คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่98)
ความเข้าอกเข้าใจ(Empathy)
ของคุณอยู่ที่ไหน?
“และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรฝูงชนก็ทรงสงสารเขาทั้งหลาย
เพราะพวกเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง”
~มัทธิว 9:36 THSV11
“
"ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น" หรือ“การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ที่เรียกว่า "Empathy"
คือ “ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจมุมมอง ความคิด และสภาวะอารมณ์ของผู้อื่น
จากจุดยืนของเขาอย่างแท้จริง โดยปราศจากการตัดสิน”
พระธรรมมัทธิว 9:35-38 เปิดเผยให้เรารู้จักกับ“ความเข้าอกเข้าใจ“( Empathy)
ของพระเยซูได้ชัดเจนที่สุด เพราะ
- พระองค์ไม่ได้เพียง “รู้” ว่าผู้คนกำลังทุกข์ แต่
- พระองค์“สัมผัส”ความทุกข์ของพวกเขานั้นด้วย“ใจ”ของพระผู้เลี้ยง และ
- พระองค์“ลงมือทำ”บางสิ่งเพื่อช่วยและเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา
เราได้เรียนรู้บทเรียนอะไรบ้าง จากพระธรรมตอนนี้?
- พระเยซูทรงเข้าอกเข้าใจความต้องการอย่างเร่งด่วนที่แท้จริงของมนุษย์
~จึงออกไปช่วยเหลือตอบสนองความต้องการของพวกเขาตามที่ต่างๆ
1).ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขาทั้งหลาย
2).ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า
3).ทรงรักษาโรคและความเจ็บป่วยทุกอย่างของพวกเขาให้หาย
- พระเยซูทรงเห็นและเข้าอกเข้าใจฝูงชนและเกิดความเมตตาสงสารพวกเขา
1).ทรงทอดพระเนตรฝูงชน
2).ทรงสงสารเขาทั้งหลาย
คำว่า “สงสาร”ในภาษากรีกตอนนี้(Splagchnizomai)
หมายถึง
1).“รู้สึกสะเทือนอย่างรุนแรงไปถึงส่วนลึกที่สุดภายใน”
2).“ความเมตตาที่ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ”
ดังนั้นคำนี้จึงหมายถึง
พระเยซูไม่ได้เพียงรู้สึกสงสาร
แต่พระองค์ “ปวดร้าวไปกับความทุกข์ของผู้คนเหล่านััน”ด้วย
ด้วยเหตุนี้ “ความเข้าอกเข้าใจ(Empathy)
จึงไม่ใช่เพียงแค่ “ฉันเสียใจด้วย”
แต่หมายความว่า “หัวใจของฉันกำลังเจ็บไปพร้อมกับเธอ”
- พระเยซูทรงเห็นสิ่งเดียวกับที่คนอื่นเห็น แต่พระองค์ทรงเห็นลึกกว่าสายตา
1).คนทั่วไปเห็น
ก.ฝูงชน/จำนวนคน~คนเจ็บป่วย/คนมีความทุกข์กาย
ข.ปัญหาสังคม/ชุมชน ~คนยากจน/ขัดสน แต่
2).พระเยซูทรงเห็น
ก.ความสับสน
ข.การหลงทาง
ค.ความหิวกระหายฝ่ายวิญญาณ
ง.หัวใจที่แตกสลาย
- พระเยซูทรงทราบถึง“ต้นเหตุ”หรือ“สาเหตุ”อันน่าสงสารของพวกเขา
เพราะพวกเขา
1).“ถูกรังควาน”หมายถึงว่าพวกเขา
ก.เหน็ดเหนื่อย
ข.ถูกกดขี่
ค.ถูกเอาเปรียบ
ง.หมดสิ้นเรี่ยวแรง และ
2).“ไร้ที่พึ่ง”เหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง หมายความว่า พวกเขา
ก.“ถูกทอดทิ้ง”
ข.“ถูกโยนทิ้ง”
เหมือนคนที่ไม่มีใครสนใจ
- พระเยซูไม่ได้ทรงมองแค่ “อาการ”แต่ทรงเห็น “บาดแผล”ของพวกเขา
1).คนอื่นเห็นโรค
แต่พระเยซูเห็นความโดดเดี่ยว
2).คนอื่นเห็นความบาป
แต่พระเยซูเห็นความเจ็บปวดที่อยู่เบื้องหลัง
ทั้งหมดนี้ คือ“ความเข้าอกเข้าใจ( Empathy)ที่ลึกซึ้ง มากกว่าเพียงแค่
”ความเห็นอกเห็นใจ“(Sympathy) เท่านััน
- พระเยซูทรงมองผู้คนเหล่านั้น เปรียบเหมือน “แกะไม่มีผู้เลี้ยง”
( เอเสเคียล 34 และ กันดารวิถี 27:17)
~พวกเขาเป็นดุจประชากรที่ขาดผู้นำฝ่ายวิญญาณที่สัตย์ซื่อ
เหมือนแกะไม่มีผู้เลี้ยงที่
~หลงทาง
~หิวโหย
~ถูกหมาป่ากัดกิน
~ไม่มีคนปกป้อง และ
~เดินไปสู่ความตาย
- พระเยซูไม่ได้ทรงกล่าวโทษ ละทิ้ง หรือซ้ำเติมแกะที่ลำบากทนทุกข์
1).พระองค์ไม่ได้มองคนที่ล้ม ด้วยสายตาที่ตำหนิและปากที่ต่อว่า
2).พระองค์มองด้วยสายตาของผู้เลี้ยงที่รักฝูงแกะ
3).พระองค์ไม่ได้แค่ใช้อารมณ์ชั่วครู่ แต่ลงมือกระทำทันที
การเข้าอกเข้าใจ(Empathy )ที่แท้จริง
1).จะไม่หยุดที่คำพูดว่า
“ฉันเข้าใจ” หรือ ”ฉันเห็นใจ” ~แล้วจบแค่นั้น แต่
2).จะถามต่อไปว่า
“ฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง” และ “ขอฉันช่วยในทันทีเลยนะ”
- พระเยซูทรงเปลี่ยน “ความเข้าอกเข้าใจ”(Empathy )ให้เป็นเป็นพันธกิจ(Ministry)
1).คนทั่วไปมองว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมาก” ~นั้นเป็น“ปัญหา” แต่
2).พระเยซูมอง“ข้าวที่ต้องเกี่ยวเหล่านั้นที่มีมาก”~นั้นเป็น“โอกาส”
- พระเยซูทรงประสงค์ให้สาวกของพระองค์มีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นด้วยเช่นกัน
1).พระองค์ไม่ได้ประสงค์จะกระทำพันธกิจช่วยคนทั้งหลายตามลำพัง
~พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “เราจะทำเองทั้งหมด!”
2).พระองค์เรียกสาวกให้มีสิทธิพิเศษเข้ามามีส่วนร่วมด้วยความเข้าอกเข้าใจคนอื่นด้วย
~พระองค์ตรัสว่า“จงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ทรงส่งคนงาน”
พี่น้องที่รัก
“หัวใจที่เหมือนพระคริสต์ ไม่เพียงแค่รู้จักความจริง
แต่ยังเข้าอกเข้าใจในความเจ็บปวดของผู้คน
และตอบสนองออกมาด้วยความรัก”
(A Christlike heart not only knows the truth,
but also feels the pain of people
and responds with love.)
”ความเข้าอกเข้าใจ“(Empathy) คือหัวใจสำคัญที่
1.ไม่ได้สร้าง“ผู้ชม” แต่
2.สร้าง“ผู้รับใช้” ให้รับใช้ผู้อื่น ทั้งด้าน กาย จิต และวิญญาณ
วันนี้ ขอให้เรา มี“ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ที่ประสบกับความทุกข์ยากลำบากของชีวิต
และสำแดงออกมา ด้วยความรักเมตตาจากพระทัยกว้างขวางของพระเยซูคริสต์
…จะดีไหมครับ?