คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่268)
คริสต์มาส:“ข่าวดีสำหรับโลก!”
“แต่ทูตนั้นกล่าวแก่พวกเขาว่า
“อย่ากลัวเลย เรานำข่าวดีมา เป็นความเปรมปรีดิ์ใหญ่หลวงสำหรับคนทั้งปวง”
~ลูกา 2:10 TNCV
“But the angel said to them,
“Do not be afraid. I bring you good news that will cause great joy
for all the people.”
Luke 2:10 NIV
คริสต์มาสคือข่าวดี ที่พระเจ้าจากฟ้าสวรรค์ส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ
และผลที่ตามมาก็คือ
“คนที่ได้รับข่าวดี
ได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้บอกข่าวดีนั้นด้วย!”
(Those who receive the Good News
are called to share it.)
เหมือนดังเรื่องราวที่พระธรรม ลูกา2:8-20 เล่าไว้ดังนี้
1.คนเลี้ยงแกะอยู่กลางทุ่งกำลังเฝ้าฝูงแกะของเขาในเวลากลางคืน
~ผู้เลี้ยงแกะเป็นคนชั้นล่างในสังคม ถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ
= แสดงว่า ข่าวประเสริฐเริ่มต้นจากคนธรรมดา ไม่ใช่ชนชั้นสูง
2.ทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่พวกเขา
และพระรัศมีขององค์พระผู้เป็นเจ้าส่องล้อมรอบเขา
=พระเจ้าทรงสำแดงพระสิริแก่คนที่ถ่อมใจ หรือคนที่ดูต้อยต่ำในสังคมเป็นพวกแรก
3.คนเลี้ยงแกะกลัวนัก
=พระสิริของพระเจ้าทำให้ผู้เลี้ยงแกะ กลัวอย่างยิ่ง
ความกลัวนี้เกิดขึ้นเหมือนกับการพบสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์
การพบพระเจ้าจึงมักเป็นจุดเริ่มต้นของความยำเกรงอย่างจริงใจ
4.ทูตสวรรค์องค์นั้นกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า
“อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังพวกท่าน
เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่จะมาถึงคนทั้งหลาย เพราะว่าในวันนี้
พระผู้ช่วยให้รอดของพวกท่านคือพระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้ามาประสูติที่เมืองของดาวิด
นี่จะเป็นหมายสำคัญสำหรับพวกท่าน คือ
ท่านจะพบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า!”
=สาระสำคัญของข่าวดี
1).อย่ากลัว พระเจ้านำความหวังมาให้ปวงมนุษย์
2).ข่าวดีสำหรับคนทั้งปวง นำความรอดมาสู่คนทั้งหลายโดยไม่จำกัดกลุ่ม
3).พระผู้ช่วยให้รอด คือพระเยซู เป็นทั้ง
ก.องค์ผู้ช่วยเราให้พ้นจากหนี้บาปอย่างถาวร และ
ข.องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ถ่อมพระทัยมาบังเกิดอย่างเรียบง่ายเป็นองค์เจ้านายของเรา
5.ชาวสวรรค์หมู่หนึ่งมาปรากฏอยู่กับทูตสวรรค์องค์นั้นร่วมสรรเสริญพระเจ้าว่า
“1).พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก
2).สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์โปรดปรานนั้น”
=การสรรเสริญของทูตสวรรค์บ่งบอกว่า
ก.พระเจ้าทรงได้รับการถวายพระเกียรติสิริ
ข.มนุษย์ได้รับสันติสุข
เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระสิริของพระเจ้าและสันติสุขของมนุษย์มาบรรจบกัน
6.ทูตสวรรค์เหล่านั้นไปจากพวกเขาขึ้นสู่สวรรค์แล้ว
=ผู้บอกข่าวดี เมื่อได้บอกข่าว ก็เท่ากับได้ทำหน้าที่ของตนแล้ว ผลจะเกิดขึ้นอย่างไร
ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของเขาอีกต่อไป
7.บรรดาคนเลี้ยงแกะก็พูดกันว่า
“ให้เราไปยังเมืองเบธเลเฮมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแจ้งกับเรา”
=ผู้เลี้ยงแกะ ตอบสนองทันที
พวกเขาเปลี่ยนจาก จากการรับฟัง เป็นการรีบไป และเห็นด้วยตาของตนเอง
8.คนเลี้ยงแกะก็รีบไป แล้ว
1).พบนางมารีย์กับโยเซฟ และ
2).พบพระกุมารนั้นนอนอยู่ในรางหญ้า
=ความเชื่อแท้ นำไปสู่การลงมือกระทำ
9.พวกคนเลี้ยงแกะเห็นแล้วจึงเล่าเรื่องที่เขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น
=คนเลี้ยงแกะกลายมาเป็นพยานข่าวดีที่ได้ฟังและได้เห็น
ไม่ว่าใครแม้แต่คนธรรมดาที่พบพระคริสต์ ก็สามารถเป็นพยานที่ทรงพลังได้
10.คนทั้งหลายที่ได้ยินก็ประหลาดใจเกี่ยวกับเรื่องที่คนเลี้ยงแกะบอกกับเขา
=คำพยานของคนธรรมดาหรือผู้เล็กน้อยอาจสร้างความอัศจรรย์ใจแก่คนมากมายได้เสมอ
11.นางมารีย์ก็เก็บสิ่งเหล่านั้นไว้และรำพึงอยู่ในใจ
=มารีย์ได้ไม่เร่งรีบที่จะพูด แต่ ได้คิดใคร่ครวญในใจ
แล้วจึงตอบสนองด้วยความเชื่อและความถ่อมใจ
อันเป็นการนมัสการที่ลึกที่สุดอยู่ภายใน
12.บรรดาคนเลี้ยงแกะจึงกลับไป
1).ถวายพระเกียรติและ
2).สรรเสริญพระเจ้า สำหรับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เขา
ก.ได้ยิน และ
ข.ได้เห็นดังที่กล่าวไว้กับพวกเขา
=พวกเขากลับไปทำหน้าที่การงานเดิม แต่หัวใจของพวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ชีวิตเลี้ยงแกะธรรมดา ได้กลายเป็นชีวิตแห่งการสรรเสริญและเป็นพยาน
การได้พบพระเยซู อาจไม่ได้เปลี่ยนสถานที่หรืออาชีพการงานขอวเรา
แต่จะเปลี่ยนหัวใจของเราไปตลอดกาล
คัมภีร์ในตอนนี้ได้ปิดท้ายดังนี้
“หลังจากครบแปดวันซึ่งเป็นวันที่จะให้พระกุมารนั้นเข้าสุหนัต
เขาจึงให้นามว่าเยซู ดังที่ทูตสวรรค์กล่าวไว้ก่อนจะปฏิสนธิในครรภ์”
~ลูกา 2:21 THSV11
นาม“เยซู” แปลว่า “พระเจ้าทรงช่วยให้รอด!”
พระนามของพระองค์ได้บอกชัดเจนถึงภารกิจและพันธกิจของพระองค์!
และกลายมาเป็นคำสัญญาแห่งความรอดที่มอบให้แก่มนุษย์ทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์
พี่น้องที่รัก
เวลานี้ คุณได้ยินได้ฟังข่าวดีแห่งวันคริสต์มาสแล้วใช่หรือไม่?
และคุณได้มีประสบการณ์อันอัศจรรย์กับข่าวดีนั้นแลัวหรือยัง?
คุณเห็นด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้หรือไม่ว่า
“เมื่อเราได้พบพระเยซูคริสต์แห่งวันคริสต์มาส
ชีวิตธรรมดาของเราก็กลายเป็นพยานที่ทรงพลัง!”
(When we meet Jesus Christ , Our ordinary lives
become powerful testimonies.)
…ชอบบอกที!