Filmment

Filmment

Download on the App Store

Filmment episodes

  • Filmment l Review l รีวิว Mortal Kombat ฉากต่อสู้ที่เดือดถึงใจ มาพร้อมบทภาพยนตร์ที่ไร้คุณภาพ

    Mortal Kombat ยังไม่สามารถลบคำสาปของภาพยนตร์ที่สร้างจากเกมส์ได้สำเร็จ

    .

    เรื่องราวของ โคล ยัง นักชก MMA ที่เกิดมาพร้อมกับปานรูปมังกร ซึ่งเป็นคำเชิญเพื่อเข้าสู่สนามการต่อสู้สุดโหดที่มีชื่อว่า มอร์ทัล คอมแบท โคล จึงต้องฝึกฝนตัวเองเพื่อเข้าสู่การประลองที่มีชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพัน

    .

    ภาพยนตร์เรื่อง Mortal Kombat นั้นเดินหน้าเข้าเรื่องอย่างรวดเร็วครับ ด้วยการใช้ตัวละครอย่าง โคล ยัง พระเอกของเรื่องเป็นตัวแทนของผู้ชมที่ไม่รู้จักเนื้อเรื่องของเกมส์ Mortal Kombat มาก่อน และพาผู้ชมเข้าสู่เรื่องราวที่ตัวภาพยนตร์ต้องการบอกเล่า แต่บทภาพยนตร์ของ Mortal Kombat กลับมีปัญหาอย่างหนักครับ ทุกอย่างของเรื่องดูรีบจนเกินไป จนไม่มีเวลาให้กับผู้ชมได้รู้จักกับตัวละครได้มากพอ ปมความแค้นของตัวละครหลายต่อหลายคนก็ไม่ได้ถูกให้น้ำหนัก ทำให้ความโกรธแค้นเหล่านั้นส่งไม่ถึงความรู้สึกของผู้ชม จนเมื่อถึงคราวที่พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหา ผู้ชมไม่รู้สึกเอาใจช่วยหรือเชียร์ตัวละครคนไหนเป็นพิเศษเท่าที่ควรครับ’

    .

    แต่ข้อดีคือ ภาพยนตร์รู้จุดอ่อนของตัวเองครับ จึงพยายามดึงทุกอย่างให้เข้าสู่ฉาก Action ซึ่งเป็นจุดแข็งของภาพยนตร์ให้เร็วที่สุด โดย Mortal Kombat มีการทยอยเสิร์ฟฉาก Action ให้กับผู้ชมอยู่เป็นระยะ และมีการแบ่งให้ตัวละครหลักแต่ละคนมีฉากต่อสู้เป็นของตัวเอง มาพร้อม Easter Egg ที่ทำมาเพื่อคอเกมส์โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น คำพูดของตัวละครที่คุ้นเคย , ดนตรีประกอบจากเกมส์ และความโหดเลือดสาดของฉาก Action โดยเฉพาะเวลาที่เหล่าตัวละครต้องใช้ท่าไม้ตายเพื่อเผด็จศึกคู่ต่อสู้นั้น ล้วนแล้วแต่ออกแบบการฆ่ากันได้โหดถึงใจมากๆ

    .

    รีวิวแบบเต็มๆ ของ Filmment จะเป็นอย่างไร กด Subscribe แล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

    .

    #MortalKombat #มอร์ทัลคอมแบท #Filmment #รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ จาก Filmment ครับ

    14 min
  • Filmment l Review l รีวิว The Father ภาพยนตร์ดราม่าที่มีการเล่าเรื่องอันยอดเยี่ยม

    The Father ภาพยนตร์ดราม่าเรื่องเยี่ยมที่เข้าชิงถึง 6 รางวัลออสการ์

    .

    ดัดแปลงจากจากละครเวทีชื่อดัง บอกเล่าเรื่องราวของ แอนโธนี่ ชายชราผู้ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม และต้องทรมานกับความทรงจำที่เลือนหายไปอย่างช้าๆ แอนน์ ลูกสาวของของเขา จึงต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาแอนโธนี่ ก่อนที่เขาจะลืมทุกอย่างแม้กระทั่งลูกสาวของตัวเอง แม้จะเป็นเนื้อเรื่องที่เห็นได้บ่อยครั้งแต่สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่อง The Father แตกต่างและโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งก็คือ วิธีการเล่าเรื่องครับ โดย The Father เลือกพาผู้ชมไปพบกับเหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่องผ่านสายตาของ แอนโธนี่ ชายชราผู้ที่กำลังจะสูญเสียความทรงจำทั้งหมดของเขาครับ

    .

    โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในห้องแฟลตเพียงที่เดียวตลอดทั้งเรื่อง และมีตัวละครหลักอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ด้วยการออกแบบงานสร้างที่ยอดเยี่ยม ที่เปลี่ยนให้แฟลตแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสับสน โดยมีสภาพแวดล้อมอันทับซ้อนกันระหว่างแฟลตของแอนโธนี่ และอพาร์ตเมนท์ของลูกสาวอย่างแอนน์ ก่อนที่ภาพยนตร์จะตั้งคำถามสำคัญให้กับผู้ชมว่า เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในสถานที่ทั้ง 2 แห่งนี้จริงหรือไม่

    .

    ภาพยนตร์เรื่อง The Father นั้นได้มอบมวยคู่เอกทางการแสดงให้กับผู้ชมครับ ด้วยการนำเอา 2 นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์มาประชันบทบาทกันในจอภาพยนตร์ ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่า นักแสดงทั้งคู่ก็ได้มอบการแสดงที่ยอดเยี่ยมกว่าผลงานที่พวกเขาได้รับรางวัลด้วยซ้ำครับ Anthony Hopkins มอบการแสดงที่ลุ่มลึกและชวนมองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะความหลากหลายทางอารมณ์ที่ถูกส่งผ่านสายตาของเขา ที่บางครั้งก็ดูอบอุ่น บางครั้งก็เต็มไปด้วยความน่ากลัว และบางครั้งก็น่าสงสารจนต้องเสียน้ำตา ทางฝั่งหญิงนั้น Olivia Colman แม้จะมาในบทบาทสมทบแต่เธอก็ได้เติมเต็มความสมบูรณ์ของภาพยนตร์ด้วยการแสดงอันน่าจดจำในทุกๆนาทีของเธอครับ

    .

    รีวิวแบบเต็มๆ ของ Filmment จะเป็นอย่างไร กด Subscribe แล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

    .

    #TheFather #HouseSamyan #Filmment #รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ จาก Filmment ครับ

    14 min
  • Filmment l Review l รีวิว The Mauritanian หนังที่ตีแผ่ด้านมืดของกระบวนการยุติธรรมได้อย่างทรงพลัง

    The Mauritanian พลิกคดี จองจำอำมหิต สร้างจากเรื่องจริงอันสุดสะเทือนใจของ โมฮัมมาดู โอ ซลาฮี ชายชาวมอริเตเนียนคนหนึ่ง ผู้ถูกรัฐบาลสหรัฐจำคุกเป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ แนนซี ทนายหญิงมากความสามารถ ต้องพยายามรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อช่วยโมฮัมมาดู ก่อนที่ สจ๊วต อัยการทหารของกองทัพสหรัฐจะยื่นฟ้องโทษประหารให้แก่ลูกความของเธอ

    .

    เนื้อหาที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยรายละเอียดของภาพยนตร์ ถูกเล่าออกมาผ่านบทสนทนาที่เข้มข้น อัดแน่นด้วยคำศัพท์ทางการเมืองและกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็มีการขยายมิติและความสัมพันธ์ของตัวละครมากขึ้น ด้วยการตั้งเงื่อนไขสำคัญให้กับทนายและอัยการของทั้ง 2 ฝั่งครับ แนนซี ทนายสาวที่ยึดมั่นในความถูกต้องของกฎหมาย โดยเธอเชื่อว่า แม้จะเป็นผู้ก่อการร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ก็สมควรได้รับความยุติธรรม ในขณะที่ สจ๊วต อัยการทหาร ก็เป็นผู้ที่ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์ 9/11 และต้องการจะยื่นโทษประหารให้กับโมฮัมมาดูให้ได้ ความขัดแย้งแต่ชัดเจนในอุดมการณ์ของทั้ง 2 ตัวละครนั้นค่อยๆต่อยอดขึ้นเรื่อยๆผ่านการสืบหาความจริงของพวกเขาทั้งคู่ครับ

    .

    นอกจากนี้ตัวภาพยนตร์ยังพาผู้ชมไปรู้จักกับตัวละครหลักอย่าง โมฮัมมาดู โอ ซลาฮี พร้อมกับถ่ายทอดชะตากรรมที่เขาต้องเผชิญ ซึ่งเป็นความจริงที่แสนเจ็บปวด ความจริงที่สะท้อนด้านมืดของอำนาจรัฐและช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรม ความจริงที่แสนหดหู่ ดำมืด และโหดร้ายเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับไหวครับ ผมไม่ขอเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เพื่ออยากให้ทุกท่านได้รับอรรถรสที่ดีที่สุดในการรับชมนะครับ แต่ผมบอกได้เลยครับว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดของเรื่อง และยังเป็นการตีแผ่ความจริงอันโหดร้ายได้ทรงพลังที่สุดครั้งหนึงในโลกภาพยนตร์อีกด้วย

    .

    รีวิวแบบเต็มๆ ของ Filmment จะเป็นอย่างไร กด Subscribe แล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

    .

    #TheMauritanian #พลิกคดีจองจำอำมหิต #Filmment #รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ จาก Filmment ครับ

    14 min
  • Filmment l Review l รีวิว บอสฉันขยันเชือด ภาพยนตร์ระทึกขวัญปนเสียงฮาที่บันเทิงจนท้องแข็ง !

    บอสฉันขยันเชือด ภาพยนตร์แนว Whodunit สไตล์ไทย ที่บันเทิงและหักมุมจนหัวทิ่ม

    .

    เรื่องราวของ หลิน เมษา และโบกี้ พนักงานออฟฟิตสาวกลุ่มหนึ่ง เกิดสงสัยว่า ต้น เจ้านายของพวกเธอเป็นฆาตกรต่อเนื่อง การสืบสวนสุดเข้มข้นปนเสียงหัวเราะจึงได้เริ่มต้นขึ้น ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตกว่าที่พวกเธอคิด

    .

    บอสฉันขยันเชือด เล่าเรื่องด้วยความระทึกขวัญผสมด้วยเสียงหัวเราะเป็นหลัก และพาผู้ชมให้หลงไปหลายทิศทางจนคาดเดาไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถแทรกมุขตลกที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ออฟฟิตได้ดีทีเดียว พร้อมทั้งยังสะท้อนด้านมืดของระบบการทำงานให้ได้เห็นเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น มุมมองต่อคนรุ่นเก่าที่มีต่อคนรุ่นใหม่ เรื่องราวของเด็กเส้นในออฟฟิต ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน และการแข่งขันในออฟฟิตที่บางครั้งก็สูงจนเกินรับไหว ซึ่งประเด็นเหล่านี้ก็ถูกใช้เพื่อเสริมน้ำหนักและมิติของตัวละครได้อย่างกลมกลืน

    .

    ในแง่ของการสืบสวนนั้น ตัวภาพยนตร์มีการโยนปริศนาและปล่อยรายละเอียดที่น่าสงสัยให้กับผู้ชมอยู่เป็นระยะ ซึ่งด้วยองค์ความรู้ของตัวละครที่ไม่ได้เป็นตำรวจหรือนักสืบมืออาชีพ แต่เป็นเพียงพนักงานออฟฟิตที่เคยเป็น Youtuber สมัยมัธยมเท่านั้น ทำให้วิธีคิดและวิธีการสืบหาความจริงนั้นเป็นไปอย่างบ้านๆ ไม่ได้ผ่านการคิดที่ซับซ้อน จึงทำให้ผู้ชมนั้นรู้สึกใกล้ชิดกับตัวละครมากขึ้นครับ ซึ่งภาพยนตร์ก็ทำได้ดีมากๆ กับการซ่อนปริศนาทั้งหมดเอาไว้ แล้วเลือกหยิบใช้ในเวลาที่ถูกต้องครับ

    .

    จนกระทั่งเมื่อภาพยนตร์ดำเนินเรื่องมาถึงครึ่งชัวโมงสุดท้าย ผมขอเรียกช่วงเวลาประมาณ 30 นาทีนี้ว่า มันคือมิติใหม่ๆ ในภาพยนตร์ไทยที่บันเทิงมากๆ ครับ  บอสฉันขยันเชือด พาผู้ชมไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์สุดเข้มข้นในสถานที่ปิด และเหลือตัวละครอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ภาพยนตร์สามารถปรุง 2 รสชาติที่ต่างขั้วกันอย่าง ความตึงเครียด และ เสียงหัวเราะ ออกมาได้อร่อยมากๆ ครับ นอกจากนี้ในการเฉลยปริศนาทั้งหมดของเรื่อง ก็สามารถหักมุมจนผู้ชมต้องช็อคไปตามๆ กันอีกด้วย

    .

    รีวิวแบบเต็มๆ ของ Filmment จะเป็นอย่างไร กด Subscribe แล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

    .

    #บอสฉันขยันเชือด #MyBossIsaSerialKiller #TaiMajor #Filmment #รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ จาก Filmment ครับ

    14 min
  • Filmment l Review l รีวิว Stand By Me Doraemon 2 กับเรื่องราวที่เติบโตขึ้นราวกับการ์ตูน Pixar

    Stand By Me Doraemon 2 หรือ โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2 เป็นการเข้าฉายเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการ์ตูนชุดโดราเอมอน

    .

    เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อโนบิตะในโลกอนาคต เกิดหนีออกจากงานแต่งงานของตัวเขาเองโดยไม่ทราบสาเหตุ โนบิตะและโดราเอมอนจากยุคปัจจุบัน จึงต้องเดินทางตามหาโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ และพาเขากลับมายังงานแต่งงานให้ทันเวลา เพื่อสานความฝันครั้งสุดท้ายของคุณย่าให้เป็นจริงให้ได้

    .

    Stand By Me Doraemon 2 นั้นไม่ได้มีการผจญภัยไปยังดินแดนเหนือจินตนาการเหมือนกับ Doraemon The Movie ภาคอื่นๆ แต่กลับเล่าเรื่องราวที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีประเด็นที่น่าสนใจมากขึ้น และด้วยเนื้อเรื่องหลักที่เกี่ยวข้องกับการย้อนเวลา กับการตามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกอนาคต ทำให้ความรู้สึกในการรับชม Stand By Me Doraemon 2 นั้น คล้ายกับการรับชมภาพยนตร์อนิเมชั่นจากค่าย Pixar ผสมผสานกับภาพยนตร์อย่าง Back To The Future เลยทีเดียวครับ

    .

    ตัวภาพยนตร์เลือกนำเสนอประเด็นเรื่อง การตามหาคุณค่าในตัวเองของโนบิตะ โดยตัวภาพยนตร์ได้พาผู้ชมไปสำรวจตัวตนของโนบิตะ ผ่านช่วงเวลาและช่วงวัยที่หลากหลายของตัวละคร ซึ่งก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนครับว่า มุมมองต่อการใช้ชีวิตของตัวละครในแต่ละช่วงวัยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ และโนบิตะในแต่ละวัยก็ต้องการที่จะแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นไปตรงหน้าทั้งสิ้น โดยทุกสถานการณ์ที่ Stand By Me Doraemon 2 เลือกนำเสนอนั้นตอกย้ำให้ผู้ชมเห็นถึงคุณค่าของ “ปัจจุบัน” ได้เป็นอย่างดี ด้วยมุมมองที่ต้องการจะแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ของโนบิตะนั่นเองครับ

    .

    สิ่งที่ต้องแลกมากับประเด็นอันเข้มแข็งของเรื่อง ก็คือความบันเทิงที่ลดลงของภาพยนตร์ครับ การผจญภัยในภาพยนตร์เรื่อง Stand By Me Doraemon 2 นั้นไม่ได้เป็นเรื่องราวที่เหนือจินตนาการมากนัก แม้จะมีการเดินทางข้ามเวลาเป็นเส้นเรื่อง แต่อุปสรรคที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อจะสร้างสนุกเป็นหลักครับ เพราะทุกเหตุการณ์และทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เป็นเรื่องของมนุษย์ล้วนๆ ครับ แต่การพาผู้ชมเดินทางข้ามเวลาในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเดินทางสำรวจตัวตนของโนบิตะ ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่ดูแล้วบันเทิงตามแบบฉบับของการ์ตูนโดราเอมอน แต่สิ่งที่ได้กลับมาแทนความสนุกก็คือ ความอบอุ่น รอยยิ้ม และคราบน้ำตาครับ

    .

    รีวิวแบบเต็มๆ ของ Filmment จะเป็นอย่างไร กด Subscribe แล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

    .

    #StandByMeDoraemon2 #โดราเอมอนเพื่อนกันตลอดไป2 #Filmment #รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ จาก Filmment ครับ

    15 min
  • Filmment l Review l รีวิว Godzilla Vs. Kong ก็อตซิลล่าปะทะคอง หนังฟอร์มยักษ์ที่สมการรอคอย

    Godzilla Vs. Kong เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งประวัติศาสตร์ของ 2 สัตว์ไททันยักษ์ระดับไอคอนของโลกภาพยนตร์อย่าง คอง และ ก็อตซิลล่า ซึ่งเป็นการพบกันบนจอภาพยนตร์ครั้งแรกในรอบ 60 ปี

    .

    เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ก็อตซิลล่า ถูกยั่วยุด้วยอำนาจบางอย่าง จึงทำให้มันออกทำร้ายผู้คนและบ้านเมืองจนเกิดความเสียหาย มนุษย์จึงต้องนำตัว คอง ลิงยักษ์จากเกาะกระโหลกมาเพื่อต่อกรกับก็อตซิลล่า นำมาซึ่งการเผชิญหน้ากันของ 2 ไททันยักษ์ ในศึกครั้งประวัติศาสตร์ที่มีชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพัน แม้เรื่องราวโดยส่วนใหญ่จะดำเนินไปด้วยตัวละครมนุษย์ แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่าตัวละครฝั่งมนุษย์ก็ยังคงเป็นจุดอ่อนของภาพยนตร์อยู่เช่นเคยครับ ด้วยการเพิ่มตัวละครที่ไม่มีประโยชน์กับเรื่องราวเข้ามาในภาพยนตร์ ซึ่งตัวละครเหล่านี้ก็มาพร้อมกับการตัดสินใจที่ไร้เหตุผล เจตนาและทัศนคติที่ย้อนแย้งกันในตัวเอง

    .

    แต่ทุกข้อบกพร่องที่ผมกล่าวมา ถูกให้อภัยทันทีเมื่อศึกการต่อสู้ระหว่างก็อตซิลล่าและคองเริ่มต้นขึ้นครับ เพราะทุกฉาก Action ของภาพยนตร์นั้นคุ้มค่าแก่การรอคอยมากๆ โดย Godzilla Vs. Kong นั้นสามารถหยิบเอาตัวละครระดับไอคอนมาปะทะกันบนจอได้อย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ยังสามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับทั้ง 2  ตัวละคร และหยิบมาใช้ในการต่อสู้ได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากนี้งาน Production ของภาพยนตร์ยังอยู่ในระดับยอดเยี่ยมครับ ไล่มาตั้งแต่งานด้านภาพที่ยอดเยี่ยม และงาน Computer Graphic ที่สวยงาม พร้อมทั้งยังมีการออกแบบโทนสีให้กับฉาก Action แต่ละฉากได้อย่างแปลกตา เสริมด้วยดนตรีประกอบจาก Junkie XL ที่ช่วยเพิ่มอะดรีนาลีนให้กับผู้ชมได้อย่างยอดเยี่ยม

    .

    โดยรวมแล้วภาพยนตร์เรื่อง Godzilla Vs. Kong เป็นภาพยนตร์ที่มีดีสมการรอคอยมากๆ ครับ โดยเฉพาะในยุคที่ไม่มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ผ่านเข้ามาสู่สายตาผู้ชมอย่างเราๆ มากนัก การรับชม Godzilla Vs. Kong จึงเป็นความบันเทิงที่พวกเรารอคอยกันมานานครับ และผมอยากบอกตรงนี้เลยครับว่า ประสบการณ์การรับชมที่ดีที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการรับชมในโรงภาพยนตร์ครับ โดยส่วนตัวผมเองได้รับชมในระบบ IMAX ครับ บอกได้เลยครับว่า ทั้งภาพและเสียงของโรงภาพยนตร์ IMAX นั้นตอบโจทย์และมอบความรู้สึกเต็มอิ่มในการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้มากๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมไปรับชมศึกครั้งยิ่งใหญ่นี้กันแบบถูกลิขสิทธิ์ในโรงภาพยนตร์นะครับ

    .

    รีวิวแบบเต็มๆ ของ Filmment จะเป็นอย่างไร กด Subscribe แล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

    .

    #GodzillaVsKong #ก็อตซิลล่าปะทะคอง #Filmment #รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ จาก Filmment ครับ

    14 min
  • Filmment l Review l รีวิว Minari มินาริ ภาพยนตร์ตัวเต็งบนเวที Oscar ที่แสนละเมียดละไม

    ภาพยนตร์เรื่อง Minari เป็นเรื่องราวของครอบครัวตระกูลอี ที่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดในประเทศเกาหลี มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐอเมริกา ด้วยความฝันที่จะเป็นเจ้าของฟาร์มสักแห่งตามฝันของอเมริกันชนยุค 80

    .

    ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์นั้นคงไม่ต้องบรรยายให้มากความนัก เนื่องจากตัวภาพยนตร์นั้นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar ถึง 6 สาขา ไม่ว่าจะเป็น ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม , บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม , นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม , ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ครับ ซึ่งทั้ง 6 สาขาที่ Minari ได้เข้าชิงนั้นก็สามารถนิยามจุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างครบถ้วน

    .

    การเล่าเรื่องของ Minari นั้นเต็มไปด้วยความละเมียดละไมมาพร้อมกับความหลากหลายของตัวละครครับแม้ว่าตัวละครหลักทุกคนจะเป็นชาวเกาหลีที่มาอาศัยอยู่ในสหรัฐแต่ทุกอย่างของพวกเขานั้นแทบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับซึ่งการที่ตัวละครที่มีความหลากหลายและต้องรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าอันหนักหน่วงพร้อมๆกันทำให้ความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องเกิดการพัฒนาอยู่ตลอดครับไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นหรือการพัฒนาที่แย่ลงจนถึงจุดแตกหัก

    .

    โดยทุกอย่างถูกถ่ายทอดผ่านงานด้านภาพที่ยอดเยี่ยม ทุกช็อตของภาพยนตร์มีความเป็นธรรมชาติ และแม้จะไม่ได้ใช้เทคนิคที่หวือหวา แต่งานด้านภาพที่สวยงามแม้ไม่ต้องเคลื่อนไหวแบบนี้ กลับทำให้ตัวละครทุกคนโดดเด่นมากขึ้น ผสมรวมกับงานดนตรีประกอบที่ทรงพลัง ที่สามารถเข้าถึงอารมณ์ของผู้ชมได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง จึงไม่แปลกใจเลยครับที่งานด้านดนตรีประกอบของภาพยนตร์จะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar

     

    ทางด้านนักแสดงทุกคนก็ต้องขอยกนิ้วให้ครับ Steven Yeun (สตีเวน ยอน) ในบทบาท เจค็อป หัวหน้าครอบครัวที่แบกความกดดันเอาไว้บนบ่า ก็สามารถถ่ายทอดทุกอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้อย่างมีมิติ ขณะที่ Youn Yuh-jung (ยูน ยอ จอง) ในบทบาท คุณยายซุนจา ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถทางการแสดงระดับผู้เข้าชิงออสการ์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ หนุ่มน้อยอย่าง Alan Kim กับบทบาท เดวิด ลูกชายคนเล็กของบ้าน ก็ทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ พร้อมทั้งมีโมเมนต์ที่น่าจดจำบนจอมากมายครับ เรียกได้ว่านักแสดงทุกคนของเรื่องนั้นตอบโจทย์และสร้างมิติให้กับตัวละครของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม

    .

    รีวิวแบบเต็มๆ ของ Filmment จะเป็นอย่างไร กด Subscribe แล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

    .

    #Minari #มินาริ #Filmment #รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ จาก Filmment ครับ

    14 min
  • Filmment l Review l รีวิว Zack Snyder’s Justice League นี่คือ 4 ชั่วโมงที่แฟน DC ทั่วโลกรอคอย !

    หลังจากที่เคยทำให้แฟน DC ทั่วโลกผิดหวังมาแล้วในปี 2017 วันนี้ Zack Snyder ผู้กำกับภาพยนตร์แห่งจักรวาล SnyderVerse กลับมาสานต่องานของเขาอีกครั้งใน Zack Snyder’s Justice League ที่มีความยาวกว่า 4 ชั่วโมง

    .

    แม้ภาพยนตร์จะยาวถึง 4 ชั่วโมง แต่ตลอดการรับชมของผมนั้นเป็นไปอย่างลื่นไหลและไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากรสชาติของภาพยนตร์นั้นแตกต่างกับเวอร์ชั่นที่แล้วโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะในแง่ของ Mood & Tone ที่ขึงขังจริงจังมากขึ้น และเรื่องราวของเหล่าตัวละครสมทบในภาคที่แล้ว ก็กลับมาโดดเด่นและโลดแล่นบนภาพยนตร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    .

    อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกยกระดับขึ้นจากภาพยนตร์ Justice League ในปี 2017 ก็คือ งานด้านภาพที่ตระการตาขึ้นหลายเท่าตัว ตรงนี้ต้องกล่าวชมวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยมของ Zack Snyder ที่ยังคงยอดเยี่ยมเสมอ นอกจากนี้ฉาก Action ของภาพยนตร์ก็ยังถูกใส่ความจริงจังมากขึ้น รุนแรงมากขึ้น และมีการแบ่งเวลาให้กับ Superhero แต่ละคนได้อย่างลงตัว

    .

    โดยรวมแล้วภาพยนตร์เรื่อง Zack Snyder’s Justice League เป็น 4 ชั่วโมงที่แฟน DC ทั่วโลกรอคอยครับ นอกจากนี้ผมยังรู้สึกว่า Zack Snyder’s Justice League เปรียบเสมือน Avengers : Infinity War ที่ยังต้องการ Avengers : Endgame มาเติมเต็มเรื่องราวให้ครบสมบูรณ์ครับ รีวิวแบบเต็มๆ ของ Filmment จะเป็นอย่างไร กด Subscribe แล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

    .

    #ZackSnydersJusticeLeague #SnyderCut #Filmment #รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ จาก Filmment ครับ

    13 min
  • Filmment l ก่อนตีตั๋ว l พรีวิว Godzilla Vs. Kong อุ่นเครื่องความเดือดก่อนประจัญบานในศึกใหญ่ชนยักษ์

    เตรียมความพร้อมกับศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงใน Godzilla Vs. Kong

    .

    Filmment #ก่อนตีตั๋ว ในวันนี้จะขอพาผู้ชมทุกท่านไปอุ่นเครื่องให้ร้อนเพื่อให้พร้อมรับมือกับศึกครั้งยิ่งใหญ่ระหว่าง ก็อตซิลล่า และ คอง ด้วยการพาทุกท่านไปย้อนความเนื้อเรื่องทั้งหมดจากจักรวาล Monster Verse อันประกอบไปด้วยภาพยนตร์ 3 เรื่องอย่าง Kong : Skull Island , Godzilla และ Godzilla : King Of The Monsters

    .

    หลังจากนั้นทุกท่านจะได้พบกับความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่อง Godzilla Vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง ในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการทำความรู้จักกับมือเขียนบทภาพยนตร์อย่าง Eric Pearson , ผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง Adam Wingard รวมไปถึงทีม Visual Effect ชื่อดังถึง 3 ทีม ที่มาร่วมผนึกกำลังกันเนรมิตรศึกครั้งนี้ให้สมจริงที่สุด นำทีมโดย Moving Picture Company (MPC) , Weta Digital และ Industrial Light & Magic (ILM) ครับ นอกจากนี้ยังได้นักประพันธ์เพลงอย่าง Junkie XL มาเพิ่มความระห่ำให้กับดนตรีประกอบในภาพยนตร์อีกด้วย

    .

    Godzilla Vs. Kong มาพร้อมกับทีมนักแสดงชั้นยอด โดยใน #ทีมคอง นำทีมโดย Alexander Skarsgård , Rebecca Hall และ Kaylee Hottle ส่วน #ทีมก็อตซิลล่า ก็ไม่น้อยหน้า ประกอบไปด้วย Millie Bobby Brown , Brian Tyree Henry และ Julian Dennison สมทบด้วยนักแสดงคุณภาพของวงการอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Eiza González , Shun Oguri และ Kyle Chandler ครับ

    .

    ความน่าสนใจขอภาพยนตร์เรื่อง Godzilla Vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง จะเป็นอย่างไร มาร่วมพรีวิวไปพร้อมกันได้ในคลิปนี้เลยครับ และอย่าลืมกด Subscribe ช่อง Filmment เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ สำหรับคนรักภาพยนตร์ครับ

    .

    #Filmment #GodzillaVsKong #ก็อตซิลล่าปะทะคอง

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆจาก Filmment ครับ

    13 min
  • Filmment l Review l รีวิว ห้าวเป้งจ๋าอย่าแกงน้อง หนังกึ่งสารคดีที่ถ่ายทอดเส้นทางชีวิตของ CGM48

    ปฏิบัติการแกล้งที่ไม่ได้เน้นเสียงฮาเป็นหลัก แต่เน้นการตีแผ่เรื่องราวของชีวิตการเป็นไอดอลของเกิร์ลกรุ๊ปหน้าใหม่อย่าง CGM48

    .

    ภาพยนตร์เรื่อง ห้าวเป้งจ๋าอย่าแกงน้อง เป็นการตามแกล้งวงไอดอลสาวน้องใหม่อย่าง CGM48 ที่ยาวนานกว่า 1 ปี 3 เดือน รวมแล้วมีฟุตเทจที่บันทึกมาทั้งหมดถึง 4,400 ชั่วโมง โดยไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่เน้นไปที่การแกล้งกันเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา แต่เลือกวางตัวเป็นภาพยนตร์กึ่ง Reality ที่ตามติดชีวิตวงไอดอลสาวทั้ง 25 คนกับเส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นไอดอลของพวกเธอ

    .

    การแกล้งกันภายในภาพยนตร์ ถูกวางรูปแบบให้เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักด้วยเช่นกัน ระหว่างที่เหล่าไอดอลกำลังฝึกฝนอย่างเข้มข้นนั้น เมื่อใครสักคนมีปัญหา แขกรับเชิญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ก็จะถูกดึงเข้ามาเพื่อช่วยฝึกฝนน้องๆ ให้พัฒนาขึ้น นำมาซึ่งการแกล้งกันด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ในภาพยนตร์ครับ โดยการแกล้งแต่ละครั้งนั้นก็ได้มอบบทเรียนที่สำคัญให้กับเหล่า CGM48 ไปด้วยตลอดทาง และมีใจความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเพลงหลักของวงอย่าง “ไปต่อ” โดยตรงครับ

    .

    การแกล้งโดยมีสาระของ ห้าวเป้งจ๋าอย่าแกงน้อง นำมาซึ่งเส้นเรื่องที่น่าสนใจของภาพยนตร์ครับ แต่ก็ต้องแลกมากับความบันเทิงที่หายไปอย่างน่าใจหาย เสียงหัวเราะที่ควรจะเกิดขึ้นก็ลดน้อยถอยลงไปด้วยเช่นกัน การแกล้งเดียวของภาพยนตร์ที่ผมรู้สึกชื่นชอบก็คือ การแกล้งครั้งใหญ่ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งสามารถทำออกมาได้สมจริงพอสมควร โดยมันไม่ได้เป็นการแกล้งเพื่อเสียงหัวเราะ แต่เป็นการแกล้งที่สร้างบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิตให้กับวง CGM48 มากกว่า

    .

    โดยรวมแล้วภาพยนตร์เรื่อง ห้าวเป้งจ๋าอย่าแกงน้อง ไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่ขายการแกล้งกันเป็นหลักครับ แต่เป็นภาพยนตร์กึ่งสารคดีที่ถ่ายทอดเส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นไอดอลของวง CGM48 ที่ต้องผ่านทั้งอุปสรรค การแข่งขัน มิตรภาพ และคราบน้ำตา โดยมีการแกล้งกันเป็นส่วนประกอบเท่านั้นครับ หากใครที่เป็นแฟนของวงไอดอลอย่าง CGM48 คุณจะรักภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างแน่นอนครับ

    .

    รีวิวแบบเต็มๆ ของ Filmment จะเป็นอย่างไร กด Subscribe แล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

    .

    #ห้าวเป้งจ๋าอย่าแกงน้อง #CGM48 #BNK48 #Filmment #รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์

    ———————————————————

    สามารถติดตาม Filmment ได้ที่

    Youtube : https://bit.ly/3eLRUpw

    Spotify : https://spoti.fi/2GqJyVC

    Podbean : https://filmment.podbean.com/

    Apple Podcast : https://apple.co/2YrJ3ok 

    ———————————————————

    อย่าลืมกด Like กด Share กด Subscribe และติดกระดิ่งบน Youtube เอาไว้จะได้ไม่พลาด Content ดีๆ จาก Filmment ครับ

    14 min

About Filmment

From the publisher's feed

Film + Comment = Filmment

More shows like Filmment

คุยให้คิด by Thai PBS Podcast, Thai PBS Radio

คุยให้คิด

3 Listeners

The Library by THE LIBRARY

The Library

17 Listeners