1. เตรียมเดินทาง! ไต้หวันเล็งเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติ ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วเดินทางก่อน
สถานการณ์โควิดทำพิษ ทำให้การเดินทางของแรงงานต่างชาติประสบอุปสรรค ประกอบกับเกิดการระบาดรอบใหม่รุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันจึงประกาศมาตรการปิดพรมแดนชั่วคราว ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการและนายจ้างไต้หวันเดือดร้อน ขาดแคลแรงงานอย่างหนัก เรียกร้องรัฐบาลช่วยแก้ปัญหาด่วน
บรรยากาศใน สนง.เศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย แรงงานไทยเข้าแถวยื่นวีซ่าเพื่อเดินทางมาทำงานที่โรงไฟฟ้าต้าถาน นครเถาหยวน กำหนดเดินทางวันที่ 6 พ.ย. นี้ (ภาพจาก บจง.Thai Allright)
บรรดาผู้ประกอบการที่นิคมอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่หยุนหลิน สะท้อนปัญหา โดยโอดครวญว่าเดือดร้อนอย่างหนักจากภาวะขาดแคลนแรงงาน เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเสิ่นหรงจิน รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งไปร่วมงานประชุมสัมนาร่วมกับผู้ประกอบการ พร้อมกับนายเฉินหมิงเหริน รมช. กระทรวงแรงงานและนายไช่เมิ่งเหลียง อธิบดีกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ขณะนี้ สถานการณ์โควิดในไต้หวัน มีแนวโน้มเบาลงและควบคุมได้ หากยังคงสถานการณ์เช่นนี้ต่อไป คาดว่าในเดือนพฤศจิกายนน่าจะผ่อนคลายมาตรการปิดพรมแดน เปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้
นายเสิ่นหรงจิน (คนกลาง) รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งไปร่วมงานประชุมสัมนาร่วมกับผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่หยุนหลินกล่าวว่า เมื่อนำเข้าแรงงานต่างชาติไม่ได้ ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลง ไม่สามารถส่งออกสินค้าได้ตามกำหนดเวลา ทำให้ผู้ประกอบการเสียหายหนัก ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติโดยเร็ว รองนายกรัฐมนตรีผู้นี้กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิดในไต้หวันจะเบาบาง แต่ประเทศผู้ส่งออกแรงงานยังคงรุนแรง เพื่อจะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ขณะเดียวกันให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคไปพร้อมๆ กัน กระทรวงแรงงานได้วางแผนและเตรียมมาตรการรองรับหลังเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติไว้แล้ว รวมถึงมาตรการป้องกันโรคตั้งแต่ประเทศต้นทาง เช่นเปิดให้แรงงานต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้วเดินทางมาทำงานได้เป็นลำดับแรก ก่อนการเดินทาง 72 ชั่วโมง ต้องมีใบรับรองผลตรวจโควิดเป็นลบด้วยเทคนิค PCR เป็นต้น หลังเดินทางถึงไต้หวันแล้ว ต้องกักตัว 14 วันและสังเกตอาการตนเองอีก 7 วัน มาตรการดังกล่าว จะรีบหารือกับประเทศผู้ส่งออกแรงงาน เพื่อขอความร่วมมือ จากนั้นศูนย์บัญชาการควบคุมโรคจะประกาศข่าวดีต่อไป หากสถากานการณ์ยังคงควบคุมได้ดีเช่นนี้ต่อไป คาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายน จะเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้
ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่หยุนหลินโอดครวญ มาตรการปิดพรมแดนทำให้เดือดร้อนและกระทบการส่งออก
ด้านกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า แผนรับมือและมาตรการป้องกันโรคสำหรับแรงงานต่างชาติที่จะเปิดให้เข้ามาใหม่ ได้ส่งให้ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคพิจารณาแล้ว ขณะนี้ รอการประเมินจากสำนักงานตัวแทนไต้หวันประจำประเทศผู้ส่งออกแรงงานว่า มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน หากประเทศผู้ส่งออกมีความพร้อม รอการอนุมัติจากศูนย์ควบคุมโรค ซึ่งจะประกาศเปิดให้แรงงานต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวันได้พร้อมกัน 4 ประเทศ และช่วงเวลาที่จะประกาศเปิดให้แรงงานต่างชาติเดินทางได้ น่าจะประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนปีนี้
บรรยากาศที่สนามบินเถาหยวนเมื่อต้นปี 2564
2. นครเถาหยวน เมืองอุตสาหกรรมที่มีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่มากสุดในไต้หวัน แรงงานต่างชาติในไต้หวันทุก 6 คน มี 1 คนทำงานอยู่ที่นี่ แต่ละปีจับจ่ายมากกว่า 8,200 ล้านเหรียญไต้หวัน
ท่านทราบไหมว่า แรงงานต่างชาติในไต้หวัน ทำงานอยู่ในเมืองไหนมากที่สุด คำตอบคือนครเถาหยวน แม้สถานการณ์โควิด ทำให้แรงงานต่างเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันไม่ได้ชั่วคราว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้เป็นต้น ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติ ณ สิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้จะลดลงเป็น 690,025 ร่วงตกลงจาก 710,000 คนเมื่อปลายปี 2562 และแรงงานต่างชาติในนครเถาหยวนจะลดลงจาก 119,000 คน เหลือ 115,000 คน แต่นครเถาหยวนยังคงเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่มากที่สุดในไต้หวัน ครองสัดส่วนสูงถึง 16.7% หรือแรงงานต่างชาติในไต้หวันทุกๆ 6 คน จะมี 1 คนทำงานอยู่ในเมืองนี้ รองลงมาได้แก่นครไทจงและนครนิวไทเป
แรงงานต่างชาติเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเฉพาะที่เถาหยวน แต่ละปีจับจ่ายมากกว่า 8,200 ล้านเหรียญไต้หวัน (ภาพจากนิตยสาร Global Views Monthly)
ในนครเถาหยวน ไม่ว่าจะหน้าหรือหลังสถานีรถไฟ 2 แห่ง ได้แก่สถานีรถไฟเถาหยวนและสถานีรถไฟจงลี่ รวมถึงพื้นที่ต่างๆ ทั่วเถาหยวน โดยเฉพาะในวันหยุด จะพบเห็นแรงงานต่างชาติ รวมทั้งผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้โดยทั่วไป
สาเหตุที่นครเถาหยวนมีแรงงานต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนมาก มาจากเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เป็นเมืองอุตสาหกรรมการที่มีมูลค่าการผลิตโดยรวมสูงเป็นอันดับหนึ่งของไต้หวัน มีนิคมอุตสาหกรรมมากถึง 32 แห่ง ประมาณการว่า 500 อันดับแรกของบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของไต้หวัน มีจำนวนมากว่า 1 ใน 3 ตั้งโรงงานผลิตอยู่ในเมืองนี้ มีแทบทุกแขนงตั้งแต่อุตสาหกรรมดั้งเดิมไปจนถึงอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี ไม่ว่าจะโรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แสง แผ่นชิพคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะหลั่ยชิ้นส่วนที่ใช้ในอากาศยานและอวกาศ รถยนต์ โลจิสติกส์ พลังงานสีเขียวและอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมเป็นต้น ตั้งเรียงรายเต็มไปหมด ด้วยเหตุนี้ จึงมีการว่าจ้างแรงงานต่างชาติมากที่สุด
แรงงานต่างชาติเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเฉพาะที่เถาหยวน แต่ละปีจับจ่ายมากกว่า 8,200 ล้านเหรียญไต้หวัน (ภาพจากนิตยสาร Global Views Monthly)
และผลจากการที่มีแรงงานต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนมาก ทำให้มีย่านการค้าที่ให้บริการแรงงานต่างชาติเกิดขึ้นหลายแห่ง ที่มีชื่อเสียงก็หน้าและหลังสถานีรถไฟเถาหยวน มีร้านค้าที่ขายสินค้าจากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากว่า 40 ร้าน ขณะเดียวกันมีร้านซุปเปอร์มาเก็ตที่ขายสินค้าจากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อบริการแรงงานต่างชาติในลักษณะแฟรนไชส์หลายแห่ง อย่าง INDEX、VnEx เป็นต้น
ถนนคนเดินที่หน้าสถานีรถไฟจงลี่ ในวันหยุดจะเต็มไปด้วยแรงงานต่างชาติ
แรงงานต่างชาติในนครเถาหยวนกว่า 115,000 คน ทำงานและมีรายได้ หลังหักเงินค่าบริการรายเดือน ค่าอาหารที่พัก เงินกู้ค่าหัวคิวและส่วนที่ส่งกลับบ้านแล้ว เฉลี่ยเหลือค่าใช้จ่ายที่เก็บไว้ใช้ส่วนตัว ซื้อเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันและเครื่องอุปโภคและบริโภคอย่างต่ำๆ คนละ 6,000 เหรียญ คาดว่าแต่ละปีแรงงานต่างชาติจับจ่ายซื้อของและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ มีมูลค่าสูง 8,280 ล้านเหรียญไต้หวัน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้มีเงินหมุนเวียนสะพัดในนครเถาหยวนอย่างมหาศาล
แรงงานต่างชาติเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของรถแท็กซี่
บรรดาร้านค้ารู้และเข้าใจดีในกำลังซื้อของแรงงานต่างชาติ ร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่งในย่านการค้าหน้าสถานีรถไฟจงลี่กล่าวว่า เมื่อถึงวันหยุด ร้านค้าจะเต็มไปด้วยลูกค้า ในจำนวนนี้ประมาณ 80-90% เป็นแรงงานต่างชาติ พวกเขามีกำลังซื้อและกล้าจับจ่าย เสื้อผ้าตัวละ 390 เหรียญ แต่ละคนซื้อกันหลายชุด ไม่เพียงแต่ร้านค้าทั่วไป ตามห้างไฮเปอร์มาเก็ตอย่างฉวนเหลียนหรือ PX Mart ห้างขายส่งขนาดใหญ่ไม่ว่าจะคาร์ฟูร์ คอสโก้ วันหยุดจะเต็มไปด้วยแรงงานต่างชาติ ยิ่งร้านแมคโดนัลด์ เคเอฟซี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เป็นที่ชื่นชอบของแรงงานฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย
ถนนคนเดินที่หน้าสถานีรถไฟจงลี่ ในวันหยุดจะเต็มไปด้วยแรงงานต่างชาติ
หลังสถานีรถไฟเถาหยวน เป็นแหล่งแรกที่เป็นย่านการค้าของแรงงานต่างชาติ เมื่อประมาณ 20-30 ปีที่แล้ว สมัยนั้นยอดจำนวนแรงงานไทยสูงถึง 150,000 คน ทำงานอยู่ในเถาหยวนร่วม 30,000 คน ทั้งถนนเป็นร้านอาหารไทย ร้านขายสินค้าไทย รวมถึงผับ บาร์สำหรับแรงงานไทยตั้งเต็มไปหมด แต่ต่อมาแรงงานไทยลดลง แรงงานอินโดนีเซียและเวียดนามเข้าแทนที่ ทำให้หลังสถานีรถไฟเถาหยวนกลายเป็นย่านการค้าสำหรับชาวอินโดนีเซียและเวียดนาม ส่วนแรงงานไทย ย้ายไปอยู่หน้าสถานีรถไฟเถาหยวน แต่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ร้านค้าในถนนคนเดิน จะเห็นแรงงานฟิลิปปินส์และเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ เจ้าของร้านอาหารอินโดนีเซียรายหนึ่งกล่าวว่า เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ร้านอาหารอินโดนีเซียทั่วไต้หวันมีไม่ถึง 30 ร้าน แต่ปัจจุบัน มีมากกว่า 4,000 ร้านแล้ว
เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว หลังสถานีรถไฟเถาหยวน เป็นย่านการค้าของแรงงานไทย ปัจจุบันเต็มไปด้วยร้านค้าเวียดนามและอินโดนีเซีย
3. แรงงานไทยผิดกฎหมายติดคดียาเสพติด ระหว่างรอศาลตัดสินก่อคดีขโมยรถ ใช้มีดฮึดสู้เจ้าของรถถูกจับ คราวนี้ติดคุกยาว
แรงงานไทยขโมยรถเก๋งข้างถนนกลางวันแสกๆ ถูกเจ้าของรถพบเห็น ยังจะใช้มีดฮึดสู้ถูกจับ ที่แท้เป็นผู้ต้องหาคดีมียาเสพติดไว้ในครอบครอง อัยการไม่ได้สั่งให้ควบคุมตัว อยู่ระหว่างรอศาลตัดสิน มาก่อคดีใหม่อีก คราวนี้โดนไปหลายกระทง
รถเก๋งคันที่ถูกคนงานไทยงัดแงะเข้าไป
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่นครไถหนาน มีแรงงานไทยรายหนึ่งถูกจับขณะใช้มีดพับสวิสงัดประตูเข้าไปในรถเก๋งที่จอดอยู่ข้างทาง หลังใช้ปลายแหลมของมีดพับไขกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ แต่สัญญาณกันขโมยดังขึ้นก่อน ทำให้เจ้าของรถที่ทำงานตัดหญ้าอยู่ในสวนบริเวณใกล้เคียงได้ยินและเดินมาตรวจดู พบแรงงานไทยรายนี้นั่งที่เบาะคนขับกำลังงัดแงะเพื่อสตาร์ทรถ เมื่อเห็นเจ้าของรถมาถึง แรงงานไทยเตรียมหลบหนีออกจากรถ ถูกเจ้าของรถซึ่งตัวใหญ่กว่าสกัดไว้ แต่แรงงานไทยใช้มีดฮึดสู้ ทั้งสองวิ่งไล่ตีกันตั้งแต่กลางถนนถึงฟุตบาท ชาวไต้หวันที่พบเห็นโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจมาถึงแยกทั้งสองออกจากกันแรงงานไทยรีบฟ้องเลยว่า ตนหวังดีช่วยปิดสัญญาณกันขโมย แต่ถูกเจ้าของรถไล่ตี ตำรวจย้อนถามว่าเข้าไปในรถทำไม แรงงานไทยรายนี้ไม่สามารถตอบคำถามได้ พูดจาบ่ายเบี่ยง และไม่มีบัตร ARC หันหน้าเตรียมเดินหนี ถูกตำรวจจับกุมส่งดำเนินคดี ส่วนเจ้าของรถได้รับบาดเจ็บที่คอ แขนและขาหลายที่แต่ไม่มีอันตรายถึงขั้นชีวิต
ตำรวจมาถึงแรงงานไทยรีบฟ้องเลยว่า ตนหวังดีช่วยปิดสัญญาณกันขโมย แต่ถูกเจ้าของรถไล่ตี ตำรวจย้อนถามว่าแล้วเข้าไปในรถทำไม แรงงานไทยตอบคำถามไม่ได้เตรียมเดินหนีถูกจับ
จากการตรวจสอบพบว่า แรงงานไทยรายนี้ ชื่อนายนิรุทธ์ มุทระพัฒน์ อายุ 40 ปี มาจากจังหวัดกำแพงเพชร เดินทางมาทำงานที่โรงงานชุบโลหะที่เขตหลงถาน นครเถาหยวนเมื่อปลายเดือนมีนาคมปีนี้ แต่ทำงานได้ไม่ถึง 3 เดือนก็หลบหนีออกจากโรงงาน ลงไปหางานทำที่เกาสง แต่หลบหนีได้เพียง 6 วันเท่านั้น ก็มีคนพบมีอาการแปลกๆ คล้ายคนติดยาเสพติด เดินวนเวียนอยู่ในสวนสาธารณะที่นครเกาสง ตำรวจรับแจ้งมาตรวจดูบัตร ARC พบเป็นคนงานผิดกฎหมาย และตรวจพบในกระเป๋ามียาไอซ์ 1 ซอง พร้อมอุปกรณ์เสพ 1 ชุด ถูกนำไปสอบปากคำและส่งดำเนิคดีข้อหาเสพและมียาเสพติดไว้ในครอบครอง แต่อัยการไม่ได้สั่งควบคุมตัว เพียงแต่นำไปฝากขังในสถานกักกันที่นครเกาสง เพื่อรอการตัดสินของศาล
เจ้าของรถถูกแรงงานไทยแทงหลายแผลแต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต
เนื่องจากตามกฎระเบียบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชาวต่างชาติอยู่ในสถานกักกันนานสุดไม่เกิน 55 วัน ต้องส่งกลับประเทศ แต่สำหรับนายนิรุทธ์ยังไม่สามารถส่งกลับได้เพราะคดียังไม่สิ้นสุด จำเป็นต้องปล่อยตัวออกมารอการขึ้นศาล แต่ยังไม่ทันที่ศาลจะตัดสิน ก็มาก่อคดีขโมยรถและใช้อาวุธมีคมทำร้ายเจ้าของรถได้รับบาดเจ็บ ถูกตั้งข้อหาขโมยรถและใช้อาวุธมีคมทำร้ายผู้อื่น อัยการสั่งควบคุมตัวที่เรือนจำไถหนา เพื่อรอดำเนินคดีต่อไป รวมกับคดีเก่า คราวนี้โดนไปหลายกระทง คงติดคุกยาว
4. จับได้แล้ว! คนงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายยัดไส้ปืนสั้น 1 กระบอกไว้ในกระเป๋าสัมภาระ ฝากผู้อนุบาลชาติเดียวกันส่งกลับบ้าน แต่ถูกจับก่อน
ผู้อนุบาลอินโดนีเซียรายหนึ่งทำงานอยู่ที่เขตหลินหยวน นครเกาสง ได้รับมอบหมายจากเพื่อนเพศชายชาติเดียวกัน ขอให้ช่วยส่งกระเป๋าสัมภาระใบหนึ่งกลับประเทศ ก่อนส่งได้จัดกระเป๋าใหม่ พบมีปืนสั้น 1 กระบอกและตลับใสกระสุน 2 ตลับ ตกใจรีบแจ้งความ ตำรวจตรวจดูเป็นปืนสั้นที่มีอานุภาพทำลายสูง ออกตรวจสอบติดตามเจ้าของปืน ในที่สุดจับได้แล้ว เป็นแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย บ่ายเบี่ยงอ้างว่าเป็นปืนของเพื่อนที่กลับบ้านไปแล้วฝากเอาไว้
จับคนงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายยัดปืนสั้น 1 กระบอกไว้ในกระเป๋าสัมภาระ แล้วฝากผู้อนุบาลชาติเดียวกันส่งกลับบ้าน แต่ถูกตรวจพบก่อน
ผู้อนุบาลอินโดนีเซียอายุ 30 ปีรายนี้ เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยดูแลผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวลำบากอยู่ที่เขตหลินหยวน นครเกาสง เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากเพื่อนแรงงานอินโดนีเซียเพศชายรายหนึ่งซึ่งรู้จักกันในงานเลี้ยงที่ไทจงเมื่อ 2 เดือนก่อน ขอให้ช่วยไปเอากระเป๋าสัมภาระที่บ้านพักในเมืองผิงตง จากนั้นช่วยส่งกลับประเทศ ผู้อนุบาลรายนี้ทำตามคำร้องขอ เดินทางไปเอากระเป๋าตามสถานที่ระบุ
ปืนสั้นและตลับใส่กระสุนถูกยัดอยู่ในกระเป๋าสัมภาระ ตำรวจพบว่าเป็นปืนที่มีอนุภาพการทำลายสูง
แต่ก่อนจะส่งกลับบ้าน ได้เปิดกระเป๋าเพื่อจัดของให้เรียบร้อย พบมีปืนสั้น 1 กระบอกและตลับใส่กระสุนว่างเปล่า 2 ตลับยัดอยู่ในเสื้อผ้า ทำให้ผู้อนุบาลรายนี้ตกใจ รีบบอกกับนายจ้าง นายจ้างพาไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ จากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า ปืนสั้นกระบอกดังกล่าว มีอานุภาพทำลายสูง ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจออกตามหาแรงงานอินโดนีเซียเจ้าของปืนรายนี้ ในที่สุดจับได้แล้ว ขณะอยู่ในบ้านเช่าที่เขตหย่งอัน นครเกาสง เป็นแรงงานอินโดนีเซียที่เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเมื่อ 12 ปีที่แล้ว แต่หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เขาให้การบ่ายเบี่ยงว่า ปืนสั้นดังกล่าวไม่ใช่เป็นของตน แต่เป็นของเพื่อนชาติเดียวกันที่เดินทางกลับประเทศไปแล้วนำมาฝากไว้ ตำรวจไม่เชื่อคุมตัวส่งอัยการดำเนินคดีข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง
ผู้อนุบาลอินโดนีเซียตกใจเมื่อพบในกระเป๋าสัมภาระมีปืนสั้น รีบแจ้งนายจ้าง
ไต้หวันไม่อนุญาตให้ประชาชนพกหรือมีอาวุธปืนไว้ในครองครอง ผู้ฝ่าฝืนถือว่าผิดกฎหมายในลักษณะร้ายแรง เป็นความผิดลหุโทษ ทั้งนี้ตามกฎหมายการควบคุมอาวุธปืนและอาวุธมีคมมาตรา 12 ข้อ 4 ผู้ครอบครองอาวุธปืนที่มีอนุภาพทำลายสูง ต้องระวางโทษจำคุก 3 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 10 ปี และปรับเงินไม่เกิน 7 ล้านเหรียญไต้หวัน