ประชาธิปไตยในโรงเรียนของไต้หวัน ภาพย่อประชาธิปไตยไต้หวัน (ภาค2)
เสียงจากนักเรียน : ครูควรให้ความช่วยเหลือพวกเขาเรียนรู้การเข้าร่วมประชุม
เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา เพิ่งเปิดเทอม น้องกัวเข่อหาน นักเรียชั้นนประถม 6 โรงเรียนประถมซิ่งอัน กรุงไทเป แม้จะยังคงมึน ๆ กับการประชุมกิจการโรงเรียนว่าคืออะไรกันแน่ แต่คุณครูก็ได้เริ่มสอบถามความสมัครของนักเรียนในชั้นเรียนว่า มีใครอาสาเข้าร่วมประชุมบ้าง แล้วเลือกนักเรียนที่อาสาสมัครเข้าร่วมการประชุมให้ไปร่วมประชุมกิจการโรงเรียน
เมื่อน้องกัวฯ ถูกถามว่าจะสมัครเข้าร่วมประชุมหรือไม่? น้องกัวฯ ตอบแบบเขิน ๆ ว่า “ตัวเองยังไม่พร้อมที่จะไปเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่จำนวนมาก ๆ แบบนี้ กลัวพูดผิด” หากต้องเข้าร่วมประชุมจริงๆ ก็ยังหวังว่าจะเป็นการฝึกการเข้าร่วมประชุมมากกว่า และมีการเตรียมประเด็นการประชุมล่วงหน้า มิใช่พอคุณครูเสนอประเด็น แล้วค่อยมาคิด แบบนี้จะทำให้ตื่นเต้นเกินไป”
อย่างไรก็ดี น้องกัวฯ ก็บอกว่า หากตนสามารถแสดงความคิดเห็นของตนในที่ประชุมได้ ที่อยากจะเสนอมากที่สุดก็คือ หวังว่าในระหว่างการเรียนในห้องเรียน คุณครูจะเปิดโอกาสให้มีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนมากขึ้น ออกแบบการสอนโดยใช้เกมส์เล่นต่าง ๆ มาทำให้มีความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น เพิ่มการจดจำของนักเรียน นอกจากนี้ น้องกัวฯ ก็ยังคงมีข้อสงสัยว่า “ หากนักเรียนเสนอความเห็นให้เวลาเรียนกับเวลาพักสลับกัน โรงเรียนก็คงไม่เห็นด้วย แล้วให้นักเรียนเข้าร่วมประชุมทำไมเล่า”
ข้อวิตกของน้องกัวฯ ดังกล่าวก็เป็นปัญหาที่บรรดาครู ๆ ทั้งหลายก็วิตกเช่นเดียวกัน ครูใหญ่หลี่จื้อเสียน โรงเรียนประถมซินซื่อ นครไถหนาน เปิดเผยว่า ให้นักเรียนเข้าร่วมประชุมไม่ใช่เรื่องยาก “แต่มันถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนหรือไม่?” ในกฎหมายแม้จะไม่ได้ระบุให้ต้องมีการจัดตั้งสภานักเรียน แต่เขาก็เห็นว่า ควรจัดตั้งสภานักเรียนก่อน เพื่อให้มีตัวแทนนักเรียน จึงจะถูกต้องตามหลักการและระเบียบ
ครูใหญ่หลี่ฯ เห็นว่า หากให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น แล้วโรงเรียนไม่สามารถทำได้ คุณครูก็ต้องหาเวลาชี้แจงให้นักเรียนทราบถึงเหตุผลที่ทำไม่ได้ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจส่วนประเด็นที่จะประชุมกันก็ควรให้นักเรียนได้รับทราบและเข้าใจก่อน การเตรียมการล่วงหน้าเหล่านี้ จะทำให้ทั้งครูและนักเรียนต้องเสียเวลาไปการนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน จึงถือเป็นความท้าทายต่อทั้งครูและนักเรียนด้วย
คุณเหอหย่งเสียง ประธานสหพันธ์สิทธิประโยชน์นักเรียนประถมและมัธยม ไต้หวัน เห็นด้วยว่า ระเบียบขั้นตอนที่ถูกต้องมีความสำคัญยิ่ง เข้าร่วมการเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสภานักเรียนมาตั้งแต่เข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมาย เขาเคยเสนอแนวคิดดังกล่าวให้แก่ ส.ส. ว่า ก่อนที่นักเรียนจะเข้าร่วมการประชุมกิจการโรงเรียน ต้องให้นักเรียนจัดตั้งสภานนักเรียนก่อน เพราะนักเรียนแต่ละคนมีความเป็นปัจเจกบุคคล การระดมความคิดเป็นฉันทามติของนักเรียนจึงไม่อาจอาศัยเพียงในชั้นเรียนเท่านั้น เขาบอกอีกว่า “เมื่อมีสภานักเรียนแล้ว ก็จะสามารถรวบรวมทรายเม็ดเล็กๆ เหล่านั้น เข้าด้วยกันได้ กลายเป็นพลังหนึ่ง” น้องกัวฯ บอกว่า คุณครูอาจให้ความช่วยเหลือนักเรียนคุ้นเคยกับการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก่อน อาทิ อาจใช้การประชุมครอบครัวเป็นที่ฝึกซ้อมก่อน ที่ผ่านมาจะมีการลงมติอย่างรวดเร็วเฉพาะภายในชั้นเรียนเท่านั้น อย่างประเด็นการเลือกของมาขายในงานโรงเรียน หากทำให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นว่าทำไมต้องขายของนี้ หรือขายหัตถกรรม คนอื่น ๆ ก็จะแสดงความคิดเห็นที่ทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ สุดท้ายก็จะเป็นการลงมติตัดสิน “ต้องเริ่มเรียนรู้จากสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้”
เสียงจากนักเรียนมัธยม: ก้าวแรกที่ก้าวออกไปให้ได้คือแสดงความคิดเห็น
กรณีของโรงเรียนมัธยมซินจวง นิวไทเป การเลือกตัวแทนนักเรียนไม่ใช่เรื่องยากเลย เมื่อ 5 ปีก่อน (2018) เป็นต้นมา โรงเรียนมัธยมซินจวงได้เริ่มแนะแนวนักเรียนระดับมัธยปีที่ 2 ให้จัดตั้งสภานักเรียน และคัดเลือกนักเรียนตัวอย่าง ให้นักเรียนมัธยมปีที่ 2 เสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองสภานักเรียนแล้วลงมติเลือกออกมา ครูอู๋ฉงหรง ผอ. ฝายกิจการโรงเรียนมัธยมซินจวงเปิดเผยว่า การเชิญนักเรียนมาร่วมประชุมด้วยเป็นเรื่องง่ายมาก แต่ต้องคำนึงถึงว่านักเรียนมีความสามารถและเวลาพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมหรือไม่ และผู้ปกครองอยากให้เข้าร่วมหรือไม่
คุณครูอู๋ฯ ยกตัวอย่างสภานักเรียนว่า ดำเนินการมา 5 ปี สิ่งที่สภานักเรียนทำได้เป็นสำคัญก็คือการดูแลให้คะแนนระเบียบวินัยและความสะอาดในชั้นเรียนเท่านั้น หรือไม่ก็แค่จัดบูธในงานโรงเรียน เพราะนักเรียนมีเวลาจำกัด ความตั้งใจจริงของโรงเรียนก็คือให้นักเรียนมีโอกาสเข้าร่วมและแสดงความคิดเห็นได้ แต่ไม่ได้มีการกำหนดให้สภานักเรียนมีอำนาจหรือหน้าที่อะไรบ้าง เช่นเดียวกัน ในการเข้าร่วมประชุมกิจการโรงเรียน “ไม่ต้องไปตั้งความหวังหรืออุดมการณ์อะไรมากมายนัก แต่การเข้าร่วมและกระบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักเรียนจะได้เรียนรู้ หรือเข้าใจเหตุผลในการกำหนดนโยบายของโรงเรียน”
ไช่เจียเอิน นักเรียนมัธยม 3 โรงเรียนมัธยมซินจวง ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ของสภานักเรียน และเป็นตัวแทนเข้าร่วมคณะกรรมการบริการและเครื่องแบบ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะของเธอ ส่วนโอกาสเข้าร่วมประชุมกิจการโรงเรียน เธอก็ตื่นเต้นและอยากจะลองเข้าร่วม
เธอนึกถึงในตอนแรกที่คณะกรรมการเครื่องแบบก็มีการถกเถียงกันในเรื่องของการปักชื่อและเลขประจำตัวบนเครื่องแบบนักเรียน ตอนแรกก็ตื่นเต้นไม่กล้าแสดงความคิดเห็น จนครูต้องเอาไมโครโฟนมายื่นให้ตรงหน้า จึงกล้าที่จะแสดงความเห็นเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการปักชื่อบนชุดนักเรียน แต่ เมื่อได้ยินเพื่อน ๆ แสดงความเห็นสนับสนุนให้มีการปักชื่อและหมายเลขประจำตัวบนชุดนักเรียน เหตุผลบางอย่างคือเกรงว่าเมื่อออกไปภายนอกโรงเรียนเกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็จะสามารถแจ้งให้โรงเรียนและผู้ปกครองทราบได้ทันที “ฉันเข้าใจความคิดเห็นของทุกคน สุดท้ายเลยเห็นดีเห็นงามกับการเสนอให้มีการปักชื่อบนเครื่องแบบนักเรียน”
“ที่ผ่านมาก็จะอยู่แต่ในชั้นเรียน ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ ทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อย ต่อมาก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการแสดงความเห็นและรับฟังความเห็นของคนอื่น ก็มีความสำคัญเหมือนกัน” ไช่เจียเอินเปิดใจไว้ เนื่องจากการประชุมกิจการโรงเรียนเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายต่าง ๆ มากมาย แม้จะรู้ตัวว่าเข้าใจปัญหาได้รอบด้านหรือยัง แต่ก็ยังคงต้องใช้โอกาสเข้าร่วม และก่อนเข้าร่วมก็หวังว่าครูจะให้คำแนะนำเหมือนตอนตั้งสภานักเรียนใหม่ ๆ ช่วยให้นักเรียนเข้าใจสาระการประชุมกิจการโรงเรียนมากขึ้น
จางรุ่ยอวี๋ นักเรียนชั้นมัธยม 3 โรงเรียนมัธยมซินจวง นิวไทเป บอกว่า อยากให้ครูแจ้งหัวข้อการประชุมก่อนที่จะมีการประชุม 3-7 วัน เพื่อให้นักเรียนได้เตรียมตัว “ทุกอย่างจะยากตอนเริ่มต้น” แต่ก็ต้องก้าวข้ามก้าวแรกที่ต้องแสดงความคิดเห็น”
จับตาประเด็นหลัก : ตัวแทนนักเรียนมาจากไหน? เข้าร่วมประเด็นใด?
ในการเข้าร่วมประชุมกิจการโรงเรียนในอนาคต น้องจางรุ่ยอวี๋อยากจะลองเข้าร่วมประชุมด้วย โดยโฟกัสไปที่ตัวแทนนักเรียนมาจากไหน? สิ่งแรกที่เธออยากจะบอกกับโรงเรียนก็คือ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนนักเรียนในสภานักเรียนหรือร่วมประชุมกิจการโรงเรียน ควรที่จะเปิดกว้างให้นักเรียนที่อยากเข้าร่วมให้กว้างขึ้น ไม่ใช่เลือกจากนักเรียนตัวอย่างเท่านั้น “นักเรียนตัวอย่างบางคนอาจไม่อยากเข้าร่วม ก็ควรให้โอกาสนักเรียนคนอื่นที่อยากเข้าร่วมและอยากทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม”
ผอ. อู๋ฉงหรง ฝ่ายกิจการนักเรียน โรงเรียนมัธยมซินจวง นิวไทเป ระบุว่า “การเข้าร่วมประชุมกิจการโรงเรียน ควรทึ่จะต้องเริ่มจากประเด็นที่เกี่ยวกับนักเรียนก่อน” หากทำแค่เรียกนักเรียนมาประชุมแล้วเซ็นชื่ออย่างเดียว ก็จะไร้ความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางประเด็นครูก็ยังไม่เข้าใจภารกิจของแต่ฝ่ายในโรงเรียน แล้วนักเรียนจะเข้าใจได้อย่างไร? ดังนั้น การเข้าร่วมประชุมกิจการโรงเรียน ก็ควรเริ่มต้นจากประเด็นที่นักเรียนสามารถเข้าใจได้ก่อน ก็จะทำให้การเข้าร่วมของนักเรียนมีความหมายมากขึ้น และมีความหมายจริงๆ
มีครูใหญ่หลายท่านบอกว่า ประเด็นที่นักเรียนประถมและมัธยมให้ความสนใจอย่างระเบียบเกี่ยวกับการให้รางวัล ลงโทษ การใช้ชีวิตในโรงเรียน และเครื่องแบบ ตลอดจนงานฉลองวันก่อตั้งโรงเรียนหรือการแข่งกีฬาโรงเรียน ซึ่งทางโรงเรียนก็ยินดีรับฟังความเห็นจากนักเรียน ครูใหญ่เฉินซุ่นเหอ โรงเรียนประถมป๋ออ้าย กรุงไทเป ระบุว่า ก่อนที่จะให้นักเรียนเข้าร่วมประชุมกิจการโรงเรียน ก็ควรให้ตัวแทนนักเรียนเข้าร่วมในคณะกรรมการพิจารณารางวัลและลงโทษและคณะกรรมการเครื่องแบบนักเรียน
ปัจจุบัน โรงเรียนประถมและมัธยมที่อนุญาตให้ตัวแทนนักเรียนเข้าร่วมในคณะกรรมการต่าง ๆ ของโรงเรียน ที่สำคัญก็คือคณะกรรมการเครื่องแบบและอาหารกลางวัน กองการศึกษาของแต่ละท้องที่ก็มีการออกระเบียบของตนเอง แต่จำนวนตัวแทนนักเรียนที่เข้าร่วมจะแตกต่างกัน เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเปิดเผยว่า เนื่องจากประเด็นเครื่องแบบเกี่ยวข้องกับประเด็นระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากหน่วยงานด้านการศึกษา ดังนั้น ส่วนใหญ่จึงระบุจำนวนตัวแทนนักเรียนที่เข้าร่วมอย่างน้อย 1 ใน 4 ขึ้นไปของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ส่วนที่มาของตัวแทนนักเรียนก็แตกต่างกันไป นครเกาสงยังได้ระบุให้ตัวแทนนักเรียนต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองด้วย รูปแบบการคัดเลือกก็ให้แต่ละโรงเรียนเป็นผู้กำหนดกันเอง อย่างคณะกรรมการกิจการอาหารกลางวันของโรงเรียนก็มาจากการให้นักเรียนเป็นผู้เลือกโดยตรง
การเข้าร่วมประชาธิปไตยในโรงเรียน นักเรียนได้อะไรบ้าง?
“การเข้าร่วมเป็นการประนีประนอม อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้นักเรียนประถมและมัธยมมีโอกาสเข้าร่วม” คุณเหอเว่ยฉือ ซึ่งติดตามการเข้าร่วมตามระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน เห็นว่า โรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนเข้าร่วมการลงมติตัดสินใจในบางประเด็น มีวิธีการต่าง ๆ มากมาย ดังนั้น แม้จะไม่ได้ร่วมการลงมติ แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดที่ให้นักเรียนเข้าร่วมก็คือการศึกษาระบอบประชาธิปไตย ให้นักเรียนเข้าใจถึงกระบวนการประชาธิปไตย
ที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ ได้รับการร้องเรียนจากนักเรียนมัธยมเป็นประจำ อย่างไม่พอใจระเบียบการใช้โทรศัพท์มือถือของโรงเรียน หรือมาสายช่วงทบทวนบทเรียนในตอนเช้าแต่ถูกบันทึกว่าขาดเรียน สาเหตุสำคัญก็คือกระบวนการในการกำหนดระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ขาดการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ดังนั้น การให้นักเรียนเข้าร่วมประชุมกิจการโรงเรียนจนถึงระดับการกำหนดนโยบายของโรงเรียน ไม่เพียงแต่จะสามารถรวบรวมความคิดเห็นจากนักเรียนได้เท่านั้น แต่ก็ยังทำให้นักเรียนเข้าใจเหตุผลที่ครูและผู้ปกครองต้องเก็บโทรศัพท์มือถือเมื่อเข้าห้องเรียน เมื่อมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแล้ว ในที่สุดก็กลายเป็นฉันทามติร่วมกัน นี่ก็คือกระบวนการประชาธิปไตย ในสังคมประชาธิปไตยทุกคนจะเคารพต่อการตัดสินใจสุดท้าย ซึ่งจะลดโอกาสการเกิดการประท้วงของนักเรียนได้
2. เข้าใจถึงการเข้าร่วมเพื่อทำความเข้าใจระหว่างกัน
เมื่อคำนึงถึงประเด็นความรู้และความสามารถของนักเรียน ปัจจุบัน อนุญาตให้นักเรียนประถมและมัธยมเข้าร่วมในคณะกรรมการเครื่องแบบของโรงเรียน อย่างไรก็ดี คุณเหอเว่ยฉือ บอกว่า การประชุมกิจการโรงเรียนเป็นก้าวแรกให้นักเรียนได้เรียนรู้กฎหมาย และความรู้ต่าง ๆ เข้าใจกระบวนการ และขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นักเรียนก็จะสามารถแสดงบทบาทในการตรวจสอบของพลังที่ 3 ได้เป็นอย่างดี
ไช่เจียเอิน ในฐานะนักเรียนมัธยมระบุว่า ตอนอยู่ชั้นประถม ตนไม่มีโอกาสได้เข้าร่วม หากมีโอกาสเข้าร่วมตอนอยู่มัธยมก็จะทำให้รู้วิธีการในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และรู้ว่าต้องมีเทคนิคในการแสดงความเห็นของตัวเองยังไง? ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อตนเองไม่ว่าจะเป็นช่วงมัธยมปลาย มหาวิทยาลัยหรือเมื่อเข้าสูวัยทำงาน
3. ปฏิรูปโครงสร้างแห่งอำนาจ
คุณอู๋อวี่เต๋อ นักวิจัยระดับด๊อกเตอร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฝู่เหริน ไทเป ในฐานะที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันการแก้ไขกฎหมายการศึกษาระดับสูง ให้นักเรียนมัธยมมีส่วนร่วมในกิจการโรงเรียนและก่อตั้งสภานักเรียน มีความเห็นว่า “ตำแหน่งหัวหน้าปกครองตนเองนักเรียนประถมเป็นเพียงบ่วงโซ่หนึ่งของการเลือกตั้งในโรงเรียนเท่านั้น แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องทำก็คือการมีส่วนร่วมในประเชาธิปไตยในโรงเรียน” ให้นักเรียนมีความเข้าใจต่อประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
“การศึกษาแบบดั้งเดิมจะเป็นความสัมพันธ์ของอำนาจจากบนลงล่าง” คุณเหอฯ ระบุ นักเรียนไต้หวันเคยชินกับการทำทุกอย่างในกรอบที่ถูกวางไว้ อย่างเช่น หากโรงเรียนอนุญาตให้นำอาหารมารับประทานในโรงเรียนได้ ก็จะทำให้มีขยะมากขึ้น ตอนแรกจึงไม่เห็นด้วย แต่เมื่อดูจากตัวอย่างของโรงเรียนสาธิตมัธยมซือต้าที่อนุญาตให้นำอาหารมารับประทานเองแล้ว คุณครูกับนักเรียนก็มีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาขยะที่เกิดจากการนำอาหารมารับประทานเอง จนครูเห็นด้วย และพบว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ประชาธิปไตยในโรงเรียนก็คือกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงความคิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะนักเรียนก็คือประชาชนเหมือนกัน อย่างเช่น นักเรียนไม่พอใจที่ถูกทำโทษตักเตือนหรือทำทัณฑ์บน ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะศึกษาและต่อสู้อย่างมีเหตุผล
เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงในยุคที่เป็นนักเรียน คุณหลี่หย่าจิง รองเลขาธิการสหพันธ์วิชาชีพครูแห่งชาติ ไต้หวัน บอกว่า “ฉันเป็นเด็กดื้อมาตั้งแต่เด็ก ๆ มีความเห็นบรรเจิด” แต่ที่ผ่านมา ไม่มีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นจึงใช้วิธีการแย่ๆ มาจัดการ อย่างตอนเรียนก็จะมีเพื่อน ๆ ในชั้นแสดงความคิดเห็น สลับกันจงใจแกล้งคุณครู แม้ในโรงเรียนจะยังมีคงมีอุปสรรคมากมายที่ต้องขจัดในการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการประชุมกิจการโรงเรียน แต่ก็มีโอกาสให้นักเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมพลเมืองอย่างแท้จริง อาศัยช่องทางประชาธิปไตยแสดงความคิดเห็นของตน ทำความเข้าใจกับโรงเรียนและครู และสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างนักเรียนกับครู คุณเหอฯ ระบุว่า บางทีตอนเริ่มต้นอาจยากสักหน่อย แต่เมื่อย้อนคิดไปถึงตอนอยู่มหาวิทยาลัย และมัธยมปลายที่ใช้วิธีการแบบค่อยเป็นค่อยไปแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป 3-5 ปีก็หวังว่าคนรุ่นใหม่จะเริ่มต้นในมหาวิทยาลัย เข้าใจว่าอะไรคือวิธีการที่ดีที่สุดของการผลักดันประชาธิปไตย