
Sign up to save your podcasts
Or


หากเราใช้ชีวิตเหมือนการวิ่งมาราธอนทุกวัน จะไม่ได้สัมผัสความรู้สึกอื่นนอกจากความลำบาก ฉะนั้นแทนที่จะวิ่งติดต่อกันและพักเพียงเล็กน้อย เราควรเรียนรู้ที่จะวิ่งโดยให้มีเวลาเหลือพอสำหรับเติมพลังเพื่อใช้ในวันถัดไป
ในทางชีววิทยา ยิ่งสมองส่วนที่ใช้คิดเชิงตรรกะ หรือ Prefrontal Cortex สั่งให้เราตอบสนองมากเท่าไร ร่างกายก็จะเหนื่อยมากขึ้นตาม ส่งผลให้การตัดสินใจแย่ลงไปเรื่อยๆ เราจึงมักหันไปหานิสัยที่เคยชินซึ่งฝังตัวอยู่ในสมองที่ตอบสนองอัตโนมัติแทน เพื่อลดการทำงานหนัก สร้างความสบายกาย สบายใจ
ปัจจุบัน ด้วยความเชื่อแบบผิดๆ ที่ว่า สิ่งดีๆ เกิดจากความมุ่งมั่นที่ไม่หยุดยั้ง และความพยายามที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเท่านั้น ทำให้เรามักหักโหมกับบางสิ่งบางอย่างมากจนเกินไป ซึ่งนำไปสู่ผลเสียต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นต่อสภาพจิต หรือสภาพกาย ไปจนถึงภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
ความจริงที่ว่า เราสามารถลบล้างความเครียดด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตและสร้างความสบายทางกายไปพร้อมกันได้ เช่น การยิ้มให้กว้างจนตาหยี ทำท่าเรียกพลัก นวดผ่อนคลาย หรือแม้แต่การทำสมาธิ
ความเชื่อที่ว่า การทำงานหนักจะเป็นบทพิสูจน์บางอย่างในตัวเรา แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ เพราะบางคนมีงานเต็มมือ แต่ชีวิตกลับว่างเปล่า ฉะนั้นเราจึงต้องกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ และหาจุดที่พอดีของชีวิตให้เจอ
ถ้าเรากำหนดให้เงินในมือเป็น "เงินได้เปล่า" โดยเฉพาะ เงินที่ได้จากคนที่ยืมไปนานจนลืม เงินเก็บได้ หรือแม้แต่เงินคืนภาษี กรอบความคิดที่มองว่าสิ่งนั้นไม่ได้มีอยู่แต่เดิม จะทำให้เราใช้มันไปอย่างมักง่าย ฉะนั้นจึงควรให้ค่าเงินเท่ากัน ไม่ว่าจะมาจากสถานการณ์ใดก็ตาม
หากต้องซื้อของที่เป็นเซตหรือกระเช้าของขวัญไปเยี่ยม สวัสดีปีใหม่ใคร คนส่วนใหญ่อยากให้สิ่งที่ต่างออกไปจากที่เคยให้ไปก่อนหน้า เพราะพวกเขามองว่าการให้ของชิ้นเดียวกันซ้ำๆ ผู้รับจะเบื่อได้เร็วกว่า ดังนั้นกระเช้าของขวัญที่มี “ความหลากหลาย” จึงขายดี
เรามักตัดสินใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากความรู้สึกในปัจจุบัน ซึ่งมีผลให้คุณภาพชีวิตของเราอาจขึ้นอยู่กับความแม่นยำของการคาดการณ์ไปด้วย ดังนั้นหากต้องเลือกว่าจะทำอะไรในอนาคต การเลือกสิ่งที่ชอบที่สุดซ้ำๆ ก็น่าจะเซฟกว่า
ธรรมชาติของมนุษย์มักกะเกณฑ์ว่าตนทำอะไรได้มากกว่าความเป็นจริง เช่น วางแผนไว้ว่าอาทิตย์หน้าจะต้องตื่นไปวิ่งให้ได้อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ แต่เอาเข้าจริงกลับทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำเลย ซึ่งไม่ใช่เพราะเรามุ่งมั่นไม่มากพอ แต่อาจเป็นเพราะละเลยถึงตัวแปรที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ฉะนั้นก่อนวางแผนควรประเมินตัวแปรต่างๆ และหาทางรับมือต่อสิ่งนั้นให้ได้
คำพูดประมาณว่า “ฉันนึกไว้แล้วเชียว” พร้อมกับคำอธิบายต่างๆ เท่าที่ใครคนหนึ่งจะให้กับตนเองได้ มักถูกเอ่ยขึ้นหลังจากรู้ผลของเหตุการณ์นั้นแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้เราไม่ค่อยเปิดใจรับฟังมุมมองอื่นๆ ดังนั้นก่อนจะเอ่ยคำที่เหมือนจะคาดการณ์สถานการณ์ต่างๆได้ ลองถามตัวเองว่า “ฉันรู้เรื่องนี้จริงหรอ” หรือ “ฉันคาดการณ์ผลลัพธ์ได้จริงหรอ”
From the publisher's feed