🔴 อากาศวิปริต ปีนี้มีไต้ฝุ่นก่อตัวน้อยสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ 8 เดือนแรกของปี ไม่มีไต้ฝุ่นพัดเข้าสู่ไต้หวัน หวั่นเกิดวิกฤตภัยแล้งช่วงปลายปี
🔵 ปีนี้มีความรู้สึกอากาศร้อนเป็นพิเศษ และดูเหมือนว่า นับวันอากาศจะวิปริตมากขึ้น ไม่เป็นไปตามฤดูกาล หน้าหนาว หนาวสุด ๆ หน้าร้อนก็ร้อนตับแตก และร้อนขึ้นทุกปี ในอดีต ประเทศในแถบซีกโลกเหนือ หน้าร้อนอากาศเย็นสบาย ประชาชนไม่ติดตั้งแอร์ เครื่องปรับอากาศไม่มีตลาด แต่ช่วงหลายปีมานี้ ในหน้าร้อนบางประเทศมีอุณหภูมิสูงกว่า 40°c มีคนร้อนตายไปแล้วจำนวนมาก
หน้าร้อนปีนี้ อากาศร้อน ไม่มีไต้ฝุ่นพัดเข้าสู่ไต้หวันในช่วง 8 เดือนแรกของปีติดต่อกันเป็นปีที่ 3 แล้ว
🔵 นอกจากอากาศร้อนแล้ว ปีนี้ยังมีสิ่งผิดปกติอีกอย่าง ได้แก่พายุไต้ฝุ่นก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกน้อยมาก ที่ผ่านมาช่วง 8 เดือนแรกของปี จะมีพายุไต้ฝุ่นเฉลี่ยปีละ 13-14 ลูก แต่ 8 เดือนแรกของปีนี้ มีเพียง 8 ลูก และช่วงหลายปีมานี้ พายุไต้หวันที่พัดเข้าสู่ไต้หวันแทบไม่มี หากจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ยังไม่มีไต้ฝุ่นพัดเข้าไต้หวัน ปีนี้ก็จะเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่ไม่มีพายุไต้หวันพัดเข้าไต้หวันเลยแม้แต่ลูกเดียว จากสถิติที่ผ่านมา แต่ละปีจะมีไต้ฝุ่นก่อตัว 30-40 ลูก และจะพัดเข้าสู่ไต้หวัน 4-5 ลูก อย่างน้อยก็มี 2-3 ลูก แต่ 3 ปีมานี้แทบไม่มีเลย ไต้ฝุ่นพัดผ่านหน้าเกาะไปตลอด และการที่มีไต้ฝุ่นพัดเข้าสู่ไต้หวัน จริงอยู่อาจทำให้บ้านช่องไร่นาเสียหาย แต่ก็นำมาซึ่งปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอใช้จนถึงช่วงก่อนหน้าฝนในปีถัดไป เมื่อไม่มีไต้ฝุ่น ทำให้ห่วงกังวลกันว่า ปีนี้จะเจอภัยแล้งรุนแรงเช่นเดียวกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา
กองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องนำรถบรรทุกน้ำมารดถนน เพื่อลดอุณหภูมิบนพื้นผิว
🔵 รองศาสตราจารย์อู๋เต๋อหรง (吳德榮) แห่งคณะวิทยาศาสตร์บรรยากาศ มหาวิทยาลัยแห่งชาติจงยัง (國立中央大學 : National Central University) อดีต ผอ. กรมอุตุนิยมวิทยาของไต้หวันกล่าวว่า โดยปกติแล้ว ช่วง 6 เดือนแรกของปี มักจะมีไต้ฝุ่นก่อตัวน้อย แต่ปีนี้ก่อตัวเพียง 3 ลูก ถือว่าน้อยกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ฤดูไต้ฝุ่นจะสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน ยังมีโอกาสที่ไต้ฝุ่นจะก่อตัว และที่หลายคนกังวลว่า ไต้ฝุ่นน้อย จะส่งผลกระทบทำให้ภัยแล้งรุนแรงขึ้น ปีนี้นับว่าโชคดีที่มีพายุฝนคะนองช่วงบ่ายเป็นประจำ โดยเฉพาะทางภาคกลางและภาคใต้ บางพื้นที่ฝนตกหนักจนน้ำท่วม ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดภัยแล้งลดน้อยลง
ยังโชคดีที่ช่วงบ่าย ๆ มักมีฝนฟ้าคะนอง โโยเฉพาะภาคกลางและใต้ ทำให้อุณหภูมิลดลงไปได้บ้าง และช่วยเพิ่มน้ำในเขื่อนไม่ให้เหือดแห้ง
🔵 ก็ต้องจับตามองดูกันต่อไปว่า ปีนี้จะมีไต้ฝุ่นพัดเข้าไต้หวันหรือไม่ สำหรับคนไต้หวันแล้ว พายุไต้ฝุ่นเป็นภัยธรรมชาติที่ทั้งรักทั้งกลัว ที่กลัวเพราะมาทีไร สร้างความเสียหายหนักทุกที แต่ระยะหลัง การพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำมากขึ้น ทำให้ป้องกันล่วงหน้าได้ ความเสียหายลดน้อยลงไป ส่วนที่บอกว่ารักนั้น เพราะไต้ฝุ่นนำพาน้ำฝนมาตกในปริมาณมาก ช่วยให้ช่วงปลายปีจนถึงครึ่งแรกของปีถัดไป มีน้ำกินน้ำใช้ที่พอเพียง และสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่คนไต้หวัน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน อยากให้ไต้ฝุ่นพัดเข้ามาบ้าง ก็เพราะจะได้หยุดงานโดยมีค่าจ้าง จะสังเกตเห็นที่ผ่านมา เมื่อมีการประกาศหยุดงานเนื่องจากพายุไต้ฝุ่น มนุษย์เงินเดือนจะดีใจเฮลั่นที่ได้หยุดพักผ่อน
จีหลงที่ได้รับการขนานนามว่าเมืองแห่งสายฝน ปีนี้แล้งจัดจนกรมชลประทานต้องทำฝนเทียม
🔴 โรงเรียนนายพรานของซาคินู ภูมิปัญญาของชนเผ่าพื้นเมืองไต้หวัน สร้างชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก
🔵 สัปดาห์นี้จะขอนำเอาเรื่องราวของชนเผ่าพื้นเมืองไต้หวันผู้หนึ่งที่ดำเนินชีวิตและสร้างครอบครัวในรูปแบบที่แปลกใหม่ในแบบฉบับของตนเองที่มีใครเหมือน
🔵 เขาผู้นี้คือ ยารองหลง ซาคินู (Ahronglong Sakinu) ชนพื้นเมืองเผ่าพายวัน เป็นเจ้าของรางวัลวรรณกรรมหลากหลายรางวัล งานเขียนชิ้นเอกหลายเรื่อง อาทิ "The Sage Hunter" "ผู้เผยความลับ" และ "ทะเลของคุณตา" อีกทั้งยังเป็นนักเขียนชนเผ่าพื้นเมืองที่มีชื่อปรากฎอยู่ในตำราเรียนบ่อยครั้งที่สุด เนื่องจากผลงานเขียนของเขาถูกมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กำหนดให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักศึกษาในภาควิชาที่เกี่ยวกับภาษาจีน ทำให้ซาคินูกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในไต้หวันหลังจากไปโด่งดังในต่างประเทศ
ยารองหลง ซาคินู (Ahronglong Sakinu) นักเขียนชนพื้นเมืองเผ่าพายวันชื่อดังถ่ายภาพที่หน้าบ้านของเขา (ภาพจาก CNA)
🔵 อาชีพหลักของซาคินูคือตำรวจป่าไม้ แต่คลุกคลีและมีบทบาทสำคัญในวงการวัฒนธรรมในฐานะนักเขียนชนเผ่าพื้นเมืองมาเป็นเวลายาวนาน ตลอดช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เขายึดมั่นและศรัทธาในวัฒนธรรมความเชื่อของชนเผ่าพายวัน (Paiwan) นอกจากกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม จัดตั้งชมรมเยาวชนในชุมชนแล้ว ยังได้ริเริ่มเปิดโรงเรียนนายพรานแห่งแรกในไต้หวันเพื่อทดลองที่จะก้าวไปสู่เส้นทางใหม่
งานเขียนของซาคินู เรื่อง The Sage Hunter ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์
🔵 แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักเขาในฐานะนักเขียนชนเผ่าพื้นเมือง แต่นอกเหนือจากงานเขียนแล้ว ซาคินูยังมีความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะสร้างชุมชนยูโทเปีย (ชุมชนแห่งอุดมคติ) ให้กลายเป็นความจริง
🔵 ปณิธานนี้เกิดจากภูมิหลังในการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างพิเศษของเขานั่นเอง เนื่องจากซาคินูถือกำเนิดและเติบโตขึ้นในหมู่บ้านลาเหลาหลัน ซึ่งในยุคญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน มีการย้ายชนเผ่าอามิสและชนเผ่าพายวันให้มาอาศัยอยู่รวมกันในหมู่บ้านแห่งนี้ ชนเผ่าพายวันซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางอยู่แล้ว ประกอบกับการแลกเปลี่ยนและหลอมรวมกับชนเผ่าอื่นทำให้วัฒนธรรมของชนเผ่าพายวันสูญหายไปอย่างรวดเร็ว แม้ผู้เฒ่าผู้แก่ยังสามารถพูดภาษาพายวันได้ แต่กลับสวมเครื่องแต่งกายของชนเผ่าอามิส ร่วมฉลองเทศกาลและประเพณีของชนเผ่าอามิส ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือมีคนในเผ่าจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นชาวพายวัน
ซาคินู มีอาชีพหลักเป็นตำรวจป่าไม้ แต่คลุกคลีและมีบทบาทสำคัญในวงการวัฒนธรรมในฐานะนักเขียนชนเผ่าพื้นเมืองมาเป็นเวลายาวนาน
🔵 ในยุคทศวรรษที่ 1990 เกิดกระแสการเคลื่อนไหวเพื่อชนเผ่าพื้นเมือง ในขณะนั้นซาคินูเพิ่งจบการศึกษาจากวิทยาลัยตำรวจไต้หวัน (Taiwan Police College) ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตํารวจอยู่ในกรุงไทเป อิทธิพลจากกระแสแห่งยุคสมัยทำให้เขาเริ่มเกิดความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับสถานภาพของตนเอง นอกจากศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองแล้ว ซาคินูยังอาศัยคำบอกเล่าของบิดาและผู้เฒ่าประจำเผ่า รวมถึงเดินทางไปสำรวจด้วยตนเอง ประกอบกับใช้ความเพียรพยายามในการแลกเปลี่ยนกับผู้ที่ทำงานด้านวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง จากนั้นรวบรวมเรื่องราวความเป็นมาของชนเผ่าทีละเล็กละน้อย
🔵 ในช่วงเวลาดังกล่าว ซาคินูสามารถซึมซับแก่นแท้แห่งวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองได้อย่างรวดเร็ว อาทิ ความรู้สึกนอบน้อมถ่อมตนและความเคารพต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย การมีปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารกับธรรมชาติเพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นต้น
กิจกรรมโรงเรียนนายพรานของซาคินู
🔵 ซาคินูกล่าวถึงค่านิยมหลัก ที่เขายึดเป็นเครื่องชี้นำวิถีชีวิตของตนเองว่า
1) ต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความดี เพราะความปรารถนาดีและความคิดดีเป็นรากฐานของสรรพสิ่ง ดังนั้นเขาจึงปฏิบัติต่อผู้อื่นเสมือนดั่งปฏิบัติต่อตนเอง
2) ต้องมีสุนทรียศาสตร์ ไม่ได้หมายถึง ผลงานศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นหลัก ทุกอากัปกิริยาสะท้อนถึงมารยาทที่ดีงามและจิตวิญญาณอันสูงส่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์พิเศษ เทียบเคียงได้กับจิตวิญญาณแห่งอัศวินในยุโรปยุคกลางและจิตวิญญาณแห่งซามูไรในญี่ปุ่น
3) ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับผืนแผ่นดินและสิ่งแวดล้อม 70% ของพื้นที่ไต้หวันเป็นภูเขา แม้ประชาชนจะชื่นชอบการปีนเขา แต่กลับไม่มีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกับภูเขาและขาดการปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ
ซาคินูได้ตั้ง Workshop สำหรับสตรีชนพื้นเมือง
🔵 วิสัยทัศน์เหล่านี้ ไม่เพียงกลายเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเขาเท่านั้น แต่ยังได้สะสมและเพิ่มพูนขึ้นจนกลายเป็นวัฒนธรรม โดยผ่านวิถีการดำรงชีวิต และท้ายที่สุดซาคินูยังหวังว่า จะอุทิศมรดกทางวัฒนธรรมนี้ให้แก่ประชาคมโลก
🔵 โดยเฉพาะในฐานะที่เป็นลูกหลานในตระกูลนายพรานล่าสัตว์ การที่มีทัศนคติเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ คุณปู่ของซาคินู เคยเป็นหัวหน้าทีมล่าสัตว์ประจำหมู่บ้าน ต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการหาเนื้อสัตว์มาเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน เขาเล่าว่า "เรารู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่า องค์ความรู้ในด้านต่างๆของนายพรานจะจัดอยู่ในอันดับรองลงมา แต่สิ่งสำคัญประการแรกก็คือ ต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน”
อาคารเรียนโรงเรียนนายพรานของซาคินู ได้รับการบริจาคงบประมาณก่อสร้างใหม่ หลังจากโรงเรียนหลังเก่าถูกไฟไหม้วอดวาย
🔵 ปี ค.ศ. 2002 มีการตีพิมพ์ผลงานเขียนเล่มที่ 2 ที่มีชื่อว่า “ผู้เผยความลับ” หนังสือเล่มนี้ได้บรรยายถึงเรื่องราวของซาคินูที่เดินตามรอยเท้าของบิดาซึ่งเป็นนายพราน กลับเข้าป่าไปล่าสัตว์ นอกจากหนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขาแล้ว ยังกลายเป็นพื้นฐานในการก่อตั้งโรงเรียนนายพราน และงานอื่นๆที่ตามมาภายหลังอีกด้วย
คนชาติต่าง ๆ เข้าร่วมพิธีกรรมตามประเพณีของชนเผ่าพายวัน
🔵 โรงเรียนนายพราน จริง ๆ แล้วเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับอะไร ซาคินูและนักเรียนของเขาต่างไม่ต้องการเปิดเผยมากนัก เรารู้แต่เพียงว่า มีหลักสูตร 4 ระดับตั้งแต่ง่ายไปถึงยาก ใช้เวลาเรียนประมาณ 3-5 วัน เปิดสอนในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ห้องเรียนของพวกเขาที่ใกล้ที่สุดคือบริเวณที่ราบลุ่มเม่น้ำไท่หม่าหลี่ และไกลออกไปจนถึงผืนป่าในพื้นที่เมืองฮัวเหลียนและไถตง
โรงเรียนนายพรานซาคินูไม่ได้สอนล่าสัตว์ แต่สอนให้ใช้ชีวิตกรมกลืนกับธรรมชาติ
🔵 สำหรับรูปแบบการเรียนการสอนจะแตกต่างไปจากการศึกษาทั่วไปที่จะให้ความสำคัญในเรื่องขององค์ความรู้ แต่ในทางตรงกันข้ามโรงเรียนแห่งนี้จะใช้วิธีฝึกฝนด้านจิตวิญญาณเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น หลักสูตรชั้นต้น จะให้นักเรียนได้เรียนรู้การเดินท่ามกลางความมืด ซึ่งก็เหมือนกับในหนังสือ “ผู้เผยความลับ” ที่ได้เขียนถึง ตอนที่ซาคินูตามบิดาของเขาเข้าไปในป่าเพื่อล่าสัตว์ ก็ต้องเริ่มต้นจากการเรียนรู้วิธีเดินป่า อาศัยการฝึกซ้อมเช่นนี้มาช่วยให้สามารถเอาชนะความหวาดกลัว ปลุกศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวให้ตื่นขึ้นมา สำหรับสิ่งที่ผู้คนทั่วไปห่วงกังวล อาทิ การแยกแยะพันธุ์พืชป่า หรือการเอาชีวิตรอดในป่า ในช่วงระหว่างการฝึกฝนก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้เองโดยธรรมชาติ
กิจกรรมนอกโรงเรียนของโรงเรียนนายพรานซาคินู
🔵 ในสายตาของบุคคลภายนอก โรงเรียนนายพรานเป็นเพียงแค่องค์กรแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่เนื่องจากมีจิตวิญญาณเดียวกัน พวกเขาจึงมีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกันยิ่งกว่าญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเสียอีก
🔵 หลายคนเข้าใจผิดว่า การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของซาคินู มีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิม แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็เหมือนกับตระกูลของเขาที่เชื่อมโยงเข้าหากันด้วยจิตวิญญาณและอุดมคติ ไม่ได้ตีกรอบจำกัดเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดเท่านั้น
กิจกรรมนอกโรงเรียนของโรงเรียนนายพรานซาคินู
🔵 ซาคินูกล่าวปิดท้ายว่า “ผมเป็นแค่นักเขียนตัวเล็กๆ และตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่งเท่านั้น หากสิ่งที่คุณทำมันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คุณจะมองเห็นคุณค่าแห่งการอุทิศตนและการทุ่มเทของคุณที่บ่มเพาะออกมาเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถนำมาส่งมอบเป็นของขวัญอันล้ำค่าให้แก่ไต้หวัน”
โรงเรียนนายพรานซาคินูไม่ได้สอนล่าสัตว์ แต่สอนให้ใช้ชีวิตกรมกลืนกับธรรมชาติ
🔵 บทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสารไต้หวันพาโนรามา ติดตามอ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ https://www.taiwan-panorama.com/th