
Sign up to save your podcasts
Or
. เราสัมผัสโลกใบนี้ได้เพียงแค่หนึ่งขณะ
เราสัมผัสได้เพียงขณะนี้
ไม่มากไปกว่านี้
---
เวลาได้กลืนกินทุกสรรพสิ่งพร้อมกับตัวมันเอง
แต่ผู้ใดที่เข้ามาถึงจุดต้นกําเนิดของเวลาคือปัจจุบันขณะแล้ว
บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้กลืนกินกาล
แทนที่จะถูกเวลามันกลืนกิน
เป็นผู้กินกาลนะ
ย่อมทําที่สุดแห่งทุกข์ได้
.
ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้คือยังไง
ปัจจุบันขณะเห็นการเกิดการดับของรูปและนาม ขณะเกิดดับเกิดดับ
ขณะก็แน่นอน ก็คือขณะแห่งการปรากฏและการเสื่อมสลายไปของรูปและนาม สสารพลังงาน
.
เกิดดับเกิดดับ จนกระทั่งว่าการเกิดดับเนี่ยมันไปถึงจุดเต็มรอบของมันนะ
เต็มรอบคือยังไง สายธารแห่งความเกิดดับเขาเรียกว่าความสืบต่อแห่งสสารพลังงาน-
รูปและนามที่มันอิงปัจจุบันขณะอยู่นี้
ปรากฏตั้งอยู่สลาย ปรากฏตั้งอยู่สลาย หรือว่านิยามว่าเกิดดับเกิดดับ
.
ดับไปแล้วก็มีความเกิดมาปรากฎใหม่แล้วก็ดับไปอีก
แล้วก็มีความเกิดมาสืบต่อความสืบต่อเรียกว่าสันตติ
ท้ายที่สุดของสายธารของเวลาอันเป็นปัจจุบันขณะ เกิดดับเกิดดับมันจะไปสิ้นสุดลง
สายธารนี้นะ มันบรรลุถึงสภาวะที่สิ้นสุดลงมัน จะสิ้นสุดลงที่รอบของความดับ
เขานิยามว่าดับสุดท้าย
เมื่อดับสุดท้าย ทําไมนิยามว่าดับสุดท้าย
เพราะเวลาดับสุดท้ายไปแล้วจะไม่มีสภาวะความเกิดมาสืบต่อ
ตามให้ทันนะ
.
ดับสิ้นสุดลงนะ เวลามันจะดับสิ้นสุดลงพร้อมกับการดับลงของรูปและนามของความเกิดและดับ
ของสสารพลังงาน ของรูปและนามเนี่ย
มันจะสิ้นสุดลงที่รอบดับ
เมื่อสิ้นสุดลงแล้วนั่นคือนิยามว่าไม่มีความเกิดมาสืบต่อเมื่อไม่มีเกิดจะมีดับได้อย่างไร
สภาวะที่ไม่มีเกิดไม่มีดับนะเขาเรียกว่าไม่มีขณะของเวลาอีกแล้ว
พ้นไปแล้วจากกรอบของเวลา
เวลานี่คือกาละนะ
ที่ไม่มีเวลา ไม่ประกอบด้วยเวลาก็คือ “อกาลิโก” เป็นคุณสมบัติของธรรมคุณ
ไม่มีการจุติไม่มีการอุบัติไม่มีการเคลื่อน
ไม่ใช่ความว่างเปล่า
พระองค์ท่านตรัสว่าสภาวะนั้นมีอยู่ภิกษุทั้งหลาย ไม่มีการมาไม่มีการไป ไม่มีการจุติและอุบัตินั่นเเลคือที่สุดแห่งทุกข์นั่นคือพระนิพพานนั่นเอง
อันนี้เป็นอกาละแล้วนะ
ที่นิยามว่าเมื่อเวลามันมีอยู่จริงแล้วมันมีสภาวะที่ไม่ประกอบด้วยเวลาไหม
ก็อกาลิโกนั่นไง
อันนี้เรากําลังพูดถึงในบริบทของทัศนคติของพุทธะนะ
ใครที่ดํารงได้โดยสมบูรณ์แล้วนะ เข้าไปถึงสภาวะอกาลิโกแล้ว
ผู้นั้นจะเป็นผู้มีราตรีหนึ่งอันเจริญ
* ปิยทัสสี ภิกขุ *
. เราสัมผัสโลกใบนี้ได้เพียงแค่หนึ่งขณะ
เราสัมผัสได้เพียงขณะนี้
ไม่มากไปกว่านี้
---
เวลาได้กลืนกินทุกสรรพสิ่งพร้อมกับตัวมันเอง
แต่ผู้ใดที่เข้ามาถึงจุดต้นกําเนิดของเวลาคือปัจจุบันขณะแล้ว
บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้กลืนกินกาล
แทนที่จะถูกเวลามันกลืนกิน
เป็นผู้กินกาลนะ
ย่อมทําที่สุดแห่งทุกข์ได้
.
ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้คือยังไง
ปัจจุบันขณะเห็นการเกิดการดับของรูปและนาม ขณะเกิดดับเกิดดับ
ขณะก็แน่นอน ก็คือขณะแห่งการปรากฏและการเสื่อมสลายไปของรูปและนาม สสารพลังงาน
.
เกิดดับเกิดดับ จนกระทั่งว่าการเกิดดับเนี่ยมันไปถึงจุดเต็มรอบของมันนะ
เต็มรอบคือยังไง สายธารแห่งความเกิดดับเขาเรียกว่าความสืบต่อแห่งสสารพลังงาน-
รูปและนามที่มันอิงปัจจุบันขณะอยู่นี้
ปรากฏตั้งอยู่สลาย ปรากฏตั้งอยู่สลาย หรือว่านิยามว่าเกิดดับเกิดดับ
.
ดับไปแล้วก็มีความเกิดมาปรากฎใหม่แล้วก็ดับไปอีก
แล้วก็มีความเกิดมาสืบต่อความสืบต่อเรียกว่าสันตติ
ท้ายที่สุดของสายธารของเวลาอันเป็นปัจจุบันขณะ เกิดดับเกิดดับมันจะไปสิ้นสุดลง
สายธารนี้นะ มันบรรลุถึงสภาวะที่สิ้นสุดลงมัน จะสิ้นสุดลงที่รอบของความดับ
เขานิยามว่าดับสุดท้าย
เมื่อดับสุดท้าย ทําไมนิยามว่าดับสุดท้าย
เพราะเวลาดับสุดท้ายไปแล้วจะไม่มีสภาวะความเกิดมาสืบต่อ
ตามให้ทันนะ
.
ดับสิ้นสุดลงนะ เวลามันจะดับสิ้นสุดลงพร้อมกับการดับลงของรูปและนามของความเกิดและดับ
ของสสารพลังงาน ของรูปและนามเนี่ย
มันจะสิ้นสุดลงที่รอบดับ
เมื่อสิ้นสุดลงแล้วนั่นคือนิยามว่าไม่มีความเกิดมาสืบต่อเมื่อไม่มีเกิดจะมีดับได้อย่างไร
สภาวะที่ไม่มีเกิดไม่มีดับนะเขาเรียกว่าไม่มีขณะของเวลาอีกแล้ว
พ้นไปแล้วจากกรอบของเวลา
เวลานี่คือกาละนะ
ที่ไม่มีเวลา ไม่ประกอบด้วยเวลาก็คือ “อกาลิโก” เป็นคุณสมบัติของธรรมคุณ
ไม่มีการจุติไม่มีการอุบัติไม่มีการเคลื่อน
ไม่ใช่ความว่างเปล่า
พระองค์ท่านตรัสว่าสภาวะนั้นมีอยู่ภิกษุทั้งหลาย ไม่มีการมาไม่มีการไป ไม่มีการจุติและอุบัตินั่นเเลคือที่สุดแห่งทุกข์นั่นคือพระนิพพานนั่นเอง
อันนี้เป็นอกาละแล้วนะ
ที่นิยามว่าเมื่อเวลามันมีอยู่จริงแล้วมันมีสภาวะที่ไม่ประกอบด้วยเวลาไหม
ก็อกาลิโกนั่นไง
อันนี้เรากําลังพูดถึงในบริบทของทัศนคติของพุทธะนะ
ใครที่ดํารงได้โดยสมบูรณ์แล้วนะ เข้าไปถึงสภาวะอกาลิโกแล้ว
ผู้นั้นจะเป็นผู้มีราตรีหนึ่งอันเจริญ
* ปิยทัสสี ภิกขุ *