
Sign up to save your podcasts
Or


หมวดธรรม 10 ประการใน อักโกสวรรค หมวดว่าด้วยการด่า
ข้อที่ 41 วิวาทสูตร ว่าด้วยเหตุให้เกิดวิวาทขึ้นในสงฆ์ พระอุบาลีทูลถามถึงสาเหตุที่ทำให้สงฆ์วิวาทกัน พระพุทธเจ้าทรงชี้พฤติกรรมภาพรวม 10 ประการของการ “บิดเบือนหลักการพื้นฐาน” ใน 5 คู่หลัก ๆ ดังนี้
ข้อที่ 42 ปฐมวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๑ กล่าวถึง มูลเหตุ 10 ประการ ที่ทำให้พระสงฆ์เกิดความแตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน โดยมีความสอดคล้องและเหมือนกับ วิวาทสูตร
ข้อที่ 43 ทุติยวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๒ กล่าวถึง มูลเหตุ 10 ประการ (กลุ่มที่ 2) ที่ทำให้พระสงฆ์แตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งเกิดจากการ "บิดเบือนกฎระเบียบและการลงโทษ (อาบัติ)" โดยจงใจสลับความจริง ใน 5 คู่หลัก ๆ ดังนี้
*ทั้ง 3 สูตรนี้แสดงให้เห็น ห่วงโซ่แห่งความเสื่อม คือ สงฆ์จะเริ่มแตกสามัคคีจากการบิดเบือนบิดพริ้วในหลักคำสอนภาพรวมก่อน (วิวาทสูตร / ปฐมวิวาทมูลสูตร) และจะลุกลามจนกลายเป็นการใช้อำนาจหน้าที่บิดเบือนกฎเกณฑ์การลงทัณฑ์กลั่นแกล้งกันทางวินัย (ทุติยวิวาทมูลสูตร) เมื่อทั้งหลักการและระบบยุติธรรมบิดเบี้ยว สังฆมณฑลย่อมเกิดการทะเลาะวิวาทและอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความสุข
ข้อที่ 44 กุสินารสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่กรุงกุสินารา พระพุทธเจ้าทรงแสดง ธรรม 10 ประการสำหรับภิกษุผู้จะตักเตือนหรือกล่าวหา (โจทก์) ผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบาดหมางและวิวาทกันในสงฆ์ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
*ก่อนจะชี้ความผิดให้ใคร “ตนเองต้องพร้อมและบริสุทธิ์ก่อน” และเมื่อจะพูด “ต้องพูดด้วยท่าทีและเจตนาที่ดี” หากทำได้ครบ 10 ประการนี้ การตักเตือนย่อมนำไปสู่การแก้ไขและความสามัคคี ไม่นำไปสู่การทะเลาะวิวาท
ข้อที่ 45 ราชันเตปุรัปปเวสนสูตร ว่าด้วยโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นใน พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โทษ 10 ประการ” ที่ภิกษุจะถูกหวาดระแวงสงสัย หากเข้าไปในพระราชวังชั้นใน ซึ่งมักทำให้เกิดความเสื่อมเสียและภัยอันตราย โดยแบ่งกลุ่มความระแวงออกเป็น 3 มิติหลัก ๆ ดังนี้
*เป็นข้อเตือนใจไม่ให้ภิกษุเข้าไปคลุกคลีในเขตพระราชฐานฝ่ายใน เพราะสถานที่นั้นเต็มไปด้วยอำนาจและความลับ การที่สมณะเข้าออกบ่อย ๆ ย่อมหนีไม่พ้นคำครหาและความหวาดระแวง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต อักโกสวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หมวดธรรม 5 ประการใน โยธาชีววรรค หมวดว่าด้วยนักรบอาชีพ
“ธรรมะ” ที่จะทำให้มีการบรรลุธรรมขั้นสูง คือ “เจโตวิมุตติ” และ “ปัญญาวิมุตติ” เมื่อเจริญให้มากซึ่งสมถะและวิปัสสนา จนเป็นผลให้มีการหลุดพ้นด้วยจิตกับปัญญา
ข้อที่ 71-72 ปฐม-ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร ว่าด้วยธรรมมีเจโตวิมุตติเป็นผล สูตรที่ ๑-๒ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ๕ ประการ ที่เมื่อบุคคลนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและทำให้มากแล้ว จะส่งผลให้บรรลุถึง เจโตวิมุตติ (ใจหลุดพ้นจากราคะ) และ ปัญญาวิมุตติ (ปัญญาหลุดพ้นจากอวิชชา) กลายเป็นพระอรหันต์ในที่สุด
ข้อที่ 73-74 ปฐม-ทุติยธัมมวิหารีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้อยู่ด้วยธรรม สูตรที่ ๑-๒ พระพุทธองค์ทรงต้องการเตือนสติผู้ศึกษาธรรมไม่ให้หลงติดอยู่กับ "เปลือกนอกหรือกิจกรรมทางวิชาการ" แต่ให้มุ่งเน้นไปที่ "แก่นแท้ของการปฏิบัติจริงเพื่อขัดเกลาจิตใจ" โดยพระพุทธองค์ทรงชี้ว่า การเรียน การสอน การสวด หรือการคิดตรึกตรอง แม้จะเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น แต่หากหยุดอยู่แค่นั้น ย่อมเรียกว่า เป็นเพียง "ผู้มากด้วยการเรียน/การแสดง/การสาธยาย/การตรึก" เท่านั้น ยังไม่ชื่อว่าเป็น "ธัมมวิหารี" (ผู้อยู่ด้วยธรรม) ที่แท้จริง
*หากปฏิบัติตามทั้ง ๒ สูตรนี้อย่างสมดุล จึงจะขึ้นชื่อว่าเป็น "ผู้อยู่ด้วยธรรม" ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หมวดธรรม 10 ประการใน อุปาลิวรรค หมวดว่าด้วยพระอุบาลี สะท้อนบทบาทของ พระอุบาลีเถระ (ผู้เลิศทางพระวินัย) ในฐานะฝ่ายตุลาการผู้บริหารหมู่คณะ (สูตร 1-8) และ พระอานนท์เถระ (ผู้เลิศทางพหูสูต) ในฐานะคลังคัมภีร์ผู้รักษาความถูกต้องของคำสอน (สูตร 9-10)
ข้อที่ 31-32 อุปาลิสูตร และ ปาติโมกขัฏฐปนาสูตร พระอุบาลีทูลถามเพื่อวางรากฐานโครงสร้างหมู่คณะ โดย อุปาลิสูตร ระบุประโยชน์ 10 ประการของการบัญญัติสิกขาบทเพื่อควบคุมคนพาล คุ้มครองคนดี ส่วน ปาติโมกขัฏฐปนาสูตร กำหนดเหตุ 10 ประการในการงดสวดปาติโมกข์เมื่อพบผู้ไม่บริสุทธิ์อยู่ในมณฑลพิธี เพื่อรักษามาตรฐานความบริสุทธิ์ขององค์กร
ข้อที่ 33 อุพพาหิกาสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ พระอุบาลีทูลถามถึงองค์คุณ 10 ประการของภิกษุผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ชี้ให้เห็นว่าผู้ทำหน้าที่เป็น "คนกลาง" ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในสังคม ต้องทรงศีล เชี่ยวชาญในพระธรรมวินัย มีวาทศิลป์ และปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติทั้ง 4 ประการ
ข้อที่ 34-36 อุปสัมปทาสูตร, นิสสยสูตร และ สามเณรสูตร พระอุบาลีทูลถามเกณฑ์มาตรฐาน 10 ประการของผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ให้นิสสัย และพระผู้ดูแลสามเณร เน้นย้ำว่าผู้ปกครองต้องมีความพร้อมรอบด้าน ทั้งคุณธรรมขั้นสูง (อเสขธรรม) ความรู้ในธรรมวินัย และศักยภาพในการเยียวยาศิษย์ทั้งทางกายและจิตวิญญาณ
ข้อที่37-40 สังฆเภทสูตร, สังฆสามัคคีสูตร, ปฐมอานันทสูตร และ ทุติยอานันทสูตร ตอกย้ำปัจจัย 10 ประการที่มีผลต่อความมั่นคงของศาสนา โดย สังฆเภทสูตรและปฐมอานันทสูตร ชี้ว่าความแตกแยกเกิดจากการบิดเบือนคำสอน นำสิ่งผิดมาอ้างว่าถูก ส่วน สังฆสามัคคีสูตรและทุติยอานันทสูตร ชี้ว่าความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกคนแสดงและปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยอย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต อุปาลิวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หมวดธรรม 5 ประการใน โยธาชีวรรค หมวดว่าด้วยนักรบอาชีพ
ข้อที่ 75-76 ปฐม-ทุติยโยธาชีวสูตร ว่าด้วยนักรบอาชีพ สูตรที่ ๑-๒ ทรงเปรียบเทียบกำลังใจและความอดทนในการปฏิบัติธรรมของ “ภิกษุกับนักรบอาชีพ 5 จำพวก” ที่ลงสู่สนามรบ โดยใช้เรื่องราวของข้าศึกและสงครามมาอุปมาถึง “กิเลส” โดยสรุปความแตกต่างและหัวใจสำคัญของทั้งสองสูตรได้ดังนี้
พระสูตรที่ ๑ เน้นระดับความอดทนต่อสิ่งเร้าที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้น (ฝุ่น → ยอดธง → เสียงกึกก้อง → การประหาร)
พระสูตรที่ ๒ เน้นไปที่กลไกการแก้ไขเมื่อกิเลสเข้าจู่โจม ว่าภิกษุรูปนั้นจะยอมจำนน, แก้ไขได้เอง, ต้องให้เพื่อนช่วย หรือไม่ยอมฟังใครจนต้องพ่ายแพ้ไป
*ทั้งสองสูตรชี้ให้เห็นว่า "สงครามภายในใจ" เพื่อเอาชนะกิเลสและตัณหานั้น มีความยากลำบาก เสี่ยงอันตราย และต้องใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากนักรบที่ออกไปรบในสนามรบจริง แต่อย่างไรก็ตาม “กิเลสและตัณหา” นั้น มีผัสสะเป็นแดนเกิด การมี “สติ” สำรวมในอินทรีย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรารอดพ้นจากกิเลสและตัณหาได้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หมวดธรรม 10 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่
ข้อที่ 27-28 ปฐม-ทุติยมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๑-๒ มีเนื้อหาหลักว่าด้วยธรรมะที่เป็น "ปัญหา ๑ ถึง ๑๐" โครงสร้างของพระสูตรจะใช้หลักการตั้งหัวข้อว่า "ปัญหา ๑ อุทเทส ๑ ไวยากรณ์ ๑" ไล่ไปจนถึงเลข ๑๐ โดยมีคำเฉลย (ไวยากรณ์) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาจนเกิดปัญญาและหลุดพ้นจากกองทุกข์ โดยมีความแตกต่างและสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
ข้อที่ 29-30 ปฐม-ทุติยโกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล สูตรที่ ๑-๒ เป็นพระสูตรที่มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งคู่ แต่มีเนื้อหาและจุดประสงค์ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หมวดธรรม 5 ประการ ในสัญญาวรรค หมวดว่าด้วยสัญญา
ข้อที่ 63-64 ปฐม-ทุติยวัฑฒิสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ สูตรที่ ๑-๒ พระสูตรที่ว่าด้วย "ธรรมเป็นเหตุเจริญ 5 ประการ" ได้แก่ ความเจริญด้วย ศรัทธา..ศีล..สุตะ..จาคะ..ปัญญา ซึ่งเป็นหลักประกันความเจริญก้าวหน้าอันประเสริฐในชีวิตของพุทธศาสนิกชน โดยทั้งสองสูตรมีเนื้อหาหลักธรรมเหมือนกันทุกประการ แต่ต่างกันเพียง กลุ่มบุคคลที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งเน้น
ข้อที่ 65-66 สากัจฉสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ควรสนทนาด้วย และ สาชีวสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ควรแก่สาชีพ (เป็นที่พึ่งและไขข้อสงสัย) ว่าด้วย "คุณสมบัติ 5 ประการของกัลยาณมิตรหรือพระภิกษุผู้ประเสริฐ" ได้แก่ ถึงพร้อมด้วย ศีล..สมาธิ..ปัญญา..วิมุตติ..วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งโครงสร้างของหลักธรรมทั้งสองพระสูตรนี้ เหมือนกันทุกประการ แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของ บริบทและเป้าหมายในการนำไปใช้
ข้อที่ 67-68 ปฐม-ทุติยอิทธิปาทสูตร ว่าด้วยอิทธิบาท สูตรที่ ๑-๒ กล่าวถึง "ธรรมที่เป็นไปเพื่อความสำเร็จสูงสุด" โดยทั้งสองพระสูตรมีตัวฐานโครงสร้างหลักธรรม 5 ประการที่ เหมือนกันทุกประการ ได้แก่ อิทธิบาท 4 + ความเพียรขั้นสุดยอด แต่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องของ บริบท ผู้รับฟัง และอานิสงส์ปลายทาง
ข้อที่ 69-70 นิพพิทาสูตร ว่าด้วยความเบื่อหน่าย และ อาสวักขยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ทำให้สิ้นอาสวะ กล่าวถึง "แนวทางการเจริญสัญญา 5 ประการ" โดยทั้งสองพระสูตรใช้หลักข้อธรรมเดียวกันทุกประการ แต่แสดงผลลัพธ์ในมุมมองที่ต่างกันตามลำดับขั้นของพัฒนาการทางจิต ดังนี้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สัญญาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หมวดธรรม 10 ประการใน มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่
ข้อที่ 25 กสิณสูตร ว่าด้วยบ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึง "บ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ 10 ประการ" เพื่อใช้เป็นบาทฐานในการเจริญสมถกัมมัฏฐาน ประกอบด้วยการเพ่งธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) วรรณะ 4 (สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว) อากาศ และวิญญาณ โดยผู้เจริญกรรมฐานต้องแผ่จิตเพ่งอารมณ์กสิณออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ครอบคลุมทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวาง โดยยึดหลัก "ไม่มีสอง" คือการมีสติที่แน่วแน่เป็นอารมณ์เดียว และ "ไม่มีประมาณ" คือการแผ่ขยายสมาธิไปทั่วทุกทิศทางอย่างไร้ขอบเขตจำกัด เพื่อจูงใจให้จิตเกิดความตั้งมั่นและเป็นสมาธิอย่างสมบูรณ์
*กสิณ คือเครื่องมือที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ ซื่งเป็นส่วนหนื่งในกรรมฐาน 40 กรรมฐานอย่างอื่นก็ทำให้จิตเป็นสมาธิได้เช่นกัน
ข้อที่26 กาลีสูตร ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อกาลี การสนทนาธรรมระหว่างท่านพระมหากัจจานะและอุบาสิกากาลี ณ ภูเขาปวัตตะ แคว้นอวันตี โดยเป็นการขยายความพุทธพจน์ใน "กุมารีปัญหา" ว่าด้วยการเจริญสมาธิผ่านกสิณ 10 ประการ สาระสำคัญชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้ปฏิบัติจะบรรลุสมาบัติขั้นสูงสุดในกสิณแต่ละกอง แต่พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งสภาวะเหล่านั้นอย่างถ่องแท้ผ่านอริยสัจ 4 พระสูตรนี้จึงมุ่งเน้นสอนไม่ให้ผู้ปฏิบัติยึดติดในสภาวะสมาบัติว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ให้เข้าใจกระบวนการพัฒนาจิตตามความเป็นจริง เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นและความสงบแห่งหทัยอย่างแท้จริง
ข้อที่27 ปฐมมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๑ มีที่มาจากการที่นักบวชนอกศาสนา (อัญเดียรถีย์) กล่าวอ้างว่าลัทธิของตนมีการสอนธรรมหมวด 1 ถึง 10 เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงทรงชี้แจงว่าความรู้เหล่านี้อธิบายได้อย่างถูกต้องถ่องแท้เฉพาะโดยตถาคตและสาวกเท่านั้น พร้อมทั้งทรงแสดงธรรมขยายความ "ปัญหา 1 ถึง 10" ดังนี้
1. สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร
2. นามและรูป
3. เวทนา 3
4. อาหาร 4
5. อุปาทานขันธ์ 5
6. อายตนะภายใน 6
7. วิญญาณฐิติ 7
8. โลกธรรม 8
9. สัตตาวาส 9
10. อกุศลกรรมบถ 10
ธรรมทั้ง 10 หมวดนี้ คือ "ข้อธรรมอันเป็นบาทฐานวิปัสสนา" ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้เป็นกรอบแนวคิดให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด นำไปสู่การหลุดพ้น และสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์ในปัจจุบัน
ข้อที่ 28 ทุติยมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๒ นำเสนอการแสดงธรรมของพระกชังคลาภิกษุณีเพื่อโปรดอุบาสกชาวเมืองกชังคละ โดยเป็นการขยายความปัญหาและไวยากรณ์ในหมวดธรรม 1 ถึง 10 (ดูข้อธรรม ปฐมมหาปัญหาสูตร) ธรรมทั้ง 10 หมวดนี้เป็นข้อธรรมเพื่อใช้พิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด นำไปสู่การหลุดพ้นและทำที่สุดแห่งทุกข์ จุดเด่นสำคัญของพระสูตรนี้คือการที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องและประทานการรับรองปัญญาของพระกชังคลาภิกษุณี โดยตรัสยืนยันว่าหากมีผู้ทูลถามพระองค์ พระองค์ก็จะทรงอธิบายธรรมนี้ด้วยเนื้อความเดียวกันทุกประการ
*เมื่อนำสูตรที่๑ และสูตรที่๒ มาเปรียบเทียบทำให้เห็นว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะตรัสด้วยพระองค์เองหรืออธิบายโดยสาวกผู้มีปัญญา
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หมวดธรรม 10 ประการใน มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่
ข้อที่ 21 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท พระสูตรนี้เน้นย้ำถึงกำลังญาณ10 ประการ (ทศพลญาณ) ที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักร (กงล้อแห่งธรรม) ในบริษัททั้งหลาย ได้แก่
ข้อที่ 22 อธิมุตติปทสูตร ว่าด้วยอธิมุตติบท พระผู้มีพระภาคทรงตรัสถึง "ตถาคตพละ 10 ประการ" (ดูข้อธรรมใน สีหนาทสูตร) ซึ่งเป็นกำลังที่ทำให้พระองค์ทรงปฏิญญาฐานะที่องอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักรในบริษัททั้งหลายได้ โดยข้อที่เกี่ยวข้องกับชื่อพระสูตรนี้โดยตรงคือ กำลังญาณในการรู้ชัดถึง "อธิมุตติ" (การหยั่งรู้อัธยาศัย) ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย
ข้อที่ 23 กายสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงละทางกาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงจำแนกธรรมที่พึงละออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้
กิเลสภายในจิตใจ 10 ประการ ได้แก่
1. โลภะ – ความโลภ ความอยากได้
2. โทสะ – ความโกรธ ความคิดประทุษร้าย
3. โมหะ – ความหลง ความไม่รู้จริง (อวิชชา)
4. โกธะ – ความโกรธ ความขัดเคืองใจ
5. อุปนาหะ – ความผูกโกรธ การเก็บความโกรธไว้ฝังลึก
6.มักขะ – ความลบหลู่คุณท่าน การแกล้งทำลายคุณความดีของผู้อื่น
7. ปฬาสะ – ความตีเสมอ การยกตนเทียมท่าน ไม่ยอมอ่อนน้อม
8. มัจฉริยะ – ความตระหนี่ หวงแหน
9. อิสสาอันชั่วช้า – ความริษยา
10. ปาปิจฉตา – ความปรารถนาลามก การโอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
ข้อที่ 24 มหาจุนทสูตร ว่าด้วยพระมหาจุนทะ มีสาระสำคัญ 2 ส่วนหลัก คือ การละกิเลสทางปัญญา และ ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของนักปฏิบัติธรรม
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หมวดธรรม 5 ประการใน นีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ และ สัญญาวรรคหมวดว่าด้วยสัญญา
ข้อที่58 ลิจฉวิกุมารกสูตร ว่าด้วยเจ้าลิจฉวีกุมาร กล่าวถึง เหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอบรมเจ้าลิจฉวีกุมารผู้ดุร้ายให้สงบลง จนเจ้ามหานามะลิจฉวีอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ โดยพระพุทธองค์ได้ทรงแสดง "หลักธรรมที่ทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ไม่มีเสื่อม" นั่นคือ การรู้จักใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบธรรม เพื่อดูแล เกื้อกูล และให้ความเคารพต่อบุคคล 5 กลุ่ม ได้แก่
1. มารดาบิดา
2. บุตร ภรรยา ทาส กรรมกร และคนใช้
3. เพื่อนร่วมงาน
4. เทวดาผู้รับพลีกรรม
5. สมณพราหมณ์
ข้อที่ 59-60 กล่าวถึง คุณลักษณะ 5 ประการที่ "หาได้ยาก" ในหมู่ภิกษุผู้เข้ามาบวชเมื่อตอนแก่ โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 2 สูตร ดังนี้
ข้อที่59 ปฐมวุฑฒปัพพชิตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ สูตรที่ ๑ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ภิกษุที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเมื่ออายุมากแล้ว ส่วนใหญ่จะติดนิสัยเดิมหรือมีความเชื่องช้า ดังนั้น การจะหาบุคคลที่บวชตอนแก่แล้วเป็นผู้มีความนอบน้อม มีมารยาทงามของสมณะ อีกทั้งยังสามารถศึกษาเล่าเรียนจนเป็นผู้รู้ (พหูสูต) สามารถเทศนาสอนผู้อื่น (ธรรมกถึก) และแม่นยำในกฎระเบียบ (วินัยธร) จึงเป็นสิ่งที่ หาได้ยากยิ่งในโลก
ข้อที่ 60 ทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ สูตรที่ ๒ เน้นไปที่เรื่องของ ทิฏฐิมานะ (ความถือตัว) เนื่องจากผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก เมื่อต้องมาเริ่มต้นใหม่ในฐานะพระบวชใหม่ (พระนวกะ) มักจะยอมรับคำสั่งสอนของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่อายุน้อยกว่าได้ยาก พระสูตรนี้จึงยกย่องว่า พระบวชแก่ที่เป็นคนโอวาทง่าย นอบน้อมต่อคำสอน และตั้งใจเรียนรู้นั้น เป็นบุคคลที่หาได้ยากมากเช่นกัน
ข้อที่ 61-62 ปฐม-ทุติยสัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับ สัญญา 5 ประการ ที่บุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ และมีพระนิพพานเป็นที่สุด ได้แก่
1. อนิจจสัญญา - การกำหนดหมายรู้ความไม่เที่ยง (ความไม่จีรังยั่งยืนของสังขารทั้งปวง)
2. อนัตตสัญญา- การกำหนดหมายรู้ความไม่ใช่ตัวตน (ความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เจ้าของบังคับบัญชาไม่ได้)
3. มรณสัญญา - การกำหนดหมายรู้ความตาย (เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต)
4. อาหาเรปฏิกูลสัญญา - การกำหนดหมายความปฏิกูล (ความน่าเกลียดน่าชังปฏิกูล) ในอาหาร
5. สัพพโลเกอนภิรตสัญญา - การกำหนดหมายความไม่น่ายินดี (ความไม่เพลิดเพลิน) ในโลกทั้งปวง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค สัญญาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หมวดธรรม 5 ประการใน นีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์
ข้อที่ 55 มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อเตือนสติภิกษุและภิกษุณีเกี่ยวกับ “อันตรายของการคลุกคลีกันของเพศตรงข้าม” แม้กระทั่งในความสัมพันธ์ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์อย่างมารดากับบุตรก็ตาม ความคุ้นเคยและใกล้ชิดที่มากเกินไปอาจนำไปสู่การขาดความสำรวมและเป็นอันตรายต่อเพศพรหมจรรย์ โดยชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของกามราคะ และทรงเน้นย้ำถึง กามคุณ 5 ประการ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ของสตรีที่สามารถครอบงำบุรุษได้
ข้อที่ 56 อุปัชฌายสูตร ว่าด้วยอุปัชฌาย์ ปรารภภิกษุผู้ที่มีเหตุจะให้สึก การที่มีกายหนัก ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เหตุเพราะว่า
1. ไม่คุ้มครองในอินทรีย์ แก้โดยมีสติเป็นนายทวาร
2. ไม่รู้ประมาณในการบริโภค รู้ประมาณ คือ การพิจารณาจากเวทนาทั้งที่เป็นสุข และที่เป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อระงับเวทนา และไม่เป็นไปเพื่อเวทนาใหม่ที่มากเกินไป ตั้งจิตคอยสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนการกินเนื้อบุตร ปรับความคิดเห็นว่าการมีกายที่เบานั้นเหมาะแก่การเจริญภาวนา
3. ไม่ประกอบธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เครื่องตื่น คือ ตื่นตัวอยู่เสมอในความเพียร ไม่ใช่ไม่นอน
4. ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย แก้โดยให้จับฉวยให้ไวในศีล สมาธิ ปัญญา
5. การไม่ประกอบเจริญในโพธิปักขิยธรรม ถ้าไม่เจริญธรรมนั้นก็จะมีแต่เสื่อมท่าเดียว สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับได้ดี เป็นธรรมที่คุ้มครองให้ผ่านอุปสรรคไปได้
ข้อที่57 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ควรพิจารณาเนืองๆ ฐานะ 5 ประการที่ควรพิจารณาเนืองๆ (ความเป็นธรรมดา คือ การพิจารณาว่ามันเกิดได้กับทุกคน) เพื่อละความมัวเมาและลดกิเลส ได้แก่
1. เรามีความแก่เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในวัย
2. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในความไม่มีโรค
3. เรามีความตายเป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในชีวิต
4. เรามีความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจเป็นธรรมดา - ละความกำหนัดได้
5. เรามีกรรมเป็นของตน - ละการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ
*เมื่อเข้าใจทั้ง 5 ประการนี้แล้วจะทำให้อยู่ในมรรค ก้าวหน้าในธรรม จนเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งได้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

5 Listeners

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners