
Sign up to save your podcasts
Or
ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 22 กรกฎาปี 64 อะไรเกิดขึ้นด้วย
ใจนะ ใจนี้ยังมีบทบาทในการรับรู้อยู่
ใจจะเป็นจุดศูนย์รวมของการรับรู้ในฝ่ายของอกุศล
ความเศร้าหมอง
กิเลสอวิชชาตัณหาอุปาทานนะ
เวลาที่จิตไปรับรู้อารมณ์ว่ามีอวิชชาตัณหาอุปาทานเข้าเกิดร่วม
ความรู้สึกจะถูกดึงถูกหน่วงไปที่หัวใจ
แต่เมื่อใดที่จิตประกอบกับกุศล
ในการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกจะอยู่ที่กึ่งกลางสมอง
ซึ่งในมีหลายคลิปนะที่พระอาจารย์ให้ผู้ปฏิบัติมีการทดสอบ
มีการเทสมีการพิสูจน์ด้วยตัวเราเอง
เป็นเช่นนั้นจริงด้วย
เมื่อเราน้อมนึกถึงกุศลธรรม
คุณความดีฐานะบารมีการเสียสละนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
หรือว่าน้อมจิตหยั่งลงสู่ไตรลักษณ์
อนิจจังทุกขังอนัตตา
ความรู้สึกจะรวมศูนย์ที่กึ่งกลางสมอง
แต่ถ้าเมื่อใด ลองเทสดูได้นะเมื่อเรานึกถึงอารมณ์อกุศล
อันเป็นอารมณ์ที่ทําให้จิตเราเศร้าหมอง
เป็นความรักความชังความผูกพันธ์
การได้มาเสียไปความวิตกกังวลอะไรต่างต่างน่ะ
ความรู้สึกมันจะหน่วงไปที่หัวใจทันที
อันนี้ไม่ไม่ต้องรอระดับสมาธิผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสได้
ด้วยประสบการณ์ง่ายๆ
ส่วนกึ่งกลางสมองนั้นจะเป็นจุดศูนย์รวม
ของกุศลธรรมทั้งปวงในการรับรู้อารมณ์
เมื่อใดที่จิตรับรู้อารมณ์
ที่ประกอบด้วยกุศลธรรมด้วยปัญญา
เมื่อพูดแล้วกลับมาที่ธรรมจักร
เมื่อธรรมจักรปรากฏจะเป็น ๖ วงใช่ไหมก็คือ ๖ ดวง
แต่ว่าเกิดขึ้นทีละดวง
จากวงกลมของ ๖ วงเหลืออยู่วงเดียว
ก็คือตัวธรรมารมณ์กับกึ่งกลางสมอง
ซึ่งเมื่อก่อนนั้นก็เรียกว่าเหลืออยู่เฉพาะธรรมารมณ์กับใจ
แล้ววงกลมของธรรมารมณ์จะหมุนเร็วขึ้นเร็วขึ้น
แล้วกาลอวสาน การสิ้นสุดของวงกลมหรือว่าธรรมจักรก็ดับไป
ดับไปปุ้บวิมุตติญานทัสสนะก็ปรากฏนะ
ที่เกี่ยวกับว่าเป็นชาติสุดท้าย เป็นภพสุดท้าย ภพใหม่ไม่มี
ประมาณนี้ อันนี้ก็จะเป็นอรรถกถา
เพื่อชี้แจงเพื่อมาทําความกระจ่างชัดว่า
เอ๊ะไม่มีในพระไตรปิฏก
บัญญัติในสิ่งที่พระองค์พระพุทธองค์ไม่ได้บัญญัติขึ้น
จะเป็นบาปกรรมไหม ก็มีทัศนคติต่างๆกันไป
เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น
ไม่เป็นการกล่าวตู่หรือว่าไม่เป็นวจีกรรม
กับผู้ที่เข้ามารู้ มาเห็น เข้ามาเสพสื่อ เข้ามามีโอกาส
ได้ได้ยินได้ฟังแบบนั้น
ก็อ๋อนี่ก็ขอให้พวกเรา ผู้เดินทางอยู่
ที่ได้เข้ามาศึกษาองค์ความรู้เหล่านี้
ที่พระอาจารย์มาแบ่งปันนี้ก็เป็นหนึ่งใน "อรรถกถา"
--------
ขอบเขตการรับรู้ของจิตนี้
จะอยู่ในขอบเขตของกายหรือว่าของรูปขันธ์
เพราะฉะนั้นพระองค์ท่านถึงบัญญัติศัพท์อีกตัวหนึ่งว่า
รูปสัญญา ตามให้ทันนะ รูปสัญญา
นั่นหมายถึงว่าใครก็ตามที่มีประสบการณ์
เวลาตัวเองเข้าสมาธิ ขณิกะ อุปจาระ อัปปนาแล้วเนี่ย
มันเวิ้งว้าง มันเป็นว่างเปล่าไร้จุดหมาย
ไม่มีที่ตั้งของกายเหมือนกับว่างเปล่า
ไม่มีกายไม่มีความรู้สึกทางกายเลย
แบบนี้แสดงว่าไม่ใช่นะ
ไม่ใช่ฌานจิต ไม่ใช่รูปสัญญา
เพราะรูปสัญญา สัญญาการรับรู้จะต้องอยู่ในขอบเขตของรูป
คือต้องอยู่ในขอบเขตของกายนี้
ของรูปขันธ์นี้
พึงทําความเข้าใจและระมัดระวังให้มาก
ความเข้าใจกับสาภาวะ
รูปสัญญาเริ่มต้นตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ
และฌานจิตทั้ง ๔ ขั้น
ข้างบน หนึ่ง สอง สาม สี่นี่
คำว่าขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ
นิยามคำสามคํานี้ไม่มีในพระสูตรนะ
นั่นแสดงว่าเป็นอรรถกถาเหมือนกัน
พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี
===========
"อรรถถถา ยุคปี๒๐๐๐"
Group Sitting 19-01-2025
ศูนย์วิปัสสนา วัดถ้ำดอยโตน
#เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตน
ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 22 กรกฎาปี 64 อะไรเกิดขึ้นด้วย
ใจนะ ใจนี้ยังมีบทบาทในการรับรู้อยู่
ใจจะเป็นจุดศูนย์รวมของการรับรู้ในฝ่ายของอกุศล
ความเศร้าหมอง
กิเลสอวิชชาตัณหาอุปาทานนะ
เวลาที่จิตไปรับรู้อารมณ์ว่ามีอวิชชาตัณหาอุปาทานเข้าเกิดร่วม
ความรู้สึกจะถูกดึงถูกหน่วงไปที่หัวใจ
แต่เมื่อใดที่จิตประกอบกับกุศล
ในการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกจะอยู่ที่กึ่งกลางสมอง
ซึ่งในมีหลายคลิปนะที่พระอาจารย์ให้ผู้ปฏิบัติมีการทดสอบ
มีการเทสมีการพิสูจน์ด้วยตัวเราเอง
เป็นเช่นนั้นจริงด้วย
เมื่อเราน้อมนึกถึงกุศลธรรม
คุณความดีฐานะบารมีการเสียสละนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
หรือว่าน้อมจิตหยั่งลงสู่ไตรลักษณ์
อนิจจังทุกขังอนัตตา
ความรู้สึกจะรวมศูนย์ที่กึ่งกลางสมอง
แต่ถ้าเมื่อใด ลองเทสดูได้นะเมื่อเรานึกถึงอารมณ์อกุศล
อันเป็นอารมณ์ที่ทําให้จิตเราเศร้าหมอง
เป็นความรักความชังความผูกพันธ์
การได้มาเสียไปความวิตกกังวลอะไรต่างต่างน่ะ
ความรู้สึกมันจะหน่วงไปที่หัวใจทันที
อันนี้ไม่ไม่ต้องรอระดับสมาธิผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสได้
ด้วยประสบการณ์ง่ายๆ
ส่วนกึ่งกลางสมองนั้นจะเป็นจุดศูนย์รวม
ของกุศลธรรมทั้งปวงในการรับรู้อารมณ์
เมื่อใดที่จิตรับรู้อารมณ์
ที่ประกอบด้วยกุศลธรรมด้วยปัญญา
เมื่อพูดแล้วกลับมาที่ธรรมจักร
เมื่อธรรมจักรปรากฏจะเป็น ๖ วงใช่ไหมก็คือ ๖ ดวง
แต่ว่าเกิดขึ้นทีละดวง
จากวงกลมของ ๖ วงเหลืออยู่วงเดียว
ก็คือตัวธรรมารมณ์กับกึ่งกลางสมอง
ซึ่งเมื่อก่อนนั้นก็เรียกว่าเหลืออยู่เฉพาะธรรมารมณ์กับใจ
แล้ววงกลมของธรรมารมณ์จะหมุนเร็วขึ้นเร็วขึ้น
แล้วกาลอวสาน การสิ้นสุดของวงกลมหรือว่าธรรมจักรก็ดับไป
ดับไปปุ้บวิมุตติญานทัสสนะก็ปรากฏนะ
ที่เกี่ยวกับว่าเป็นชาติสุดท้าย เป็นภพสุดท้าย ภพใหม่ไม่มี
ประมาณนี้ อันนี้ก็จะเป็นอรรถกถา
เพื่อชี้แจงเพื่อมาทําความกระจ่างชัดว่า
เอ๊ะไม่มีในพระไตรปิฏก
บัญญัติในสิ่งที่พระองค์พระพุทธองค์ไม่ได้บัญญัติขึ้น
จะเป็นบาปกรรมไหม ก็มีทัศนคติต่างๆกันไป
เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น
ไม่เป็นการกล่าวตู่หรือว่าไม่เป็นวจีกรรม
กับผู้ที่เข้ามารู้ มาเห็น เข้ามาเสพสื่อ เข้ามามีโอกาส
ได้ได้ยินได้ฟังแบบนั้น
ก็อ๋อนี่ก็ขอให้พวกเรา ผู้เดินทางอยู่
ที่ได้เข้ามาศึกษาองค์ความรู้เหล่านี้
ที่พระอาจารย์มาแบ่งปันนี้ก็เป็นหนึ่งใน "อรรถกถา"
--------
ขอบเขตการรับรู้ของจิตนี้
จะอยู่ในขอบเขตของกายหรือว่าของรูปขันธ์
เพราะฉะนั้นพระองค์ท่านถึงบัญญัติศัพท์อีกตัวหนึ่งว่า
รูปสัญญา ตามให้ทันนะ รูปสัญญา
นั่นหมายถึงว่าใครก็ตามที่มีประสบการณ์
เวลาตัวเองเข้าสมาธิ ขณิกะ อุปจาระ อัปปนาแล้วเนี่ย
มันเวิ้งว้าง มันเป็นว่างเปล่าไร้จุดหมาย
ไม่มีที่ตั้งของกายเหมือนกับว่างเปล่า
ไม่มีกายไม่มีความรู้สึกทางกายเลย
แบบนี้แสดงว่าไม่ใช่นะ
ไม่ใช่ฌานจิต ไม่ใช่รูปสัญญา
เพราะรูปสัญญา สัญญาการรับรู้จะต้องอยู่ในขอบเขตของรูป
คือต้องอยู่ในขอบเขตของกายนี้
ของรูปขันธ์นี้
พึงทําความเข้าใจและระมัดระวังให้มาก
ความเข้าใจกับสาภาวะ
รูปสัญญาเริ่มต้นตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ
และฌานจิตทั้ง ๔ ขั้น
ข้างบน หนึ่ง สอง สาม สี่นี่
คำว่าขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ
นิยามคำสามคํานี้ไม่มีในพระสูตรนะ
นั่นแสดงว่าเป็นอรรถกถาเหมือนกัน
พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี
===========
"อรรถถถา ยุคปี๒๐๐๐"
Group Sitting 19-01-2025
ศูนย์วิปัสสนา วัดถ้ำดอยโตน
#เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตน