท่ากำปั้นและมีความเป็นกรดสูง จึงไม่นิยมบริโภคเนื้อสับปะรด แต่จะนำใบสับปะรดไปตากแห้งและทำเป็นเส้นใยใช้ในการทอผ้า ต่อมาในช่วงต้นที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน รัฐบาลญี่ปุ่นทำการสำรวจพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ และทำการพัฒนาสับปะรด เป็นการเปิดฉากให้ไต้หวันก้าวเข้าสู่ตลาดส่งออกสับปะรดกระป๋องไปทั่วโลก
ในอดีตคนที่ทำงานในโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋องส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
สวี่เฟิงหยวน ยังบอกด้วยว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องของไต้หวันถึงจุดสูงสุดครั้งแรก มีโรงงานผลิตราว 80-100 แห่งทั่วเกาะไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองนี้อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และในเดือนธันวาคม ปี 1941 สงครามแปซิฟิกได้ปะทุขึ้น ทำให้ดีบุกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของกระป๋องถูกนำไปใช้ในสงคราม ประกอบกับไต้หวันถูกดึงเข้าสู่สงครามและถูกโจมตีทางอากาศ ส่งผลให้โรงงานและสายการผลิตจำนวนมากได้รับความเสียหาย อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องของไต้หวันจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก