คอร์สอานาปานสติ วันที่ 19-22 มิ.ย. 68 ณ วัดบุปผาราม กทม. โดย พระกิตติวิมลเมธี (พระอาจารย์สุชีพ สุธมฺโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบุปผาราม วรวิหาร
กรรมฐานประคองในที่นี้คือ นอกเหนือจากการที่เรารู้ลมหายใจแล้ว ถามว่ารู้ลมหายใจอย่างเดียวพอหรือยัง ก็พอแล้วแหละ แต่ว่ากรรมฐานประคองนี่มันเหมือนกับเราขับรถ ปั่นจักรยาน คือ ประคองหมายความว่าไม่ให้ล้ม ประคองไว้ไม่ให้ล้ม คือว่าเราจะเฉไฉไปบ้าง เกเรบ้างอะไรบ้าง แต่ว่าถ้าว่ามีกรรมฐานประคองไว้มันก็ยังอยู่ในเส้นทาง แม้นว่ามันจะเกาะอยู่ไหล่ทางแล้วแต่ว่ามันก็ยังไปได้ของมันอยู่
อันนี้ก็เหมือนกัน การปฏิบัติมีกรรมฐานประคอง ๔ อย่าง ในบทที่เราสวดกันว่า
พุทฺธานุสฺสติ เมตฺตา จ อสุภํ มรณสฺสติ อิจฺจิมา จตุรารกฺขา กาตพฺพา จ วิปสฺสนา
๑) พุทธานุสสติ ประคองไว้เพื่อให้ศรัทธาไม่ถอย
๒) เมตตา ประคองไว้เพื่อให้จิตมันนุ่ม อ่อนโยน เหมาะ มันเหมือนแป้งที่เราจะทําขนมเปียกปูน เราทําขนมจีน เราทําขนมอะไร มันจะต้องมีความนุ่มใช่ไหม? ถ้ามันกระด้าง มันแข็งทื่อ มันจะไปทําเป็นเส้นขนมจีนได้ไหม? ไม่ได้ เราต้องเสียเวลาในการที่จะใส่น้ำผสมตบใหม่ ตีใหม่ ตําใหม่ เพื่อให้มันนุ่ม เมตตาเป็นตัวที่ทําให้จิตมันนุ่ม
๓) อสุภะ เป็นตัวที่ทําให้จิตมันคลาย คลายจากความหลงว่าเราว่าของเรา มันคลาย มันไม่ถึงกับเด็ดขาดหรอกแต่ว่ามันคลาย
๔) มรณสติ จะทําให้จิตมั่นคงในสัจธรรม ว่าชีวิตนี้เกิดมาแล้วมันจะต้องตายแน่ๆ ขณะที่มันเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ มันไม่มีอะไรแน่นอนเลย ที่แน่นอนที่สุดมันคือตาย ระยะเวลาที่เรารู้สึกตัวว่ายังไม่ตายมันมีน้อยมาก อาการที่มันมีน้อยมาก นี่คืออาการที่มันมีชีวิตอยู่นี่มันน้อยมาก มันจึงเห็นคุณค่า มันทําให้เราเห็นคุณค่าของเวลาที่เรายังไม่ตาย มันควรแก่การที่จะทําสิ่งที่มีความสําคัญต่อชีวิตมากที่สุด
นี่เขาเรียกว่า ๔ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าบอกว่า อิจฺจิมา จตุรารกฺขา กาตพฺพา จ วิปสฺสนา ภาวนาทั้ง ๔ นี้ คือ พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า เมตตา ปรารถนาจะให้เป็นสุข อสุภะ พิจารณากายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นไม่งาม มรณสติ ระลึกถึงความตาย นี่ชื่อจตุรารักษ์และวิปัสสนาอันพึงบําเพ็ญ เป็นกรรมฐาน ๔ อย่าง ที่ว่าจะประคับประคองผู้ปฏิบัติไว้ให้มั่นคงอยู่ในร่องรอยของการภาวนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถ้ามีกรรมฐานนี้ประคองมันมีแต่ศรัทธาจะเพิ่มขึ้น จิตมีแต่จะนุ่มขึ้น ความหลงก็มีแต่จะลดลง ความมั่นคงในการปฏิบัติก็มีแต่ความเข้มข้นขึ้น นี่เรียกกรรมฐานประคอง
เพราะฉะนั้นฝากไว้นะเรื่องกรรมฐานประคอง เราเอาเท่าที่ทําได้ แต่อันหนึ่งไม่ควรขาดเลย คือพุทธานุสสติ เพราะอะไร? เพราะว่าตัวอื่นอานาปานสติมันจะนวดจิตให้นุ่มอยู่แล้ว แต่ตัวพุทธานุสสติจะเป็นตัวที่ทําให้อินทรีย์ของเรามีกําลังขึ้น คือ ความมุ่งมั่น ความมั่นคง ความเชื่อในคําสอนของพระพุทธเจ้า ศรัทธาในพระพุทธเจ้า มันจะมีกําลังเพิ่มขึ้น
เมื่อความเชื่อในพระพุทธเจ้า ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามีกําลังเพิ่มขึ้นแล้ว มันจะทําให้อินทรีย์ตัวต่อมาคือ วิริยินทรีย์ อินทรีย์คือความเพียร มันจะเข้มข้นขึ้น
เมื่อความเพียรเข้มข้นขึ้นมันก็จะทําให้สตินทรีย์ คือตัวสติพัฒนาขึ้น
เมื่อสติเข้มข้นพัฒนาขึ้น มันจะทําให้สมาธิพัฒนาขึ้น
เมื่อสมาธิพัฒนาขึ้นทําให้ปัญญาพัฒนาขึ้น
เพราะฉะนั้นอินทรีย์ทั้ง ๕ นี้ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ และปัญญินทรีย์ มันจะตั้งต้นที่สัทธินทรีย์ ด้วยการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
กรรมฐานประคองนี้มันมีข้อดีอยู่อีกอย่างหนึ่ง บางคนปฏิบัติไปติดอาจารย์ นี่ไม่ถึงพระพุทธเจ้า ติดสํานัก ติดสายปฏิบัติ ที่มันพูดกันน่ะอยู่สายไหน? สํานักไหน? ลูกศิษย์ใคร? แล้วมันจะไปติดที่อาจารย์ ติดที่สํานัก ติดที่สาย ติดที่วิชาการ มันไม่ถึงพระพุทธเจ้าสักทีเลย เราจะต้องเจริญพุทธานุสสติระลึกถึงพระพุทธเจ้าไว้เรื่อยๆ นั่งสมาธิ ไม่ว่าจะนั่งอานาปานสติ หรือจะทําแบบไหน มีสภาวะจิตสงบเมื่อใดปั๊บ ให้รู้เลยว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพราะพระมหากรุณาของผู้ที่ชื่อพระพุทธเจ้า เราต้องขอบคุณพระองค์ อย่างนี้มันจะทําให้สัทธินทรีย์ประชุมลงง่าย เร็ว และมีกําลัง
#พระกิตติวิมลเมธี #วัดบุปผาราม #อานาปานสติ #สติปัฏฐาน #ปฏิบัติธรรม #สมาธิ #สมาธิภาวนา #นั่งสมาธิ #วิปัสสนา #วิปัสสนากรรมฐาน
#ปัญญา #ธรรมะในชีวิตประจำวัน #ธรรมะ #พระธรรมเทศนา #พุทธศาสนา #คำสอน #ความตั้งมั่น #จิตตสังขาร