๑. ไต้หวันเข้าร่วมประชุมประชาธิปไตยโลก ระบบออนไลน์ พร้อมผู้นำสหรัฐฯ และตัวแทนจากนับร้อยประเทศ
ในการประชุมสุดยอดประชาธิปไตยโลก ระบบออนไลน์ ซึ่งมีผู้นำสหรัฐฯ เป็นประธานในการประชุมระหว่างวันที่ 9-10 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยไต้หวันได้ส่งถังฟ ฟ่ง รมว. ประจำสภาบริหาร ซึ่งดูแลกิจการด้านการพัฒนาระบบดิจิทัล และบีคิมเซียวหรือเซียวเหม่ยฉิน ทูตไต้หวันประจำสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุม โดยถังฟ่งได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยในฐานะ Panelist ในประเด็น“เทคโนโลยีกับประชาธิปไตย” ในหัวข้อ “ต่อต้านเผด็จการดิจิทัลและการยอมรับคุณค่าแห่งประชาธิปไตย” โดยรับหน้าที่เป็นผู้ร่วมอภิปราย (Panelists) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลน้อยมากที่จะได้รับเชิญให้ทำหน้าที่นี้
ถังฟ่ง รมว. ประจำสภาบริหาร ไต้หวัน
นายอู๋จาวเซี่ย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวันระบุว่า “เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับไต้หวัน หมายความว่า ผลสำเร็จประชาธิปไตยของไต้หวันได้รับความสนใจจากประชาคมโลก ผลสำเร็จบนหนทางประชาธิปไตยของไต้หวันในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ในวันนี้ไต้หวันมีสิทธิที่จะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ในฐานะที่เท่าเทียมกันกับประเทศอื่น ๆ”
ส่วนประเด็นที่ไต้หวันส่งนางสาวเซียวเหม่ยฉิน หรือบีคิม เซียว ทูตไต้หวันประจำสหรัฐฯ และถัง ฟ่ง รัฐมนตรีประจำสภาบริหารไต้หวัน เป็นตัวแทนรัฐบาลไต้หวันเข้าร่วมการประชุม ไม่ใช่ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินเข้าร่วมการประชุมด้วยตนเอง กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ชี้แจงว่า เป็นการตัดสินใจที่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ จะใช้รูปแบบที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาธิปไตยไต้หวันส่องสว่างให้ทั่วโลกได้เห็นประจักษ์แก่สายตาอย่างเด่นชัด
ส่วนเหตุผลที่ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ นายจางตุนหาน โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันได้เคยชี้แจงว่า ประธานาธิบดีไช่ฯ เห็นว่า ทั้งสองท่านคือถังฟ่ง และเซียวเหม่ยฉิน เหมาะสมที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว
นางโอวเจียงอัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน ได้ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว รัฐบาลได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยทั้งสองเข้าร่วมในฐานะตัวแทนรัฐบาลซึ่งเหมาะสม และจะใช้รูปแบบที่เหมาะสมทำให้ประชาธิปไตยไต้หวันส่องแสงเจิดจรัสให้ชาวโลกได้เห็นประจักษ์ในสายตา
หลังการประชุมวันแรก (9 ธ.ค.) สำนักงานผู้แทนไต้หวัน ประจำ สรอ. (TECRO) ประจำ สรอ. ได้เผยแพร่ภาพการเข้าร่วมประชุมในระบบออนไลน์ของ บีคิม เซียว ผู้แทนไต้หวันประจำ สรอ. และย้ำว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้เข้าใจไต้หวันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะสามารถปกป้องและเสริมความเข้มแข็งให้แก่ ปชต. ด้วย
บีคิม เซียว ทูตไต้หวันประจำ สรอ. ได้บรรยายผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า สำนักงานผู้แทนไต้หวันประจำ สรอ. เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนของชาวไต้หวันที่รักในเสรีภาพ เข้าร่วมการประชุมประชาธิปไตยโลกในครั้งนี้ ส่วนในวันพรุ่งนี้ (11 ธ.ค.) (เวลาไต้หวัน) ถังฟ่ง รมว. ประจำสภาบริหารไต้หวัน จะแบ่งปันทัศนะของไต้หวันเกี่ยวกับการใช้ดิจิทัลต้านระบอบเผด็จการ
ในการประชุมวันแรก ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ประกาศเตือนกลางที่ประชุมที่มีตัวแทนจากประเทศประชาธิปไตยต่าง ๆ จำนวน 111 ประเทศ เข้าร่วมด้วยว่า ปัจจุบัน ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่ผู้คนทั่วโลกยอมรับกำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อน จึงจำเป็นต้องเสริมความระมัดระวังปกป้องคุณค่าแห่งประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมิใช่จะเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ ประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะต้องมีนักสู้ แม้ระบอบประชาธิปไตยอาจจะเปราะบาง แต่ตนก็เชื่อว่ามันเป็นระบอบที่เต็มไปด้วยความยืดหยุ่นและฟื้นตัว นอกจากนี้ เขายังได้ประกาศมอบเงินสนับสนุนให้แก่ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก 11800 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อช่วยเหลือประเทศประชาธิปไตยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ระบอบประชาธิปไตยและปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยจะโฟกัสให้ความช่วยเหลือสื่ออิสระ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ตลอดจนปกป้องการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม และการปฏิรูปประชาธิปไตย
ส่วนในวันที่ 2 ของการประชุม ถังฟ่ง รัฐมนตรีประจำสภาบริหารที่ดูแลด้านจิทัลของรัฐบาลไต้หวัน ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไต้หวันที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมนาครั้งนี้ ได้อ่านแถลงการณ์ของรัฐบาลหรือ national statement ผ่านคลิปวีดีโอ โดยระบุว่า หลังจากที่ไต้หวันผ่านการเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบอบประชาธิปไตยนานนับ 10 ปีแล้ว ไต้หวันก็ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงเป็นครั้งแรกขึ้นในปี 1996 ซึ่งถือเป็นผลสำเร็จที่สำคัญประการหนึ่งของไต้หวัน และเมื่อถึงปี 2014 ประชาธิปไตยไต้หวันก็ก้าวสู่ความสุกงอมอีกก้าวใหญ่ การเคลื่อนไหว “ซันฟาวเวอร์” ของนักศึกษาได้บุกยึดสภาฯ ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานให้แก่การปฏิรูปการเมืองอย่างต่อเนื่องของไต้หวัน พร้อม ๆ ไปกับการปลุกกระแสให้เยาวชนและภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมทางการเมืองในไต้หวันด้วย
นอกจากนี้ ถังฟ่ง ยังระบุว่า ในช่วงขณะที่กลิ่นอายประชาธิปไตยไต้หวันยังคงขจรขจายไปทั่ว ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการยืนหยัดต่อต้านเผด็จการแถวหน้าสุดของโลก และยังได้แสดงบทบาทนำในประเด็นเสรีภาพ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ส่วนในช่วงการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลเผด็จการได้อาศัยข้ออ้างสาธารณสุขและผลประโยชน์ของส่วนรวม มาทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ส่งผลให้ประชาธิปไตยทั่วโลกอยู่ในสภาพถอยหลังลงคลองไปตาม ๆ กัน ในขณะที่ไต้หวัน “ไม่จำเป็นต้องปิดเมือง ก็สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ ไม่จำเป็นต้องปิดสื่อก็สมารถต้านข่าวปลอมได้”
ถังฟ่ง กล่าวอีกว่า ในส่วนของไต้หวันเอง ประชาธิปไตยไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ประชาชน “ได้มอบหมาย” ให้เท่านั้น แต่ยิ่งต้องเป็นสิ่งที่ “จับมือกับประชาชน” ไต้หวันใช้มาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้ระบบโควต้าจำหน่ายหน้ากากอนามัย ระบบยืนยันตัวตน SMS ล้วนเป็นมาตรการที่ภาคประชาคมสังคมเป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ จากนั้นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจับมือร่วมมือกัน การร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนระหว่างกัน เป็นความภาคภูมิใจของไต้หวัน และเป็นสิ่งที่ไต้หวันต้องการแบ่งปันให้แก่ทุกฝ่าย ส่วนการสนับสนุนสื่อนานาชาติและองค์การ NGO ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไต้หวันได้ให้ความช่วยเหลือผู้สื่อข่าวต่างชาติกว่า 50 คน เดินทางเข้ามาเป็นผู้สื่อข่าวประจำในไต้หวัน ซึ่งรวมถึงสื่อสหรัฐฯ ที่ถูกทางการปักกิ่งบีบให้ถอนตัวออกจากจีน ไต้หวันยินดีต้อนรับองค์การ NGO เข้ามาเปิดสำนักงานในไต้หวัน
๒. ไต้หวันประกาศยุติสัมพันธ์กับนิการากัว
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564 กต. ไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ ประกาศยุติ คสพ. ทางการทูตและถอนเจ้าหน้าที่เทคนิคไต้หวันในนิการากัวทั้งหมด รวมทั้งยุติความร่วมมือทุกอย่างกับนิการากัว เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีแห่งชาติของไต้หวัน เนื่องจากรัฐบาลนิการากัวได้ประกาศยุติ คสพ. ทางการทูตกับไต้หวันโดยพลการ โดย กต. ไต้หวันได้แสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจดังกล่าวของนิการากัว
ทางด้าน ปธน. ไช่อิงเหวิน ได้ย้ำว่า การตัดสินใจยุติ คสพ. ทางการทูตเกี่ยวข้องกับความสลับซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศ และสถานการณ์บนช่องแคบไต้หวัน และย้ำว่า ไม่ว่าไต้หวันจะถูกกดดันทางการทูตหรือข่มขู่ด้วยกำลังอาวุธใด ๆ ก็ตาม การยืนหยัดและความเด็ดเดี่ยวที่ไต้หวันจะก้าวสู่ประชาคมโลกและเข้าร่วมกิจกรรมนานาชาติมั่นคงยิ่ง
ส่วนสื่อไต้หวันได้รายงานว่า การยุติ คสพ. ระหว่างไต้หวันกับนิการากัวในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 และเป็นการยุติ คสพ. ในขณะที่นาย José Daniel Ortega Saavedra ดำรงตำแหน่ง ปธน. นิการากัว ทั้ง 2 ครั้ง หลังจากยุติความสัมพันธ์ครั้งแรกในเดือน ธ.ค.2528 นิการากัวได้ฟื้น คสพ. ระหว่างกันในปี 2533 และยุติความสัมพันธ์กับไต้หวันอีกครั้งในครั้งนี้ ซึ่งทำให้ไต้หวันมีประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน 14 ประเทศ
นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์เกี่ยวกับสาเหตุที่รัฐบาลนิการากัวตัดสินใจยุติ คสพ. ทางการทูตกับไต้หวัน แล้วสถาปนา คสพ. ทางการทูตกับจีน ว่า เนื่องจากในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ปธน. นิการากัวเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลของ ปธน. José Daniel Ortega Saavedra ได้จับกุมและกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างดุเดือด ทำให้ถูกประเทศประชาธิปไตย ประนามและคว่ำบาตร ซึ่งจนถึงขณะนี้มีถึง 40 ประเทศ อาทิ สรอ. สอ. EU และ OAS ยังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งของนิการากัว ในขณะที่ไต้หวันได้เรียกร้องให้นิการากัวควรอาศัยกลไก ปชต. แก้ปัญหาความไม่ลงรอยกับฝ่ายค้าน ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ แต่ ปธน. José Daniel Ortega Saavedra ใช้ท่าทีแข็งกร้าว ต้องหันไปพึ่งจีน โดยส่ง จนท. ระดับสูงของนิการากัวร่วมการประชุมทางไกลกับจีน พร้อมแสดงจุดยืนยินดีเจรจากับจีนภายใต้ “หลักการจีนเดียว” ซึ่งได้มีการจัดทำความตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์กับจีนในเวลาต่อมา ซึ่งก่อนหน้านี้ ไต้หวันได้ให้ความช่วยเหลือนิการากัวในหลายโครงการทั้งโครงการด้านสาธารณสุขและโรงงานไฟฟ้าหลายพันล้านทีเดียว
ส่วนกรณีที่ เลือกวันที่ 10 ธ.ค. ประกาศยุติ คสพ. ทางการทูตกับไต้หวัน ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับการประชุม Summit for Democracy เพื่อตอบโต้การเชิญไต้หวันเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวของสหรัฐฯ ด้วย
อย่างไรก็ดี สมาชิกรัฐสภาของยุโรปประเทศต่าง ๆ ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนไต้หวัน อาทิ Michael Gahlerประธานกลุ่มมิตรไต้หวัน ฟอร์โมซาคลับ(Formosa Club)Engin Eroglu、Christophe Hansen
สมาชิกรัฐสภายุโรป André Gattolin สมาชิกวุฒิสภา ฝรั่งเศส Frédérique Dumas สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Peter Heidt ฝรั่งเศส สมาชิกรัฐสภาเยอรมนี Eloy Suárez สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สเปน Wouter Raskin ประธานกลุ่มมิตรไต้หวัน สมาชิกรัฐสภาเบลเยี่ยม Peter Osusky ประธานร่วมกลุ่มมิตรไต้หวันสมาชิกรัฐสภาสโลวาเกีย ฯลฯ ซึ่งได้แสดงจุดยืนสนับสนุนผ่านรูปแบบต่าง ๆ ทางโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟสบุ๊กและทวิตเตอร์ ส่วนตัวของตน โดยกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวันได้แสดงความขอบคุณจากใจต่อบุคคลเหล่านี้
๓. สัมพันธ์ไต้หวัน-สหรัฐฯ ล้ำลึก 1 ปีที่ผ่านมารัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายที่เป็นมิตรกับไต้หวันถึง 51 ฉบับ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้เปิดเผยเกี่ยวกับพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่ที่ประธานาธิปดีโจ ไบเดน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมาเป็นต้นมา โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระดับต่าง ๆ ได้เน้นย้ำหลายครั้งหลายหนว่าความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ แข็งแกร่งดุจหินผา รวามทั้งได้บริจาควัคซีนให้ไต้หวันรวมถึง 4 ล้านโดส ตลอดจนรัฐสภาสหรัฐฯ ได้เสนอร่างกฎหมายที่เป็นมิตรกับไต้หวันถึง 51 ฉบับ ซึ่งมากกว่า 2 ปีที่แล้วที่มีเพียง 32 ฉบับเท่านั้น นอกจากนี้ สาระของร่างกฎหมายที่เสนอในปีนี้ก็ต่างจากในอดีตที่มักจะครอบคลุมประเด็นด้านความปลอดภัยและด้านการค้าเท่านั้น แต่ได้ขยายขอบเขตออกไปในทุกมิติ ประชับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า รัฐสภาสหรัฐฯ สนับสนุนและให้ความสนใจกับประเด็นไต้หวันเป็นอย่างยิ่ง แรงขับเคลื่อนก็เต็มไปด้วยพลัง
นายสวีโย้วเตี่ยน อธิบดีกรมอเมริกาเหนือ กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน ระบุว่า สัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ในปีนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ได้ผ่อนปรนมาตรการการติดต่อกับไต้หวันมากขึ้น และสนับสนุนให้มีการกระชับสัมพันธ์กับไต้หวันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ ได้ปรับปรุงและประกาศใช้หลักเกณฑ์การติดต่อกับทางการไต้หวันฉบับใหม่เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยผ่อนปรนมาตรการเก่าแก่คร่ำครึ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งเน้นย้ำถึงแบบอย่างความเป็นประชาธิปไตยของไต้หวัน และเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนด้านความปลอดภัยและเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ สนับสนุนอย่างแรงกล้าให้หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ กระชับสัมพันธ์กับไต้หวันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ปฏิรูปการจำหน่ายอาวุธให้แก่ไต้หวันอย่างเป็นระบบ ร่วมกับประเทศพันธมิตรอื่น ๆ เน้นย้ำความสำคัญของสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ด้านเศรษฐกิจและการค้า ก็ได้รื้อฟื้นการเจรจา “กรอบการค้าและการลงทุน” หรือ TIFA ที่ชะงักไปนาน ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีคณะสมาชิกวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากพรรคการเมืองต่าง ๆ ถึง 3 คณะเยือนไต้หวันด้วยเครื่องบินทหาร ตอกย้ำจุดยืนสนับสนุนไต้หวันอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ ได้วางแผนก่อตั้งมูลนิธิสื่อเพื่อสาธารณะประโยชน์ขึ้น โดยไต้หวันจะบริจาคเงินเข้าร่วมในกองทุนดังกล่าว 1 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า และเชิญประเทศที่เข้าร่วมการประชุมซัมมิตประชาธิปไตยโลก ร่วมกันบริจาคเงินเข้ากองทุนดังกล่าว เพื่อให้ความช่วยเหลือสื่ออิสระให้สามารถประคองตัวจนพ้นวิกฤตโควิด-19 ต่อต้านข่าวปลอม เสริมความอดทนให้แก่ประชาธิปไตยโลก