1. 6 เดือนแรกปีนี้ ไต้หวันอนุมัติเงินบำเหน็จชราภาพแก่อดีตแรงงานต่างชาติกว่า 6,000 ราย เท่ากับตลอดปีที่แล้ว 95% เป็นแรงงานไทย สูงสุด 25 เดือน เป็นเงินร่วม 900,000 เหรียญ
ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติเป็นเวลามานาน 30 ปี ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในปัจจุบันมีมากกว่า 740,000 คน ในจำนวนนี้กว่า 500,000 คน เป็นแรงงานต่างชาติในภาคการผลิต ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน จากข้อมูลการยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพของชาวต่างชาติในช่วง 6 เดือนแรก ตั้งแต่มกราคม-มิถุนายน 2566 จากของกองทุนประกันภัยแรงงานไต้หวันพบว่า ชาวต่างชาติที่เคยเป็นสมาชิกกองทุนประกันแรงงานและมีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป ยื่นขอและได้รับอนุมัติเงินบำเหน็จ/บำนาญชราภาพจำนวน 6,203 ราย มากกว่ายอดจำนวนผู้ยื่นขอตลอดปี 2565 ในจำนวนนี้ มีเพียง 342 ราย ได้รับอนุมัติเงินบำนาญชราภาพแบบเป็นรายเดือน นอกนั้น 5,861 รายได้รับอนุมัติเงินบำเหน็จชราภาพแบบเป็นก้อนครั้งเดียว เฉลี่ยรายละ 66,000 เหรียญไต้หวัน แต่มีแรงงานไทยรายหนึ่ง มาจากหนองบัวลำภู มาทำงานที่ไต้หวันรวมสะสม 25 ปี 11 เดือน เฉลี่ยวงเงินเอาประกันก่อนถอนสมาชิกภาพกองทุนฯ 3 ปี 24,350 เหรียญ 15 ปีแรกได้รับเงินบำเหน็จปีละ 1 เดือน ปีที่ 16 เป็นต้นไป ได้ปีละ 2 เดือน รวม 36.84 เดือน ได้เป็นเงินบำเหน็จ 897,054 เหรียญ จัดเป็นอดีตแรงงานไทยที่ได้รับเงินบำเหน็จสูงสุดรายหนึ่ง
ที่ทำการสำนักงานใหญ่กรมประกันภัยแรงงาน กระทรวงแรงงาน ในกรุงไทเป
จากข้อมูลของกองทุนประกันภัยแรงงานพบว่า ผู้ยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพแบบเป็นก้อนครั้งเดียวส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทย และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้านี้ที่มี 6,125 รายถึงเท่าตัว
ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานของไต้หวัน ผู้ใช้แรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ เมื่ออายุถึงเกณฑ์ สามารถยื่นขอเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญชราภาพได้ กล่าวคือต้องมีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป สำหรับผู้เกิดก่อนหรือในปี พ.ศ. 2500 และผู้ที่เกิดปี พ.ศ. 2501 จะต้องมีอายุครบ 61 ปีขึ้นไป ผู้เกิดปี 2502 ต้องมีอายุครบ 62 ปี ผู้เกิดในปี 2503 จะต้องมีอายุครบ 63 ปี ผู้ที่เกิดในปี 2504 จะต้องมีอายุครบ 64 ปี และผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2505 และหลังจากนั้น จะต้องมีอายุครบ 65 ปีขึ้นไป จึงจะมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ จะยื่นขอไว้ก่อนไม่ได้
ภายในที่ทำการสำนักงานใหญ่กรมประกันภัยแรงงาน กระทรวงแรงงาน ในกรุงไทเป
สาเหตุที่แรงงานไทยเป็นผู้ยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพมากที่สุด กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า อาจเนื่องมาจากแรงงานไทยเป็นชาติแรกที่ได้รับอนุญาตเดินทางมาทำงานในไต้หวัน 28 ตุลาคม 2532 อายุโดยเฉลี่ยมากกว่าชาติอื่น ส่วนแรงงานอีก 3 ชาติ ได้แก่แรงงานฟิลิปปินส์ เวียดนามและอินโดนีเซีย อายุจะน้อยกว่า ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะยื่นขอ ประกอบกับในบรรดาแรงงานทั้ง 4 ชาติ มีเพียงสำนักงานแรงงานไทยแห่งเดียวที่ให้บริการแรงงานไทยยื่นขอและได้รับเงินสวัสดิการนี้ โดยจัดทำเอกสารและขั้นตอนในการยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพ ตลอดประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยได้รับรู้ รวมถึงกระทรวงแรงงานไทยได้สั่งการให้สำนักงานแรงงานจังหวัดทุกจังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย โดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ ขณะที่สำนักงานแรงงานอีก 3 ประเทศ ยังไม่ได้ลงมือทำในเรื่องนี้ ทำให้แรงงานชาติอื่นแม้ว่าจะมีอายุถึงเกณฑ์ยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพแต่ยังไม่ทราบและไม่สามารถยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพดังกล่าวเช่นเดียวกับแรงงานไทย
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว นครเถาหยวน
แรงงานไทยที่ยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพ เนื่องจากเดินทางกลับประเทศแล้ว เมื่ออายุถึงเกณฑ์ในการยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพ จะต้องเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นขอ และต้องแปล รับรองผ่านกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไทย และสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ส่วนใหญ่ทำเองไม่เป็น จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มบุคคลบางกลุ่มทำธุรกิจช่วยอดีตแรงงานไทยยื่นขอสิทธิประโยชน์ดังกล่าว และหักค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 20-50% ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เต็มจำนวนที่พึงได้รับ
เกณฑ์อายุที่มีสิทธิ์ยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงานไต้หวัน
สำหรับแรงงานต่างชาติที่เคยหลบหนีถูกส่งกลับ หรือติดคดีเคยถูกจำคุก มีสิทธิ์ขอรับเงินบำเหน็จชราภาพได้ตามอายุงาน ช่วงก่อนกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายหรือก่อนก่อคดีได้เช่นเดียวกับแรงงานทั่วไป ทั้งนี้เพราะกองทุนประกันภัยแรงงานจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ โดยดูจากเคยเป็นสมาชิกกองทุน เคยจ่ายเบี้ยประกันภัยแรงงานและมีคุณสมบัติในการยื่นขอหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เคยทำผิดคดีหรือเคยถูกจำคุก
สำนักงานแรงงานไทย ไทเป เยี่ยมแรงงานไทยในสถานกักกันชาวต่างชาติซานเสีย นครนิวไทเป
ส่วนวิธีและขั้นตอนในการขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ ให้ติดต่อขอรับใบคำร้องได้จาก สำนักงานแรงงานจังหวัด หรือที่กระทรวงแรงงานไทย
เกณฑ์การขอรับเงินบำเหน็จชราภาพและเงินบำนาญของแรงงานต่างชาติ
2. แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายถูกตำรวจตรวจพบอ้างเป็นชนพื้นเมือง แต่ตอบไม่ได้ว่าเป็นชนเผ่าไหน? ตำรวจพบที่บ้านเช่า อีก 6 คน ในจำนวนนี้มี 1 คนติดคดีถูกศาลออกหมายจับ
แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายรายหนึ่ง ออกนอกบ้านไปหาซื้อข้าวของ ถูกตำรวจสกัดตรวจขอดูบัตร ARC เจ้าตัวอ้างไม่ใช่เป็นแรงงานต่างชาติ เป็นชนพื้นเมือง แต่ไม่สามารถตอบคำถามของตำรวจได้ว่า เป็นชนพื้นเมืองไต้หวันเผ่าไหน? ตำรวจติดตามกลับไปที่บ้านเช่า พบแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายอีก 2 คู่ อยู่กินกันจนมีลูกน้อย 2 คน ในจำนวนนี้ มี 1 คนที่หนีคดี ศาลออกหมายจับติดตามตัว
แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปหาซื้อข้าวของ ถูกตำรวจสกัดตรวจขอดูบัตร ARC อ้างเป็นชนพื้นเมือง แต่ตอบไม่ได้ว่าเป็นเผ่าไหน?
เมื่อเย็นวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจตั้นสุ่ย ออกปฏิบัติการตรวจลาดตระเวน ป้องกันอาชญากรรมอยู่แถว 4 แยกไฟแดง พบชายผู้หนึ่งหน้าตาคล้ายแรงงานต่างชาติและชนพื้นเมืองไต้หวันขับขี่รถมอเตอร์ไซค์จอดรอไฟแดง แรก ๆ ตำรวจไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่ชายผู้นี้เห็นตำรวจอยู่ข้างหน้ารู้สึกกลัวจนส่ออาการพิรุธ ตำรวจจึงเรียกให้ขี่ไปจอดข้างทางแล้วขอตรวจดูบัตร ARC ชายผู้นี้พอพูดภาษาจีนได้ อ้างตนเป็นชนพื้นเมือง ไม่ใช่แรงงานต่างชาติ ตำรวจถามว่าเป็นชนเผ่าไหน? แต่ไม่สามารถตอบได้ สุดท้ายก็ต้องยกมือไหว้ และยอมรับสารภาพโดยดีว่า ตนเป็นแรงงานอินโดนีเซียแต่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย อ้อนวอนตำรวจขอให้เห็นใจอย่าเอาผิด เพราะกลับบ้านที่อินโดนีเซียหากินลำบาก ตำรวจเห็นบนรถมอเตอร์ไซค์ มีถุงผัก ผลไม้แขวนอยู่เพียบ สันนิษฐานออกนอกบ้านไปซื้อหาวัสดุอาหาร คาดที่บ้านพักน่าจะมีแรงงานรายอื่นอีก จึงติดตามกลับบ้านพักด้วย ปรากฏว่า ที่บ้านเช่า มีแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภรรยาอีก 2 คู่ และเด็กน้อย 3 ขวบและ 1 ขวบอีก 2 คน ทั้ง 7 คน มีแรงงานหญิงเพียงรายเดียวที่เป็นแรงงานถูกกฎหมาย
ตำรวจตามไปบ้านพัก พบที่บ้านเช่ามีแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภรรยาอีก 2 คู่ และเด็กน้อย 3 ขวบและ 1 ขวบอีก 2 คน
ตำรวจกล่าวว่า จากการตรวจสอบ แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายทั้ง 4 ราย เดินทางมาทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่ค่อยมีโอทีทำ หนีออกจากโรงงานไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย และอยู่กินกันฉันสามีภรรยา จนมีลูก ส่วนแรงงานหญิงที่ถูกกฎหมายกำลังตั้งครรภ์ ทราบว่าแฟนหนุ่มจะถูกส่งกลับ อ้อนวอนตำรวจขอให้ยกโทษให้ แต่ตำรวจต้องปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากส่งแรงงานอินโดนีเซียชายที่เป็นผู้ต้องหาหนีคดี ส่งไปยังสถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดีแล้ว ชาย 2 หญิง 1 และเด็กอีก 2 คน ถูกส่งไปยังสถานกักกันนครนิวไทเปเพื่อรอการส่งกลับประเทศ
แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายรายหนึ่งหลบไปซ่อนในห้องน้ำ
3. อันตราย! 3 แรงงานเวียดนามจับปูใต้สะพานในเมืองเจียอี้ พลัดตกจมน้ำหายสาบสูญไป 1 อีก 2 วันต่อมาพบศพขึ้นอืดบริเวณบ่อปลาร้าง ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกล
เมื่อค่ำวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา 3 แรงงานเวียดนามในเมืองเจียอี้ชวนกันไปจับปูใต้สะพานหยุนเจียในตำบลตงสือ 1 ในจำนวนนี้ พลัดตกลงไปในแม่น้ำเป๋ยกั่งซี ขณะเกิดเหตุพอดีเป็นช่วงน้ำขึ้น น้ำในแม่น้ำเอ่อท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงงานเวียดนามรายนี้หนีไม่ทันจมหายไปในน้ำ เพื่อนอีก 2 คนรีบโทรศัพท์กลับโรงงานขอความช่วยเหลือ นายจ้างโทรแจ้งความ เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วม 40 นายมาถึงพร้อมด้วยเรือชูชีพ 5 ลำ รถกู้ภัย 19 คันและโดรนกู้ภัย 3 ลำ ออกค้นหาบริเวณที่เกิดเหตุ เนื่องจากน้ำขึ้น ประกอบเป็นช่วงกลางคืน ไม่พบร่องรอยแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเมืองเจียอี้ออกค้นหาร่างของแรงงานเวียดนามที่ไปจับปูและจมน้ำหายไป เนื่องจากน้ำขึ้นหนีไม่ทัน
ในวันที่สองเจ้าหน้าที่กู้ภัยออกค้นหาต่อ และใช้โดรนกู้ภัยบินตรวจการณ์บนอากาศ แต่ก็ยังไม่พบแรงงานเวียดนามรายนี้ จนกระทั่งเช้าวันที่ 20 กันยายน หลังเกิดเหตุ 2 วัน น้ำลดลง เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงพบศพแรงงานเวียดนามรายนี้ในบ่อปลาร้างแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 250 เมตร เสียชีวิตแล้ว สภาพศพเริ่มขึ้นอืด หน่วยกู้ภัยส่งศพให้ตำรวจเพื่อส่งให้อัยการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเมืองเจียอี้ออกค้นหาร่างของแรงงานเวียดนามที่ไปจับปูและจมน้ำหายไป เนื่องจากน้ำขึ้นหนีไม่ทัน
หน่วยกู้ภัยเตือนว่า แม่น้ำในไต้หวันมักมีร่องลึกอยู่ด้านล่าง เวลาน้ำขึ้นจะมองไม่เห็น ทำเหยียบพลาดได้ ถูกน้ำที่ไหลเชี่ยวในร่องน้ำพัดพาหายไปหรือถูกดูดลงไปในร่องน้ำขึ้นมาไม่ได้ อย่างบริเวณที่เกิดเหตุ น้ำลึกมาก ขนาดเจ้าหน้าที่กู้ภัยร่างสูงกว่า 180 ซม. ยังไม่สามารถเหยียบก้นแม่น้ำได้ ประกอบกับเป็นช่วงกลางคืนและเป็นช่วงน้ำขึ้น แม้จะใช้เรือชูชีพออกค้นหา แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างราบรื่น
หลังเกิดเหตุ 2 วัน น้ำลดลง เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงพบศพแรงงานเวียดนามในบ่อปลาร้างแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 250 เมตร เสียชีวิตแล้ว
จากข่าวของแรงงานเวียดนามดังกล่าว ถือโอกาสฝากเตือนแรงงานไทยด้วยว่า หลายคนนิยมออกไปหาปลาตามแม่น้ำลำธาร ในวันหยุด ต้องระวัง ในไต้หวันเนื่องจากมีโรงงานตั้งกันดาษดื่น แม่น้ำลำคลองหรือคลองระบายน้ำ มักจะมีโลหะหนักและสารเคมีปนเปื้อนค่อนข้างสูง หากจับสัตว์น้ำมากิน จะทำให้ร่างกายได้รับสารพิษตกค้าง ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ นอกจากนี้ ตามพื้นแม่น้ำลำคลอง มักจะเป็นหลุมเป็นบ่อและมีน้ำวน เสี่ยงต่อการจมน้ำ แม้แต่นักว่ายน้ำก็ไม่ค่อยกล้าลงไป จึงเตือนแรงงานไทยด้วยความหวังดีว่า หลีกเลี่ยงไปในสถานที่อันตรายดังกล่าว อยากกินปลาหรือสัตว์น้ำชนิดไหนก็ตาม ควรจะไปหาซื้อจากซูเปอร์มาเกต ไฮเปอร์มาเกตและตลาดสด ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพและถูกหลักอนามัย อีกทั้งราคาก็ไม่แพง จะปลอดภัยกว่า
เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างไร้วิญญาณของแรงงานเวียดนามขึ้นมาจากในดินโคลน
4. 8 แรงงานไทยผิดกฎหมายเต็มรถตู้ถูกรวบ ทุกคนโล่งอกเมื่อเห็นตำรวจ สารภาพอยากกลับบ้าน ไม่ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ต่อไป
สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เขตหนานถุน นครไทจง มีรถตู้คันหนึ่งจอดในที่ห้ามจอด ถูกตำรวจเรียกให้คนขับแสดงใบอนุญาตขับขี่และทะเบียนรถเพื่อเขียนใบสั่ง ตำรวจชะเง้อมองเข้าไปข้างใน พบมีแรงงานต่างชาตินั่งยัดเยียดเต็มรถ นับดูแล้วมีชาย 7 หญิง 1 จากการตรวจสอบ พบทั้งหมดเป็นแรงงานไทยผิดกฎหมายที่หลบหนีออกมาจากโรงงานและไซต์งานก่อสร้าง
รถตู้คันนี้จอดในที่ห้ามจอด ถูกตำรวจเรียกให้คนขับแสดงใบอนุญาตขับขี่และทะเบียนรถเพื่อเขียนใบสั่ง พบแรงงานไทยผิดกฎหมายนั่งยัดเยียดเต็มรถ เป็นชาย 7 หญิง 1
โชเฟอร์ได้แก่นายหง อายุ 28 ปี เป็นชาวไต้หวัน กลัวเสียค่าปรับ อ้อนวอนตำรวจอย่างเอาผิด โดยอ้างว่า ตนเพิ่งจะรับจ้างพาแรงงานไทยไปทำงานผิดกฎหมายเป็นครั้งแรก ขณะที่แรงงานไทยทั้ง 8 คน ไม่มีอาการตกใจแต่อย่างใด ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จากการสอบปากคำ แรงงานไทยทั้ง 8 ให้การสารภาพว่า พวกตนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและเสียใจที่หลบหนีออกไปเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เนื่องจากการงานไม่มั่นคง รายได้ไม่คงที่และไม่ดีอย่างคำโฆษณาชวนเชื่อ แถมยังถูกหักค่าจ้างเป็นประจำ ต้องเปลี่ยนนายจ้างหางานทำไปทั่ว และที่กดดันมากที่สุดคือต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ จะเข้ามอบตัวก็ไม่กล้า เพราะไม่มีเงินค่าตั๋วและค่าปรับ เมื่อถูกตำรวจจับ จึงไม่รู้สึกตกใจ แต่กลับดีใจเสียด้วยซ้ำที่จะได้กลับบ้าน จะได้สิ้นสุดชีวิตที่ลำบากเสียที
นายหง อายุ 28 ปี ชาวไต้หวัน กลัวเสียค่าปรับ อ้อนวอนตำรวจอย่างเอาผิด แต่ตำรวจไม่ยอมเสียใจจนเอามือกุมหน้า
ตำรวจคุมตัวนายหง ส่งดำเนินคดีข้อหาจัดหางานแก่ชาวต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนแรงงานไทยทั้ง 8 คน ถูกส่งไปยังสถานกักกันในนครไทจง เพื่อรอการส่งกลับประเทศ
แรงงานไทยผิดกฎหมายทั้ง 8 คน ให้การสารภาพว่า พวกตนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาก เนื่องจากการงานไม่มั่นคง รายได้ไม่ดีอย่างคำโฆษณาชวนเชื่อ แถมยังถูกหักค่าจ้างเป็นประจำ ต้องเปลี่ยนนายจ้างหางานทำไปทั่ว และที่กดดันมากที่สุดคือต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ