
Sign up to save your podcasts
Or


สภาพครอบครัวที่ผู้ชายทำงานนอกบ้านและผู้หญิงทำงานในบ้านค่อยๆ ถูกลบเลือน ในปี 2023 ประชาชนในนครนิวไทเปขอลางานเพื่อเลี้ยงลูกจำนวน 11,711 คน เป็นผู้ชาย 3,452 คน คิดเป็น 30 % สัดส่วนสูงเป็นประวัติการณ์ และสูงเป็นอันดับ 1 ในบรรดา 6 นครในไต้หวัน สำนักแรงงานนครนิวไทเปแถลงว่า เมื่อผู้ชายช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูลูก ผู้หญิงก็สามารถกลับสู่สถานที่ทำงานได้ ส่งผลให้อัตราการมีส่วนร่วมทำงานของผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 25 ถึง 44 ปีเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไต้หวัน
ไม่เพียงแต่นครนิวไทเปเท่านั้น ตามข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน อัตราของผู้ชายที่ลางานเพื่อเลี้ยงดูลูกใน 6 นคร ตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2023 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในนครเถาหยวน นครไถหนาน และนครเกาสงอีกด้วย โดยในปี 2023 กรุงไทเปและนครไทจงเท่านั้นอัตราการลางานลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2022 สำหรับข้อมูลการลาเพื่อเลี้ยงบุตรในปี 2024 คาดว่าจะเผยแพร่ในเดือนมิถุนายนของปี 2025 นี้
ตามข้อมูลจากสำนักการจ้างงานนครนิวไทเป อัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสตรีอายุระหว่าง 25 ถึง 44 ปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 84.6% ในปี 2022, 85.3% ในปี 2023 และ 87.4% ในปี 2024 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วไต้หวันในช่วงเวลาเดียวกัน
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ชายที่ยื่นขอลาเลี้ยงดูลูกในนครนิวไทเปเพิ่มขึ้นจาก 2,238 คนเป็น 3,452 คน นครนิวไทเปแถลงว่าได้ส่งเสริมแนวคิดความเท่าเทียมทางเพศอย่างต่อเนื่อง และประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ผู้ชายยื่นขอลางานเพื่อเลี้ยงดูลูกด้วย
การอุดหนุนเงินเดือนลาคลอดระบบใหม่มีผลบังคับตั้งแต่ กรกฎาคม 2021 โดยเพิ่มเงินอุดหนุนค่าลาคลอดเป็น 80% และขยายเวลาลาตรวจครรภ์อีก 2 วัน หวงซินหัว(黃心華)สมาชิกสภานครนิวไทเปใหม่กล่าวว่า อัตราส่วนผู้ชายที่ยื่นขอลาเลี้ยงดูลูกเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศที่ปรับปรุงดีขึ้น การเพิ่มเงินช่วยเหลือและเงินอุดหนุนของรัฐบาลยังเป็นแรงจูงใจผู้ชายในการทุ่มเทเลี้ยงดูลูกด้วย หวงซินหัวกล่าวว่า ครอบครัวหนุ่มสาวจำนวนมากในนครนิวไทเปที่มีรายได้ 2 ทาง ไม่ยึดติดต่อแนวคิดดั้งเดิม และแบ่งงานกันในครอบครัวอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น
ซินฉี่หลง(辛啟隆) รองศาสตราจารย์พิเศษประจำสถาบันพัฒนาชาติ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ชี้ว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้คู่รักหนุ่มสาวจำนวนมากย้ายมาอยู่ที่นครนิวไทเป บางส่วนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อลดแรงกดดันจากราคาบ้านที่สูงในกรุงไทเป และพวกเขาก็มีความคิดเปิดกว้าง ไม่ได้ยึกติดกับกรอบความคิดแบบเดิม ที่ผู้ชายทำงานนอกบ้านและผู้หญิงทำงานในบ้าน
ศ. หม่าไฉ่จวน(馬財專) ภาควิชาแรงงาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติจงเจิ้ง เสนอว่าควรมีการวิเคราะห์การลาเลี้ยงลูกของผู้ชายในภาครัฐและเอกชน เพื่อดูว่ามีสัดส่วนเท่ากันหรือไม่ ทั้งนี้ ในอดีตการลาเลี้ยงลูกของผู้ชายส่วนใหญ่จะอยู่ในภาครัฐ ศ.หม่ากล่าวด้วยว่า ประเทศอื่นๆ เช่น สวีเดน ได้บัญญัติกฎหมายกำหนดให้ทั้งพ่อและแม่ต้องแบ่งเวลาลาเพื่อเลี้ยงดูลูก เช่น หากผู้หญิงลาเพื่อเลี้ยงดูลูก 9 เดือน ผู้ชายก็ต้องลา 3 เดือน ระบบนี้ควรแก่การเรียนและนำมาใช้ในไต้หวัน
การเพิ่มขึ้นของอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการแบ่งงานที่ดีขึ้นระหว่างชายและหญิงในครอบครัวและสถานที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่ออิสรภาพทางเศรษฐกิจด้วย อย่างไรก็ตาม ศ.หม่าเตือนว่า ถึงแม้อัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงจะสูง แต่ควรจะวิเคราะห์ย่อยลงไปว่า เป็นสัดส่วนของแรงงานเต็มเวลาและแรงงานนอกเวลา และควรวิเคราะห์การจ้างงานของสตรีวัยกลางคนและผู้สูงอายุด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับปรุงเฉพาะกลุ่มสตรีวัยกลางคนและวัยชราเท่านั้นโดยละเลยกลุ่มผู้สูงอายุ
By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, Rtiสภาพครอบครัวที่ผู้ชายทำงานนอกบ้านและผู้หญิงทำงานในบ้านค่อยๆ ถูกลบเลือน ในปี 2023 ประชาชนในนครนิวไทเปขอลางานเพื่อเลี้ยงลูกจำนวน 11,711 คน เป็นผู้ชาย 3,452 คน คิดเป็น 30 % สัดส่วนสูงเป็นประวัติการณ์ และสูงเป็นอันดับ 1 ในบรรดา 6 นครในไต้หวัน สำนักแรงงานนครนิวไทเปแถลงว่า เมื่อผู้ชายช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูลูก ผู้หญิงก็สามารถกลับสู่สถานที่ทำงานได้ ส่งผลให้อัตราการมีส่วนร่วมทำงานของผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 25 ถึง 44 ปีเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไต้หวัน
ไม่เพียงแต่นครนิวไทเปเท่านั้น ตามข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน อัตราของผู้ชายที่ลางานเพื่อเลี้ยงดูลูกใน 6 นคร ตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2023 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในนครเถาหยวน นครไถหนาน และนครเกาสงอีกด้วย โดยในปี 2023 กรุงไทเปและนครไทจงเท่านั้นอัตราการลางานลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2022 สำหรับข้อมูลการลาเพื่อเลี้ยงบุตรในปี 2024 คาดว่าจะเผยแพร่ในเดือนมิถุนายนของปี 2025 นี้
ตามข้อมูลจากสำนักการจ้างงานนครนิวไทเป อัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสตรีอายุระหว่าง 25 ถึง 44 ปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 84.6% ในปี 2022, 85.3% ในปี 2023 และ 87.4% ในปี 2024 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วไต้หวันในช่วงเวลาเดียวกัน
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ชายที่ยื่นขอลาเลี้ยงดูลูกในนครนิวไทเปเพิ่มขึ้นจาก 2,238 คนเป็น 3,452 คน นครนิวไทเปแถลงว่าได้ส่งเสริมแนวคิดความเท่าเทียมทางเพศอย่างต่อเนื่อง และประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ผู้ชายยื่นขอลางานเพื่อเลี้ยงดูลูกด้วย
การอุดหนุนเงินเดือนลาคลอดระบบใหม่มีผลบังคับตั้งแต่ กรกฎาคม 2021 โดยเพิ่มเงินอุดหนุนค่าลาคลอดเป็น 80% และขยายเวลาลาตรวจครรภ์อีก 2 วัน หวงซินหัว(黃心華)สมาชิกสภานครนิวไทเปใหม่กล่าวว่า อัตราส่วนผู้ชายที่ยื่นขอลาเลี้ยงดูลูกเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศที่ปรับปรุงดีขึ้น การเพิ่มเงินช่วยเหลือและเงินอุดหนุนของรัฐบาลยังเป็นแรงจูงใจผู้ชายในการทุ่มเทเลี้ยงดูลูกด้วย หวงซินหัวกล่าวว่า ครอบครัวหนุ่มสาวจำนวนมากในนครนิวไทเปที่มีรายได้ 2 ทาง ไม่ยึดติดต่อแนวคิดดั้งเดิม และแบ่งงานกันในครอบครัวอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น
ซินฉี่หลง(辛啟隆) รองศาสตราจารย์พิเศษประจำสถาบันพัฒนาชาติ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ชี้ว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้คู่รักหนุ่มสาวจำนวนมากย้ายมาอยู่ที่นครนิวไทเป บางส่วนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อลดแรงกดดันจากราคาบ้านที่สูงในกรุงไทเป และพวกเขาก็มีความคิดเปิดกว้าง ไม่ได้ยึกติดกับกรอบความคิดแบบเดิม ที่ผู้ชายทำงานนอกบ้านและผู้หญิงทำงานในบ้าน
ศ. หม่าไฉ่จวน(馬財專) ภาควิชาแรงงาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติจงเจิ้ง เสนอว่าควรมีการวิเคราะห์การลาเลี้ยงลูกของผู้ชายในภาครัฐและเอกชน เพื่อดูว่ามีสัดส่วนเท่ากันหรือไม่ ทั้งนี้ ในอดีตการลาเลี้ยงลูกของผู้ชายส่วนใหญ่จะอยู่ในภาครัฐ ศ.หม่ากล่าวด้วยว่า ประเทศอื่นๆ เช่น สวีเดน ได้บัญญัติกฎหมายกำหนดให้ทั้งพ่อและแม่ต้องแบ่งเวลาลาเพื่อเลี้ยงดูลูก เช่น หากผู้หญิงลาเพื่อเลี้ยงดูลูก 9 เดือน ผู้ชายก็ต้องลา 3 เดือน ระบบนี้ควรแก่การเรียนและนำมาใช้ในไต้หวัน
การเพิ่มขึ้นของอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการแบ่งงานที่ดีขึ้นระหว่างชายและหญิงในครอบครัวและสถานที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่ออิสรภาพทางเศรษฐกิจด้วย อย่างไรก็ตาม ศ.หม่าเตือนว่า ถึงแม้อัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงจะสูง แต่ควรจะวิเคราะห์ย่อยลงไปว่า เป็นสัดส่วนของแรงงานเต็มเวลาและแรงงานนอกเวลา และควรวิเคราะห์การจ้างงานของสตรีวัยกลางคนและผู้สูงอายุด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับปรุงเฉพาะกลุ่มสตรีวัยกลางคนและวัยชราเท่านั้นโดยละเลยกลุ่มผู้สูงอายุ