
Sign up to save your podcasts
Or


บันทึกในหลี่จี้(หนังสือพิธีกรรม-禮記) กล่าวถึงในปีแห่งความอดอยาก จักรพรรดิทรงใช้โจ๊กเพื่อบรรเทาความอดอยากของประชาชน คาดว่าชาวจีนมีประวัติการกินโจ๊กมานาน อย่างน้อย 2,000-3,000 ปีแล้ว
นักกวีสมัยก่อน มักใช้โจ๊กกล่าวในบทกวี ยกตัวอย่าง ซูตงโพ(蘇東坡) กวีเอกยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ เคยกินโจ๊กที่เคี่ยวจากข้าวอู๋ซี(無錫米เมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู) หลังกินรู้สึกสดชื่นทั้งกายและใจ เขาเลยเขียนบทกวีว่า "ฉันไม่รู้ว่าร่างกายและจิตใจของฉันกลับตาลปัตร ทำให้ฉันยิ่งรู้รสชาติที่แท้จริงในโลก身心顛倒不自知,更知人間有真味” และ ลู่อิ๋ว(陸游) กวีมีชื่อยุคราชวงศ์ซ่งใต้ กล่าวว่า "การกินโจ๊กนำมาซึ่งความเป็นเซียน食粥致神仙" จนกลายเป็นสโลแกนอันเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์โจ๊กหลายชนิด นอกจากนี้ พระวินัยพุทธมหายานเคยกล่าวว่า "โจ๊กมีคุณประโยชน์ 10 ประการ" เช่น ช่วยเพิ่มพลังงาน เพิ่มความมีชีวิตชีวา ทำให้อายุยืนยาว ให้ความชุ่มคอ ทำให้ย่อยง่าย ช่วยปรับผิวพรรณให้ผ่องใส เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โจ๊กในยุคแรกๆ นั้นมีความเรียบง่ายมาก เป็นแค่โจ๊กขาวเท่านั้น ต่อมามีวิธีการปรุงอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น จึงมีการพัฒนาเป็นโจ๊กเค็ม โจ๊กหวาน และโจ๊กสมุนไพรก็ยังได้รับการพัฒนาในยุคราชวงศ์ซ่ง ซึ่งมีโจ๊กไม่น้อยกว่าร้อยชนิดที่รวมอยู่ใน "สูตรโจ๊ก" อย่างเป็นทางการ จนกระทั่งปัจจุบันยังรวมถึงโจ๊กล่าปา(臘八粥) โจ๊กกวางตุ้ง(廣東粥) โจ๊กปลานวลจันทร์ ฯลฯ ล้วนเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทุกวัย
หวงไห่ไต้(黃海岱) ศิลปินละครหุ่นเชิดวัย 103 ปี ที่เคยได้รับรางวัลแห่งชาติ สาขาวรรณกรรมและศิลปะ เคยกล่าวถึงความลับประการหนึ่งของการมีอายุยืน คือตั้งแต่วัยทำงานที่ใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยกับการแสดงทั้งกลางวันและกลางคืน ภรรยาของเขามักจะตุ๋นโจ๊กหม้อหนึ่งรอเขา เมื่อเขากลับมาถึงบ้านตอนดึก เธอจะนำน้ำซุปไก่ต้มโจ๊กแล้วตอกไข่เข้าไป กินแล้วไม่เพียงแต่สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย แต่ยังช่วยบรรเทาความเครียดและความเหนื่อยล้าในแต่ละวันได้อย่างรวดเร็ว
By แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, Rtiบันทึกในหลี่จี้(หนังสือพิธีกรรม-禮記) กล่าวถึงในปีแห่งความอดอยาก จักรพรรดิทรงใช้โจ๊กเพื่อบรรเทาความอดอยากของประชาชน คาดว่าชาวจีนมีประวัติการกินโจ๊กมานาน อย่างน้อย 2,000-3,000 ปีแล้ว
นักกวีสมัยก่อน มักใช้โจ๊กกล่าวในบทกวี ยกตัวอย่าง ซูตงโพ(蘇東坡) กวีเอกยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ เคยกินโจ๊กที่เคี่ยวจากข้าวอู๋ซี(無錫米เมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู) หลังกินรู้สึกสดชื่นทั้งกายและใจ เขาเลยเขียนบทกวีว่า "ฉันไม่รู้ว่าร่างกายและจิตใจของฉันกลับตาลปัตร ทำให้ฉันยิ่งรู้รสชาติที่แท้จริงในโลก身心顛倒不自知,更知人間有真味” และ ลู่อิ๋ว(陸游) กวีมีชื่อยุคราชวงศ์ซ่งใต้ กล่าวว่า "การกินโจ๊กนำมาซึ่งความเป็นเซียน食粥致神仙" จนกลายเป็นสโลแกนอันเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์โจ๊กหลายชนิด นอกจากนี้ พระวินัยพุทธมหายานเคยกล่าวว่า "โจ๊กมีคุณประโยชน์ 10 ประการ" เช่น ช่วยเพิ่มพลังงาน เพิ่มความมีชีวิตชีวา ทำให้อายุยืนยาว ให้ความชุ่มคอ ทำให้ย่อยง่าย ช่วยปรับผิวพรรณให้ผ่องใส เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โจ๊กในยุคแรกๆ นั้นมีความเรียบง่ายมาก เป็นแค่โจ๊กขาวเท่านั้น ต่อมามีวิธีการปรุงอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น จึงมีการพัฒนาเป็นโจ๊กเค็ม โจ๊กหวาน และโจ๊กสมุนไพรก็ยังได้รับการพัฒนาในยุคราชวงศ์ซ่ง ซึ่งมีโจ๊กไม่น้อยกว่าร้อยชนิดที่รวมอยู่ใน "สูตรโจ๊ก" อย่างเป็นทางการ จนกระทั่งปัจจุบันยังรวมถึงโจ๊กล่าปา(臘八粥) โจ๊กกวางตุ้ง(廣東粥) โจ๊กปลานวลจันทร์ ฯลฯ ล้วนเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทุกวัย
หวงไห่ไต้(黃海岱) ศิลปินละครหุ่นเชิดวัย 103 ปี ที่เคยได้รับรางวัลแห่งชาติ สาขาวรรณกรรมและศิลปะ เคยกล่าวถึงความลับประการหนึ่งของการมีอายุยืน คือตั้งแต่วัยทำงานที่ใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยกับการแสดงทั้งกลางวันและกลางคืน ภรรยาของเขามักจะตุ๋นโจ๊กหม้อหนึ่งรอเขา เมื่อเขากลับมาถึงบ้านตอนดึก เธอจะนำน้ำซุปไก่ต้มโจ๊กแล้วตอกไข่เข้าไป กินแล้วไม่เพียงแต่สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย แต่ยังช่วยบรรเทาความเครียดและความเหนื่อยล้าในแต่ละวันได้อย่างรวดเร็ว