
Sign up to save your podcasts
Or


ที่เราเลือกซื้อสินค้ามันเป็นเพราะตัวสินค้ามันดีหรือเพราะใจเราเทไปให้แบรนด์นั้นแล้ว?
ที่คุณบอกว่าสินค้านี้มี Features ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร แต่อาทิตย์ถัดไปแบรนด์คู่แข่งก็ปล่อยตัวสินค้าที่ทำได้เหมือนกับสินค้าที่คุณบอกเป๊ะ
แบบนี้ Unique Selling Point มันมีจริงๆหรือ? ทำไมแบรนด์ถึงเริ่มมาใช้ Emotional Selling Point ในการดึงลูกค้าแทน
รู้ไหมว่าความเครียดที่พอดีกลับส่งผลดี
แต่ความเครียดระดับไหนที่ทำให้ดีมากที่สุด?
ไม่เครียดเลยก็ทำให้เราเปื่อย ไม่มีแรงผลักดัน
แต่เครียดมากไปก็ทำให้เราสติแตก
แล้วเราจะจัดการความเครียดยังไงหละ
การจัดการกับการที่เราไม่เครียดเลย
การจัดการกับการที่เราเครียดเกินไป
Survivorship Bias - อคติที่เกิดจากการเห็นคนอื่นสำเร็จแล้วเราประเมินโอกาสความสำเร็จของเรามากไป
เมื่อเราเลือกที่จะมองแต่สิ่งที่ Sexy หรือการมองแต่คนที่สำเร็จจนลืมดูว่า Character ของคนที่เดินมาทางเดียวกันกลับเหมือนกับคนที่สำเร็จไม่มีผิด
แล้วแบบนี้สิ่งที่เขาทำมันคือสูตรสำเร็จจริงๆหรอ สิ่งที่คุณคิดว่าเป็น successful factor นั้นอาจเป็นแค่โชคชะตา เมื่อคุณไปดูคนที่เขาล้มเหลวแล้วเทียบกับคนที่ประสบความสำเร็จเขามีข้อแตกต่างกันยังไงกันแน่
Imposter Syndrome เมื่อเราเชื่อว่าเราไม่เก่ง เราไม่คู่ควรกับสิ่งที่เราได้รับ เรามันแค่จอมปลอมคนนึง
ใน EP นี้เราจะมาเจาะลึกถึงเหตุผลที่เราเกิด Imposter Syndrome และวิธีรับมือกับมัน
ถ้าบอกว่าMVP ไม่จำเป็นต้อง Perfect หละ
.
ถ้าพูดถึงMVP ใครๆก็จะนึกถึงผู้เล่นที่เก่งที่สุดเพราะคำว่าMVP สำหรับหลายคนมันคือคำว่า “Most Valuable Player” แต่MVP ที่เราจะพูดใน EP นี้คือ “Minimum Viable Product”
.
Minimum Viable Productคือการปล่อยสินค้าเท่าที่จำเป็นในเวลาที่สั้นและใช้ทุนต่ำโดยเน้นไปที่การเก็บข้อมูลจากกลุ่มลูกค้า
.
เชื่อหรือไม่ว่าGoogle หนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำโปรเจคล่มเยอะที่สุดบริษัทนึงเพราะเขาไม่ได้ใช้Concept Minimum Viable Product
.
แล้วทำไมStart-up อย่าง AirBnB กับNetflixถึงเติบโตได้เร็วขนาดนี้?
.
AirBnB เริ่มต้นธุรกิจโดยการใช้Google Form ก่อนที่จะเป็นApp จองที่พัก ส่วน Netflix ก็แค่เปิดเช่าหนังออนไลน์โดยยังไม่ได้เริ่มจากโมเดลSubscription สิ่งที่ทำให้AirBnB กับNetflix เติบโตได้เร็วคือการที่เขาเก็บข้อมูลจากผู้ใช้และปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างรวดเร็ว
.
สิ่งที่ตรงข้ามกับ MVP คือการคิดว่าไอเดียของตัวเองดีที่สุดโดยไม่รับฟังคนอื่น แต่สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างนึงคือการที่เราโฟกัสในสิ่งที่ไม่จำเป็น
.
การเป็นMVP ในที่นี้คือการรับฟัง Feedback ที่มีประโยชน์ เมื่อเรารับฟังและปรับปรุงไปเรื่อยๆเราก็สามารถเป็นMost Valuable Player ได้ในอนาคต
ถ้าโลกนี้ไม่มีGoogle หละ?
.
ทุกวันนี้เราแทบจะใช้ Google คิดแทนเราเลย ไม่ว่าเรามีปัญหาอะไรสิ่งแรกๆที่คนคิดจะทำเราก็จะคิดถึง Google ทันทีจนเราเคยชินจนทักษะการแก้ปัญหาหรือการคิดเราน้อยลง แล้วถ้าวันนึง Google หายไปหละ
.
ตัวอย่างนึงที่หลายๆคนอาจเคยได้ดูคือหนังเรื่อง “Cast Away” ในหนังพนักงานเขาเวลาเจอปัญหาก็จะพึ่ง Search Engine อย่างYahooพอมาติดเกาะด้วยความรู้ที่ไม่ค่อยมีเขาเลยต้องหาวิธีแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเอง แล้วถ้าเกิดเป็นตัวอย่างเช่นโอกาสทางด้านธุรกิจถ้าคุณพึ่ง Google มากไปจนคุณไม่มีความรู้รอบตัวเพราะคุณให้Google เป็นสมองที่สองของคุณ คุณจะทำอย่างไร?
.
ในวิดิโอของคุณThomas Frank – “The Skill You’re Slowly Losing” เขาพูดว่าถ้าคุณเจอปัญหาให้ใช้เวลา15 นาทีพยายามแก้มันก่อนที่เราจะขอความช่วยเหลือไม่ว่าจะเกิดจากGoogle หรือผู้รู้เพราะการที่เราพยายามแก้ปัญหานั้นถึงแม้ว่าเราทำผิดแต่พอเรารู้คำตอบที่ถูกต้องแล้วเราจะจำได้แม่นกว่าเดิม
.
ทุกๆการกระทำของคุณเป็นการโหวตถึงตัวตนของคุณและคุณต้องเข้าใจว่าร่างกายของคนเรานั้นฉลาดมากเพราะมันจะเรื่องสิ่งที่ง่ายเสมอ ยิ่งถ้าคุณเสนอสิ่งง่ายๆอย่างขอความช่วยเหลือจาก Google จนเคยชินแล้ว… ร่างกายเราก็จะเลือก Google แต่ถ้าคุณเลือกที่จะฝึกแก้ปัญหาแน่นอนว่าร่างกายของคุณจะทำให้มันง่ายขึ้นเมื่อคุณฝึกมันบ่อยๆ
.
นอกจากนั้นแล้วถ้าคุณพึ่งGoogle มากไปมันแทบจะคิดแทนคุณเลยนะตัวอย่างเช่นคุณไปเที่ยวแล้วถ้าคุณตามGoogle คุณอาจพลาดสิ่งอื่นๆที่Google ไม่ได้แน่นำคุณด้วยนะ
.
แล้วคุณเชื่อGoogleได้จริงๆหรอถ้าเทียบระหว่างการถามผู้รู้ที่ไว้ใจได้กับสื่อใน Internet ที่ Google หาให้คุณ
.
ถ้าอยากแก้ปัญหาเก่งๆ หากระดาษมาจดมาวาดเพราะถ้าคุณเห็นภาพคุณก็จะมองโจทย์ได้ชัดเจนขึ้นนะ
แถมคุณยัง Happy ด้วยกับการที่คุณสามารถแก้ปัญหานั้นได้ด้วยตัวคุณเอง
------------------------------------
สามารถติดตาม GenTalk Podcast ได้ที่
Spotify: http://bit.ly/GenTalkSpotify
Apple Podcast: http://bit.ly/GenTalkApplePodcast
JOMO: Joy of missing out อาการที่มีความสุขไม่ว่าตัวเองจะตกเทรนด์
FOMO: Fear of missing out อาการกลัวการตกเทรนด์
.
Fear of missing out เห็นได้บ่อยครั้งในเวลามีเทรนด์ใหม่เกิดขึ้น เพราะสังคมส่วนใหญ่ตามเทรนด์นี้เราเลยอยากเข้าสังคมนี้ด้วยเหมือนกัน
ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดจาก FOMO ก็มีเรื่อง Bandwagon Effect นั้นก็คือถึงแม้มันไม่ได้เป็นตัวตนของเราจริงๆแต่เราก็เลือกที่จะทำเพราะทำตามคนอื่น นอกจากนั้นยังมีเรื่อง Snob effect ที่ว่าด้วยความอยากโดดเด่นในสังคมที่ตนอยุ่อีกด้วย
.
Joy of missing out มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ได้รับข้อมูลข่าวสารมากไปจนเกิดอาการ toxic และพร้อมที่จะเอาตัวเองมาออกจากจุดนั้น เริ่มมีกระแสของเรื่อง JOMO มากขึ้น เห็นได้ชัดจากแอพพลิเคชั่น social media detox ในยุคปัจจุบัน
.
อย่างไรก็ตามพวกเราควรสร้างสมดุลระหว่าง FOMO และ JOMO ไม่ควรมีอย่างใfอย่างหนึ่งมากไป
หากมี FOMO มากไป อยากได้ อยากตามกระแสอาจทำให้เราใช้จ่ายเกินตัวหรือทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา
หากมี JOMO มากไป อาจทำให้เราเสียเปรียบเรื่องข้อมูลข่าวสารรอบตัวและเป็นปัญหาได้ในการใช้ชีวิต
Burnout vs Brownout หมดไฟหรือจะสู้หมดใจ
อาการ Burnout เป็นคำทุก Gen เคยได้ยินนั้นคืออาการหมดไฟแต่ Brownout หละแค่ได้ยินกันรึเปล่า? Brownout คืออาการหมดใจซึ่งเกิดได้จากสถานที่ทำงานที่มี Value ไม่ตรงกับเราเหมือนเราเลือกเดินไปคนหละทาง
.
การรักษาอาการ Burnout ทำได้ตั้งแต่การจัดการแบ่งงานและการพักผ่อน นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกที่จะปรับมุมมองของตัวเองที่อ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ Background ของเขาเลย
.
แต่เมื่อเราเกิดอาการ Brownout มันมีการ Mismatch ระหว่าง Value ของบริษัทและตัวพนักงาน การรักษาตรงนี้ได้คือนำตัวเราไปอยู่ในจุดที่เรามีความสุขเพราะเราได้สร้างผลงานที่มีความหมายสำหรับเราและบริษัทด้วย เพราะสุดท้ายบริษัทเขาก็ต้องการ Talent ที่มี value ตรงกับบริษัทเหมือนกัน
From the publisher's feed