Tommy เล่าให้ฟัง

Tommy เล่าให้ฟัง

Download on the App Store

Tommy เล่าให้ฟัง episodes

  • EP. 20 - เปลี่ยนชีวิตคุณด้วยการทำวิปัสสนา สมาธิ

    วันนี้เราจะพูดถึงหัวข้อสำคัญและลึกซึ้งที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต คือ “การฝึกจิตให้สงบ” ด้วยการ เจริญสมาธิ และ วิปัสสนา เพื่อให้เราก้าวพ้นความทุกข์ และไปสู่เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา นั่นคือ การหลุดพ้น หรือ “นิพพาน” และการเป็น อริยบุคคล


    ⸻


    [ช่วงที่ 1 – เข้าใจปัญหาชีวิต: ทำไมเราต้องฝึกจิต?]


    (เวลาประมาณ 5 นาที)


    เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับ “ความทุกข์” ในรูปแบบต่างๆ

    บางคนมีความเครียด บางคนมีความเศร้า หรือความกังวลใจ

    ไม่ว่าจะรวยแค่ไหน ก็ยังมีทุกข์ เพราะใจเราถูกครอบงำด้วย “กิเลส”

    เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง


    พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า

    “ต้นตอของความทุกข์ทั้งหมด เกิดจากใจที่ไม่รู้เท่าทันความจริง”

    เพราะฉะนั้น การฝึกจิตจึงเป็นทางเดียวที่จะดับทุกข์อย่างแท้จริง


    ⸻


    [ช่วงที่ 2 – สมาธิคือพื้นฐานของการฝึกจิต]


    (เวลาประมาณ 6-7 นาที)


    สมาธิ (Samādhi) แปลว่า “การตั้งมั่นของจิต”

    คือ การฝึกให้จิตไม่วอกแวก ไม่ไหลไปตามอารมณ์หรือความคิด

    เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วย “อานาปานสติ” หรือการกำหนดลมหายใจ


    วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น:

    1. ​ นั่งในที่สงบ หลับตา หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติ
    2. ​ รู้ลมหายใจโดยไม่ต้องบังคับ
    3. ​ ถ้าฟุ้งซ่าน ไม่ต้องกังวล แค่กลับมารู้ลมใหม่


    เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ จะเกิดสมาธิขั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า

    ฌาน (Jhana) ซึ่งมีทั้งหมด 8 ระดับ


    ฌาน 1-4 คือ รูปฌาน (สงบใจจากรูปเสียง)

    ฌาน 5-8 คือ อรูปฌาน (ลึกไปถึงการไม่ยึดติดแม้แต่วัตถุ)


    ไม่จำเป็นต้องถึงฌาน 8 ก็ได้ครับ แค่ใจสงบพอประมาณ ก็ใช้พิจารณาวิปัสสนาได้แล้ว


    ⸻


    [ช่วงที่ 3 – วิปัสสนา: เห็นตามความเป็นจริง]


    (เวลาประมาณ 6-7 นาที)


    วิปัสสนา (Vipassanā) คือ การใช้จิตที่สงบมาพิจารณาธรรม

    เพื่อให้เกิด “ปัญญา” เห็นความจริงของชีวิต


    หลักสำคัญของวิปัสสนา คือ “ไตรลักษณ์”:

    • ​ อนิจจัง – ทุกอย่างไม่เที่ยง
    • ​ ทุกขัง – ไม่มีอะไรให้พึ่งพาได้อย่างแท้จริง
    • ​ อนัตตา – ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวเรา


    ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ความโกรธ

    ลองสังเกตว่า… มันเกิดขึ้นอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ดับไป

    เราควบคุมมันไม่ได้จริงๆ

    ถ้าพิจารณาแบบนี้ซ้ำๆ จิตจะเริ่มเบาบางจากความยึดมั่น


    ผลของวิปัสสนา:

    • ​ ความยึดติดจะค่อยๆ ลดลง
    • ​ ใจจะเริ่มปล่อยวาง
    • ​ กิเลสจะลดลงเองโดยธรรมชาติ


    ⸻


    [ช่วงที่ 4 – บันได 4 ขั้นของอริยบุคคล]


    (เวลาประมาณ 6-8 นาที)


    เมื่อฝึกสมาธิและวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง

    จิตจะเริ่ม “ละกิเลส” และเกิด “ญาณทัศนะ” หรือการรู้แจ้ง


    พระพุทธเจ้าตรัสถึงผู้ที่บรรลุธรรมไว้ 4 ขั้น คือ:

    1. ​ โสดาบัน (พระโสดา)
    • ​ เห็นความจริงครั้งแรก ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
    • ​ จะไม่ตกอบายอีก และกลับมาเกิดไม่เกิน 7 ชาติ
    1. ​ สกิทาคามี (พระสกิทา)
    • ​ ลดความโลภ โกรธ หลงได้มาก
    • ​ กลับมาเกิดอีกครั้งเดียวเท่านั้น
    1. ​ อนาคามี (พระอนาคา)
    • ​ ละราคะ-โทสะได้หมด
    • ​ ไปเกิดในพรหมโลก และไม่กลับมาโลกมนุษย์อีก
    1. ​ อรหันต์ (พระอรหันต์)
    • ​ ละกิเลสได้หมดสิ้น ไม่เกิดอีก
    • ​ หลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยสมบูรณ์


    ⸻


    [ช่วงที่ 5 – วิธีฝึกปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน]


    (เวลาประมาณ 5-6 นาที)


    ต่อไปนี้คือวิธีฝึกแบบง่ายๆ ที่ทำได้จริง:

    1. ​ นั่งสมาธิทุกวัน (วันละ 10-30 นาที)
    • ​ ใช้ลมหายใจเป็นหลัก
    • ​ หรือพุท-โธก็ได้
    1. ​ ฝึกสติในชีวิตประจำวัน
    • ​ ล้างจาน เดิน กินข้าว อาบน้ำ ด้วยความรู้ตัว

    • เช่น “ขณะล้างจาน ก็รู้ว่ากำลังล้างจาน”

    3. ฟังธรรมะ หรืออ่านหนังสือธรรมะทุกวัน

    • เพื่อให้ปัญญาค่อยๆ ตื่น

    4. พิจารณาไตรลักษณ์

    • เห็นความเปลี่ยนแปลง ความทุกข์ ความไม่มีตัวตน ในสิ่งต่างๆ รอบตัว

    5. อยู่กับกัลยาณมิตร

    • คบเพื่อนดี ฟังครูบาอาจารย์ จะช่วยให้เราไม่หลงทาง


    ⸻


    [OUTRO – ปิดท้ายเบาๆ]

    ชีวิตที่มีจิตใจสงบ ไม่หวั่นไหวต่อความเปลี่ยนแปลง

    คือชีวิตที่ใกล้พ้นทุกข์ที่สุด


    ทุกคนเริ่มต้นได้…แม้จะยังไม่เป็นพระ ไม่ใช่โยคี

    แต่การมีสติ การมีสมาธิ และการมองเห็นตามความจริง

    สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ


    ขอบคุณที่รับฟังพอดแคสต์ตอนนี้จาก “Stories to Inspire”

    แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า

    ขอให้ทุกคนมีความสงบเย็นในใจ

    สวัสดีครับ

    7 min
  • EP. 19 - 13 Things Mentally Strong People Don’t Do by Amy Morin - สิ่งทึ่คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเค้าไม่ทำกัน

    13 Things Mentally Strong People Don’t Do” โดย Amy Morin


    แต่ในตอนนี้ ผมคัดมาให้เน้น ๆ 10 สิ่งที่คนที่แข็งแกร่งทางจิตใจจะไม่ทำ ที่ผมคิดว่าเหมาะกับคนฟังของเรามากที่สุด


    ⸻


    [ช่วงที่ 1: ความหมายของความแข็งแกร่งทางจิตใจ]


    ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ความแข็งแกร่งทางจิตใจ” คืออะไร?


    มันไม่ใช่การทำตัวเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้ หรือไม่รู้สึกอะไรเลย แต่คือการรู้จักควบคุมอารมณ์ มีวินัยในตัวเอง และสามารถลุกขึ้นได้เมื่อชีวิตล้มลง


    คนที่แข็งแกร่งทางจิตใจไม่ใช่คนที่ไม่เคยเจอปัญหา แต่คือคนที่ ไม่ยอมให้ปัญหาเหล่านั้นควบคุมชีวิตของเขา


    ⸻


    [ช่วงที่ 2: 10 สิ่งที่คนแข็งแกร่งทางจิตใจไม่ทำ]


    1. ​ ไม่เสียเวลาเสียดายตัวเอง
    • ​ พวกเขาไม่มัวแต่จมอยู่กับความสงสารตัวเอง
    • ​ แทนที่จะถามว่า “ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดกับฉัน” พวกเขาจะถามว่า “ฉันจะเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง”


    1. ​ ไม่ยอมให้คนอื่นควบคุมชีวิตของตัวเอง
    • ​ คนที่แข็งแกร่งจะไม่ให้ใครมากำหนดความสุขหรืออารมณ์ของเขา
    • ​ เขาเลือกที่จะมีอำนาจเหนือความรู้สึกของตัวเอง


    1. ​ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
    • ​ พวกเขารู้ว่าโลกเปลี่ยนตลอดเวลา และเลือกที่จะปรับตัวมากกว่าต่อต้าน
    • ​ ความไม่แน่นอนไม่ใช่ศัตรู แต่มันคือโอกาสในการเติบโต


    1. ​ ไม่เสียพลังไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
    • ​ เช่น สภาพอากาศ การจราจร หรือพฤติกรรมของคนอื่น
    • ​ พวกเขาโฟกัสแค่สิ่งที่ควบคุมได้ เช่น การตอบสนองของตัวเอง


    1. ​ ไม่พยายามทำให้ทุกคนพอใจ
    • ​ เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้
    • ​ พวกเขาซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และกล้าที่จะพูดว่า “ไม่” เมื่อจำเป็น


    1. ​ ไม่กลัวที่จะเสี่ยงอย่างมีเหตุผล
    • ​ พวกเขาไม่ใช่คนบ้าบิ่น แต่กล้าเสี่ยงแบบคำนวณไว้แล้ว
    • ​ เพราะรู้ว่าการเติบโตมักอยู่ในพื้นที่ที่ไม่สบายใจ


    1. ​ ไม่ยึดติดกับอดีต
    • ​ พวกเขาเรียนรู้จากอดีต แต่ไม่ปล่อยให้อดีตมากำหนดปัจจุบัน
    • ​ พวกเขารู้ว่า “สิ่งที่เคยเกิดขึ้น” ไม่ใช่ “สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอีก”


    1. ​ ไม่ทำผิดซ้ำ ๆ
    • ​ เมื่อพลาด เขาจะวิเคราะห์และปรับปรุง ไม่ใช่โทษโชคหรือคนอื่น
    • ​ พวกเขาเติบโตจากบทเรียน ไม่ใช่จากการหนีปัญหา


    1. ​ ไม่อิจฉาความสำเร็จของคนอื่น
    • ​ พวกเขามองความสำเร็จของผู้อื่นเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ภัยคุกคาม
    • ​ เพราะรู้ว่าทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง


    1. ​ ไม่ยอมแพ้หลังจากล้มเหลว
    • ​ ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

    • พวกเขาลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ล้มลง และเข้มแข็งขึ้นทุกครั้ง


    ⸻


    [ช่วงที่ 3: สรุปและแรงบันดาลใจ]


    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะคนเหล่านี้ “เกิดมาเข้มแข็ง” แต่เพราะเขา “เลือกที่จะฝึกตัวเอง” ให้มีวินัยทางความคิด อารมณ์ และการกระทำในทุกวัน


    ถ้าคุณอยากเป็นคนที่แข็งแกร่งทางจิตใจ ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่เริ่มจาก การไม่ทำหนึ่งอย่าง ที่ไม่ช่วยคุณ แล้วค่อย ๆ พัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ


    จำไว้ว่า จิตใจที่แข็งแกร่งไม่ได้มาจากความโชคดี แต่มาจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ


    ⸻

    6 min
  • EP. 18 - The Subtle Art of not giving a F*ck - By Mark Manson : ศิลปะแห่งการชั่งหัวมัน

    **The Subtle Art of Not Giving a F*ck** โดย **Mark Manson**


    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกให้คุณ "มองโลกในแง่ดี" หรือ "คิดบวกเข้าไว้" แต่สอนให้เรา **เลือกสิ่งที่ควรแคร์และปล่อยวางสิ่งที่ไม่สำคัญ** เพื่อให้เรามีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง


    ---


    ### **[ช่วงที่ 1: แก่นแท้ของหนังสือ]**


    หนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามกับแนวคิดที่ว่า "เราควรมีชีวิตที่ไม่มีปัญหาและความทุกข์" Mark Manson บอกว่า **ชีวิตที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงปัญหา แต่มันขึ้นอยู่กับการเลือกปัญหาที่เรายินดีจะรับมือ**


    ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล ข่าวสาร และโซเชียลมีเดียที่ทำให้เรารู้สึกว่า "เราต้องแคร์ทุกอย่าง" หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราตระหนักว่า **เราไม่สามารถให้ความสำคัญกับทุกเรื่องได้** เราต้องเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับอะไร และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป


    ---


    ### **[ช่วงที่ 2: 5 แนวคิดสำคัญจากหนังสือ]**


    ผมได้คัดเลือก **5 แนวคิดที่ทรงพลังที่สุด** จากหนังสือเล่มนี้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน


    #### **1. ความสุขไม่ได้มาจากการไม่มีปัญหา แต่มาจากการเลือกปัญหาที่เรายินดีจะรับมือ**


    หลายคนคิดว่าความสุขคือการใช้ชีวิตแบบไร้ปัญหา แต่ความจริงคือ **ปัญหามีอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกปัญหาแบบไหน**


    - ถ้าคุณอยากมีร่างกายที่ดี คุณต้องยอมรับความเหนื่อยจากการออกกำลังกาย

    - ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในอาชีพ คุณต้องยอมรับแรงกดดันและความเสี่ยง


    แทนที่จะถามว่า *"ฉันอยากมีชีวิตแบบไหน?"* ให้ถามว่า *"ฉันยอมรับปัญหาแบบไหนได้?"* แล้วคุณจะพบว่าความสุขของคุณอยู่ตรงไหน


    #### **2. คุณไม่ใช่คนพิเศษ และโลกนี้ไม่ได้เป็นหนี้คุณ**


    Mark Manson ท้าทายแนวคิดที่ว่า "ทุกคนเป็นคนพิเศษและควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด" ความจริงคือ **ไม่มีใครที่พิเศษโดยกำเนิด และโลกนี้ไม่ได้ติดหนี้อะไรเราเลย**


    การที่เรายอมรับความจริงข้อนี้ จะทำให้เราหยุดเรียกร้องสิ่งต่างๆ และเริ่มลงมือทำเพื่อสร้างสิ่งที่เราต้องการจริงๆ


    #### **3. ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันคือหนทางสู่ความก้าวหน้า**


    ในโลกที่เต็มไปด้วยความกดดัน หลายคนกลัวความล้มเหลว แต่ความจริงคือ **คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ล้มเหลวมากกว่าคนทั่วไป**


    - Michael Jordan เคยพลาดลูกชู้ตสำคัญนับพันครั้ง

    - Thomas Edison ล้มเหลวมากกว่า 1,000 ครั้งก่อนจะประดิษฐ์หลอดไฟได้


    แทนที่จะกลัวความล้มเหลว ให้มองว่ามันคือกระบวนการเรียนรู้ และเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ


    #### **4. คุณจะมีอิสรภาพ เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง**


    Mark Manson บอกว่า **การยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ จะทำให้เรามีอิสรภาพที่แท้จริง**


    - ถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่สามารถเป็นที่รักของทุกคนได้ คุณจะไม่เสียเวลาพยายามเอาใจทุกคน

    - ถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่สามารถเก่งทุกอย่างได้ คุณจะเลือกมุ่งเน้นสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด


    เมื่อเรายอมรับข้อจำกัดของตัวเอง เราจะสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระและมีความสุขมากขึ้น


    #### **5. ค่าของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณให้ความสำคัญ**


    สุดท้ายแล้ว **ชีวิตของคุณมีค่าแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเลือกให้ความสำคัญ**


    - ถ้าคุณให้ความสำคัญกับเงินมากกว่าครอบครัว คุณอาจจะมีเงินมาก แต่ขาดความอบอุ่น

    - ถ้าคุณให้ความสำคัญกับการสร้างผลกระทบต่อสังคม คุณอาจไม่รวยมาก แต่คุณจะมีความหมายในชีวิต


    ถามตัวเองว่า *"ฉันให้ความสำคัญกับอะไรในชีวิต?"* คำตอบของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร


    ---


    ### **[ช่วงที่ 3: ข้อคิดและการนำไปใช้]**


    1. **เลือกปัญหาที่คุณพร้อมจะรับมือ** แทนที่จะพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา ให้เลือกปัญหาที่คุ้มค่ากับคุณ

    2. **ยอมรับว่าคุณไม่ใช่คนพิเศษ** แล้วลงมือทำสิ่งที่สำคัญกับคุณ

    3. **มองความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ** และใช้มันเป็นบทเรียนในการเติบโต

    4. **ยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง** แล้วใช้ชีวิตให้เต็มที่ในแบบของคุณ

    5. **เลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีค่า** และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป


    ---


    วันนี้เราได้พูดถึง *The Subtle Art of Not Giving a F*ck* และแนวคิดที่สามารถเปลี่ยนวิธีคิดของเราได้ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เราหยาบคายหรือไม่สนใจอะไรเลย แต่สอนให้เรา **เลือกสิ่งที่ควรแคร์ และปล่อยวางสิ่งที่ไม่สำคัญ**


    สุดท้ายแล้ว **ชีวิตที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไม่มีปัญหา แต่ขึ้นอยู่กับการ

    ”เลือก” ปัญหาที่เรายินดีจะรับมือ**

    8 min
  • EP.17 - ถ้าถึงวาระสุดท้าย จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว คุณจะคิดถึงอะไร - “The Top Five Regrets of the Dying“

    หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว มันทำให้ผมคิดถึง Episode Podcast ที่เราจะมาคุยกันวันนี้ครับ..


    วันนี้เราจะมาพูดถึงหนังสือที่ทรงพลังและกระตุ้นให้เราฉุกคิดเกี่ยวกับชีวิตของเราเอง นั่นก็คือ “The Top Five Regrets of the Dying” หรือ “5 ความเสียใจของผู้ที่ใกล้ตาย”


    หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Bronnie Ware ซึ่งเป็นอดีตพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เธอได้พูดคุยและสังเกตความรู้สึกของผู้ป่วยที่กำลังเผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายของชีวิต และพบว่ามี 5 สิ่งที่คนส่วนใหญ่เสียใจที่สุดก่อนจากโลกนี้ไป


    ถ้าพร้อมแล้ว ไปสำรวจ 5 ความเสียใจที่เราสามารถเรียนรู้และหลีกเลี่ยงได้กันครับ


    ⸻


    1. ฉันหวังว่าฉันมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตตามแบบที่ต้องการ ไม่ใช่ตามที่คนอื่นคาดหวัง


    หนึ่งในความเสียใจที่พบบ่อยที่สุดคือ การไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ แต่กลับทำตามความคาดหวังของสังคมหรือครอบครัว หลายคนเลือกเรียนหรือทำงานในสายที่ไม่ได้รัก เพียงเพราะมันดูมั่นคง หรือทำให้คนรอบข้างพอใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขากลับรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา


    สิ่งที่เราเรียนรู้ได้:

    • จงถามตัวเองเสมอว่า “นี่คือชีวิตที่ฉันต้องการจริงๆ หรือเปล่า?”

    • อย่าปล่อยให้เสียงของคนอื่นดังกว่าเสียงของหัวใจตัวเอง

    • ถ้าคุณมีความฝัน ลองให้โอกาสตัวเองได้ทำ อย่ารอจนสายเกินไป


    ⸻


    2. ฉันหวังว่าฉันไม่ได้ทำงานหนักเกินไป


    ผู้ชายเกือบทุกคนที่ Bronnie ดูแลต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาเสียใจที่ ใช้เวลากับงานมากเกินไป จนพลาดช่วงเวลาดีๆ กับครอบครัวและคนรัก หลายคนมุ่งมั่นสร้างฐานะ จนไม่ได้อยู่ดูแลลูกๆ หรือใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์กับคนสำคัญ


    สิ่งที่เราเรียนรู้ได้:

    • งานเป็นสิ่งสำคัญ แต่ อย่าปล่อยให้มันกลืนกินทั้งชีวิตของคุณ

    • หาเวลาให้กับครอบครัว เพื่อน และตัวเอง เพราะความทรงจำที่ดีไม่มีวันย้อนกลับมาได้

    • จัดสมดุลชีวิตให้ดี อย่ารอจนเกษียณแล้วค่อยใช้ชีวิต


    ⸻


    3. ฉันหวังว่าฉันกล้าแสดงความรู้สึกของตัวเองมากกว่านี้


    หลายคนเลือกที่จะเก็บความรู้สึกไว้ ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวถูกปฏิเสธ หรือกลัวว่าคนอื่นจะมองไม่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขากลับเสียใจที่ไม่ได้บอกความรู้สึกเหล่านั้นออกไป


    สิ่งที่เราเรียนรู้ได้:

    • อย่ากลัวที่จะพูดในสิ่งที่รู้สึก ถ้าคุณรักใคร จงบอกเขา

    • ถ้าคุณไม่พอใจอะไร จงแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ แทนที่จะเก็บมันไว้จนกลายเป็นความขมขื่น

    • การแสดงความรู้สึกออกไปเป็นสิ่งสำคัญ เพราะบางครั้งเราอาจไม่มีโอกาสได้ทำมันอีก


    ⸻


    4. ฉันหวังว่าฉันใช้เวลากับเพื่อนมากกว่านี้


    เมื่อผู้คนเข้าสู่วัยชรา พวกเขาตระหนักว่าความสัมพันธ์ที่แท้จริงสำคัญกว่าทรัพย์สินหรือความสำเร็จทางอาชีพ หลายคนเสียใจที่ปล่อยให้เพื่อนเก่าห่างหายไป เพราะมัวแต่ยุ่งกับชีวิตตัวเอง


    สิ่งที่เราเรียนรู้ได้:

    • อย่าปล่อยให้มิตรภาพจางหายไป เพราะเวลาผ่านไป เราอาจไม่สามารถย้อนกลับไปหาเพื่อนคนนั้นได้อีก

    • หาเวลาติดต่อเพื่อนเก่า นัดพบปะกันบ้าง

    • ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความสุข


    ⸻


    5. ฉันหวังว่าฉันปล่อยให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้


    หลายคนใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของ “ความคาดหวัง” และ “ความกลัว” จนลืมไปว่า ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ บางคนยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ หรือกลัวการเปลี่ยนแปลงจนไม่กล้าทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข


    สิ่งที่เราเรียนรู้ได้:

    • อย่ารอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อน แล้วค่อยมีความสุข จงหาความสุขจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิต

    • ปล่อยวางสิ่งที่ทำให้เครียด หรือความกังวลที่ไม่จำเป็น

    • ชีวิตมีค่าเกินกว่าที่จะใช้ไปกับความทุกข์


    ⸻


    วันนี้เราได้พูดถึง “5 ความเสียใจของผู้ที่ใกล้ตาย” ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญในการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า

    1. จงกล้าที่จะใช้ชีวิตตามแบบของตัวเอง

    2. อย่าทำงานหนักจนละเลยคนที่รัก

    3. กล้าแสดงความรู้สึกของตัวเอง

    4. ให้ความสำคัญกับมิตรภาพและความสัมพันธ์

    5. อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข


    สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคน ใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ต้องมีความเสียใจในวันสุดท้าย ทำในสิ่งที่อยากทำ บอกรักคนที่อยากบอก และหาความสุขจากปัจจุบัน

    7 min
  • EP. 16 - กฏแห่งอำนาจ.. ทำอย่างไรเราจะมีอำนาจ? - By Robert Greene

    New York Times Bestseller Book - 48 Lows of Power


    [ช่วงที่ 1: หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร?]


    The 48 Laws of Power เป็นหนังสือที่วิเคราะห์วิธีที่บุคคลผู้มีอำนาจ เช่น พระราชา ผู้นำ นักการเมือง และนักธุรกิจ ใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการควบคุมและสร้างอิทธิพล หนังสือเล่มนี้นำเรื่องราวของบุคคลสำคัญในอดีตมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เราเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงอย่างไร


    แต่ต้องบอกก่อนว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แนะนำให้ทุกคนต้อง “ใช้เล่ห์กล” หรือ “เป็นคนร้าย” แต่เป็นการสอนให้เรารู้เท่าทันอำนาจ และปกป้องตัวเองจากคนที่ใช้กลยุทธ์เหล่านี้กับเรา


    ⸻


    [ช่วงที่ 2: กฎ 5 ข้อที่สำคัญที่สุดจากหนังสือ]


    ในบรรดา 48 กฎ ผมคัดเลือกมา 5 กฎที่สำคัญและสามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริง


    1. ​ ห้ามบดบังแสงของผู้ที่อยู่เหนือกว่า (Never Outshine the Master)
    • ​ ความหมาย: กฎนี้พูดถึงการที่เราควรรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและมีความเคารพต่อผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าเรา เช่น เจ้านายหรือหัวหน้าที่มีอำนาจเหนือเรา การแสดงความเก่งกาจหรือการเป็นที่สนใจมากเกินไปอาจทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจ และกลายเป็นภัยในอนาคต
    • ​ วิธีที่ควรใช้: แทนที่จะพยายามโดดเด่นจนเกินไป ให้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นคนที่เก่งที่สุดในห้องและมีอำนาจที่สุด การให้การยอมรับและสนับสนุนในความคิดเห็นของพวกเขาจะช่วยให้คุณได้ความไว้วางใจและการสนับสนุนจากพวกเขามากขึ้น
    • ​ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์: เช่นในกรณีของ Nicolas Fouquet ซึ่งในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เขาพยายามแสดงความร่ำรวยและความเก่งกาจของตัวเองจนเกินไป ซึ่งทำให้พระเจ้าหลุยส์ทรงไม่พอพระทัย และส่งผลให้เขาถูกจำคุกไปในที่สุด


    ⸻


    1. ​ พูดให้น้อย ฟังให้มาก (Say Less Than Necessary)
    • ​ ความหมาย: การพูดมากเกินไปไม่เพียงแต่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการพูดผิดพลาด แต่ยังทำให้คุณสูญเสียอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ไปด้วย คำพูดมากมายมักจะนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจถูกใช้ย้อนกลับมาเล่นงานเราได้
    • ​ วิธีที่ควรใช้: พูดเท่าที่จำเป็นและมีความหมาย เมื่อคุณพูดน้อยลง จะทำให้คนอื่นต้องใช้ความพยายามในการคาดเดาความคิดของคุณ ซึ่งทำให้คุณมีอำนาจในการควบคุมการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ที่มีความน่าสนใจ
    • ​ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์: Julius Caesar หรือ Napoleon Bonaparte ทั้งสองมีความสามารถในการพูดน้อยและเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถครอบครองความสนใจและความเคารพจากคนรอบข้างได้


    ⸻


    1. ​ ใช้เสน่ห์และจิตวิทยาเพื่อสร้างอิทธิพล (Use Charm and Psychology to Influence Others)
    • ​ ความหมาย: การใช้เสน่ห์และจิตวิทยาเป็นเครื่องมือที่มีพลังมากในการสร้างอิทธิพล โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือความรุนแรง การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการของผู้อื่น จะทำให้คุณสามารถโน้มน้าวใจพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ​ วิธีที่ควรใช้: คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นโดยการฟังและเข้าใจพวกเขา สร้างความเชื่อมโยงที่ทำให้พวกเขารู้สึกพิเศษและมีความสำคัญ ซึ่งจะทำให้พวกเขายินดีที่จะทำตามคำแนะนำหรือคำสั่งของคุณ
    • ​ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์: Cleopatra ใช้เสน่ห์และจิตวิทยาในการสร้างความสัมพันธ์กับสองผู้นำใหญ่คือ Julius Caesar และ Mark Antony โดยการใช้การสื่อสารที่เฉียบคมและเสน่ห์ที่ไม่อาจต้านทานได้ ซึ่งช่วยให้เธอสามารถขยายอำนาจของตัวเองในยุคโบราณ


    ⸻


    1. ​ รักษาภาพลักษณ์ให้ลึกลับ (Always Keep Others in Suspense: Cultivate an Air of Mystery)
    • ​ ความหมาย: การที่คุณไม่เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างให้คนอื่นรู้ จะทำให้คุณสามารถควบคุมความสนใจและรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองให้น่าสนใจ คนจะอยากรู้ว่าคุณคิดอะไรและทำอะไร ดังนั้นการทำตัวให้ลึกลับจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง
    • ​ วิธีที่ควรใช้: แสดงด้านที่น่าสนใจแต่ไม่เปิดเผยทุกอย่าง ทำให้คนอื่นอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวคุณและคิดว่าคุณมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าคุณเป็นคนที่มีอำนาจ
    • ​ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์: Theodore Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ใช้ความลึกลับเป็นเครื่องมือในการทำให้ผู้คนสนใจในตัวเขา เขาจะไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดแก่สาธารณชนและมักสร้างความตื่นเต้นในทุกการปรากฏตัวของเขา


    ⸻


    1. ​ สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่ทรงพลัง (Build Powerful Connections)
    • ​ ความหมาย: กฎนี้เน้นความสำคัญของการสร้างเครือข่ายที่มีอำนาจและการสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่เพียงการพึ่งพาความสามารถส่วนตัว แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า ซึ่งสามารถช่วยเสริมสร้างโอกาสในการเติบโตและความสำเร็จได้

    • วิธีที่ควรใช้: การสร้างเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการให้คุณค่ากับคนอื่น สร้างความไว้วางใจและการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อให้คนอื่นเห็นคุณค่าในตัวคุณและอยากร่วมงานกับคุณ

    • ตัวอย่างในประวัติศาสตร์: Benjamin Franklin เป็นตัวอย่างของคนที่ใช้เครือข่ายที่ทรงพลังในการสร้างความสำเร็จ เขารู้จักการสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์กับคนสำคัญในสังคม ซึ่งช่วยให้เขาได้กลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในสมัยของเขา


    ⸻


    [ช่วงที่ 3: ข้อควรระวังและการนำไปใช้]


    หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยบทเรียนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง แต่มันก็มีข้อควรระวังเช่นกัน

    • อย่าใช้กฎเหล่านี้เพื่อทำลายผู้อื่น – กฎเหล่านี้สามารถใช้เพื่อสร้างอำนาจหรือเพื่อปกป้องตัวเองได้ แต่หากใช้ในทางที่ผิด อาจนำไปสู่ปัญหาหรือศัตรูที่ไม่จำเป็น

    • อย่าพยายามใช้ทุกกฎในคราวเดียว – ไม่ใช่ทุกกฎที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ เลือกใช้กฎที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของคุณ


    อำนาจที่แท้จริง คือการเข้าใจว่าเมื่อไรควรใช้และเมื่อไรควรปล่อยวาง – บางครั้งการมีอำนาจหมายถึงการเลือกที่จะ “ไม่เล่นเกมแห่งอำนาจ” เลยก็ได้

    9 min
  • EP.14 - ฝันว่าทะเลาะกับคน และไม่อยากตื่นนอน เป็นสัญญาณอันตราย

    วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องที่หลายคนอาจเคยเจอ “ทำไมถึงฝันว่าทะเลาะกับคน?”


    ใครเคยตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกงงๆ หรือไม่สบายใจเพราะฝันว่าไปทะเลาะกับเพื่อนสนิท หรือบางทีก็คนในครอบครัวบ้าง? และเคยรู้สึกไม่อยากลุกจากเตียงต่อจากนั้นหรือเปล่าครับ? วันนี้ทอมมี่จะเล่าให้ฟังว่า ความฝันและความรู้สึกนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกัน และเราจะมาแชร์วิธีจัดการกับสิ่งเหล่านี้ให้ชีวิตกลับมาสดใส


    ⸻


    [ช่วงที่ 1: ความฝันคืออะไร]


    ทอมมี่:

    ก่อนอื่น มาคุยกันก่อนครับว่า “ความฝันคืออะไร”


    ในทางวิทยาศาสตร์ ความฝันเกิดขึ้นในช่วง REM Sleep หรือ Rapid Eye Movement Sleep ซึ่งเป็นช่วงที่สมองของเราทำงานคล้ายกับตอนตื่น แต่ร่างกายอยู่ในภาวะหลับสนิท ความฝันจึงมักเป็นการสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง หรือสิ่งที่จิตใต้สำนึกของเรากำลังประมวลผล


    เมื่อคุณฝันว่าทะเลาะกับคน อาจไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่มันอาจสะท้อนถึงบางอย่างในชีวิต เช่น ความเครียด ความกังวล หรือความขัดแย้งที่ยังไม่ได้แก้ไข


    ⸻


    [ช่วงที่ 2: ความฝันว่าทะเลาะกับคนเกี่ยวข้องกับการไม่อยากตื่นนอนหรือไม่?]


    ทอมมี่:

    คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ “ความฝันว่าทะเลาะกับคนและการไม่อยากตื่นนอนเกี่ยวข้องกันหรือไม่?” ทอมมี่บอกได้เลยครับว่ามันอาจเกี่ยวข้องกันในเชิงจิตวิทยา


    1. ความเครียดและอารมณ์ที่ถูกกดดัน

    • การฝันว่าทะเลาะกับคนอาจสะท้อนถึงความเครียดหรือความขัดแย้งที่ยังไม่ได้แก้ไขในชีวิตจริง

    • ในขณะเดียวกัน ความเครียดแบบนี้อาจทำให้คุณรู้สึกหมดพลังและไม่อยากลุกจากเตียงเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง


    2. ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ

    • ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยล้าหรือหมดพลังใจ ความฝันอาจทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตมีปัญหาหนักหน่วง ซึ่งส่งผลต่อการไม่อยากตื่นนอน


    3. ความขัดแย้งภายในตัวเอง

    • บางครั้งคนที่คุณทะเลาะด้วยในฝัน อาจไม่ได้หมายถึงคนคนนั้นจริงๆ แต่เป็นตัวแทนของความขัดแย้งที่คุณมีต่อตัวเอง เช่น ความไม่พอใจในตัวเอง หรือความรู้สึกผิด


    ดังนั้น แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ทั้งความฝันและการไม่อยากตื่นนอนมักเป็นผลจากความเครียดหรืออารมณ์ที่กดดันในชีวิตจริงครับ


    ⸻


    [ช่วงที่ 3: วิธีจัดการกับความฝันและการตื่นนอนอย่างสดใส]


    ทอมมี่:

    ถ้าคุณฝันว่าทะเลาะกับคนบ่อยๆ หรือรู้สึกไม่อยากตื่นนอน ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูครับ


    1. วิธีจัดการกับความฝัน:

    • จดบันทึกความฝัน

    ลองเขียนสิ่งที่คุณจำได้เกี่ยวกับความฝันทุกเช้า คุณอาจค้นพบสาเหตุหรือรูปแบบของปัญหาที่จิตใต้สำนึกพยายามบอก

    • สำรวจอารมณ์ของตัวเอง

    ถามตัวเองว่าคุณกำลังมีความขัดแย้งหรือความกังวลอะไรในชีวิตจริงที่ยังไม่ได้แก้ไข

    • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

    หากความฝันเกิดขึ้นบ่อยและรบกวนชีวิตประจำวัน การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์อาจช่วยได้


    2. วิธีทำให้อยากตื่นตอนเช้าและตื่นมาอย่างสดใส:

    • ตั้งเป้าหมายที่น่าตื่นเต้น

    ลองตั้งกิจกรรมที่คุณชอบ เช่น การดื่มกาแฟแก้วโปรด หรืออ่านหนังสือที่คุณรัก

    • ปรับเวลานอนให้เหมาะสม

    พยายามนอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง และเข้านอนในเวลาเดิมทุกคืน

    • เปิดรับแสงแดดยามเช้า

    แสงแดดช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเซโรโทนินในร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกสดชื่นและตื่นตัว

    • ใช้เพลงหรือพอดแคสต์ช่วย

    ลองฟังเพลงหรือพอดแคสต์ที่สร้างแรงบันดาลใจตอนเช้า เช่น “ทอมมี่เล่าให้ฟัง” เพื่อเริ่มต้นวันใหม่

    6 min
  • EP. 12 - สำเร็จได้ เพราะเขียนเป้า


    🎧 ตอน: วิธีการเขียนเป้าหมายให้สำเร็จ


    คุณเคยตั้งเป้าหมายไว้แล้วสุดท้ายก็ลืมมันไปไหม?

    หรือเคยตั้งเป้าหมายไว้ แต่ทำไม่สำเร็จ?


    วันนี้เราจะมาคุยกันว่า วิธีที่ถูกต้องในการเขียนเป้าหมาย ต้องทำยังไง และทำไมมันถึงสำคัญ


    ⸻


    1. ทำไมต้องเขียนเป้าหมาย?


    💡 การเขียนเป้าหมายช่วยให้เรา โฟกัส และ มีทิศทางชัดเจน

    💡 งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard พบว่า คนที่เขียนเป้าหมายมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่ได้เขียนถึง 3 เท่า


    เป้าหมายที่อยู่ในหัวคือ “ความฝัน” แต่เป้าหมายที่เขียนลงไปคือ “แผนการ”


    ⸻


    2. ใช้หลัก SMART ในการตั้งเป้าหมาย


    SMART คือหลักการตั้งเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพ


    ✅ S – Specific (เฉพาะเจาะจง)

    อย่าตั้งเป้าหมายแบบ “ฉันอยากรวย”

    แต่ให้ตั้งว่า “ฉันต้องการมีเงินเก็บ 500,000 บาทภายในสิ้นปี”


    ✅ M – Measurable (วัดผลได้)

    คุณต้องวัดผลความก้าวหน้าได้ เช่น “ฉันจะอ่านหนังสือเดือนละ 2 เล่ม”


    ✅ A – Achievable (เป็นไปได้จริง)

    เป้าหมายต้องท้าทายแต่ไม่เกินจริง เช่น “ออกกำลังกาย 3 ครั้งต่อสัปดาห์” ดีกว่าตั้งว่า “ออกกำลังกายทุกวัน 3 ชั่วโมง” ซึ่งอาจทำได้ยาก


    ✅ R – Relevant (เกี่ยวข้องกับชีวิตคุณ)

    ถามตัวเองว่าเป้าหมายนี้สำคัญกับคุณไหม?

    ถ้าคุณอยากสุขภาพดี การตั้งเป้าหมาย “ลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัม” ก็มีความหมาย


    ✅ T – Time-bound (มีกรอบเวลา)

    กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน เช่น “ฉันจะออมเงิน 100,000 บาทภายใน 6 เดือน”


    ⸻


    3. เขียนเป้าหมายอย่างไรให้มีพลัง?


    📌 เขียนเป็นประโยคปัจจุบัน เช่น

    ✅ “ฉันเป็นคนที่แข็งแรงและสุขภาพดี” แทนที่จะเขียนว่า “ฉันอยากแข็งแรง”


    📌 ใช้คำที่สร้างแรงบันดาลใจ เช่น

    ✅ “ฉันมีอิสรภาพทางการเงิน” แทนที่จะบอกว่า “ฉันไม่อยากจน”


    📌 อ่านเป้าหมายทุกวัน

    ยิ่งคุณเห็นมันบ่อย สมองของคุณจะจดจำและพาคุณไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น


    ⸻


    4. วิธีทำให้เป้าหมายเป็นจริง


    💡 เขียนแผนปฏิบัติการ (Action Plan)

    เช่น ถ้าคุณอยากเก็บเงิน 100,000 บาท ก็ต้องเขียนว่า

    ✔️ จะเก็บเดือนละเท่าไหร่

    ✔️ จะลดค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

    ✔️ จะหารายได้เสริมจากช่องทางไหน


    💡 แบ่งเป้าหมายเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ

    ถ้าคุณตั้งเป้าจะเขียนหนังสือ 1 เล่ม อย่าคิดถึง 300 หน้า

    แต่ให้เริ่มจาก เขียนวันละ 1 หน้า แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น


    💡 สร้างนิสัยและวินัย

    เป้าหมายจะไม่มีวันสำเร็จ ถ้าคุณไม่ลงมือทำ ทุกวัน


    ⸻


    5. สรุป: เริ่มเขียนเป้าหมายของคุณวันนี้!


    ✅ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน (SMART)

    ✅ เขียนมันออกมา

    ✅ อ่านมันทุกวัน

    ✅ สร้างแผนปฏิบัติการ และทำมันให้ได้ทุกวัน


    จำไว้ว่า… เป้าหมายที่ชัดเจน + แผนที่ดี + การลงมือทำสม่ำเสมอ = ความสำเร็จ


    🔥 วันนี้คุณเขียนเป้าหมายของตัวเองหรือยัง? 🔥

    8 min

About Tommy เล่าให้ฟัง

From the publisher's feed

นี่คือพ็อดคาสท์ที่พาคุณดำดิ่งสู่เรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ มุมมองชีวิต และการรีวิวหนังสือดี ๆ ที่จะเปิดโลกความคิดให้กว้างขึ้น ฟังเพลิน ได้แรงบันดาลใจ และเก็บเกี่ยวไอเดียใหม่ ๆ…