สงครามลิดรอนสิทธิในการมีสัญชาติ ไม่อาจเป็นคนไต้หวันในฐานะพลเมืองสาธารณรัฐจีน “ลูกหลานทหารผ่านศึกชายแดนไทย-เมียนมา” (๒)
คุณหยางฟาจุ่น วัย 36 ปี ก็เป็นหนึ่งในลูกหลานทหารผ่านศึกเช่นเดียวกัน เดินทางมาไต้หวันเมื่อ ต.ค. 2015 ใช้เวลานานถึง 8 ปี จึงได้รับสิทธิพำนักอาศัยมีถิ่นที่อยู่ในไต้หวันอย่างถูกกฎหมาย เขาเป็นผู้อพยพไร้สัญชาติในเมียนมา เพื่อความอยู่รอดเขาจึงต้องเร่ร่อนหลบหนีไปยังจีน ต่อมาก็เสี่ยงภัยพาลูกๆ นั่งเรือยางชูชีพว่ายข้ามทะเล เหนื่อยก็พักบนเรือ จนมาถึงที่จินเหมินของไต้หวัน ตอนนั้น ถูกจำคุก 2 เดือน เพราะทำผิดกฎหมายคนเข้าเมืองของไต้หวัน แต่โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศลประกันตัวออกมาจึงได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ
“ผมโชคดี ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศลทั้งตอนที่อยู่ในจีนและที่ไต้หวัน” เมื่อคุณหยางฯ มาถึงไต้หวันก็ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศลแนะนำงานที่ไม่ผิดกฎหมาย เช่น ช่วยเหลือทำนา หาเลี้ยงชีพเอง แต่ก็ไม่มีอนาคต ทำให้คุณหยางฯ รู้สึกเศร้าอยู่เป็นประจำ
ต่อมา เขาได้รู้จักกับคุณหวางเกินเซินประธานมูลนิธิวัฒนธรรมสามเหลี่ยมทองคำ เถาหยวน ซึ่งมาจากเมียนมาเช่นเดียวกัน และก็เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนมยิจีนาในเมียนมาด้วย เมื่อคุณหยางฯ ขอความช่วยเหลือ ก็ได้ติดต่อกับสำนักงานของ ส.ส. ทังฮุ่ยเจิน จนได้รับความช่วยเหลือจากหลาย ๆ ฝ่าย กระทั่งเดือน ก.ค. 2023 ในที่สุดเขาก็ได้รับสิทธิถิ่นที่อยู่ในไต้หวัน “ความปรารถนาสูงสุดของตนในตอนนี้ก็คือเป็นนักธุรกิจ และช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่มีชะตากรรมเช่นเดียวกับตน”
คุณหยางฯ บอกอีกว่า คนที่โชคดีแบบเขามีไม่มากนัก “มีรุ่นพี่ในโรงเรียนที่เมียนมา มาไต้หวัน 15 ปีแล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับสิทธิการมีถิ่นที่อยู่ในไต้หวันเลย และยังมีบางคนต้องทำงานผิดกฎหมายแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่กล้าออกไปไหน เพราะกลัวถูกตำรวจจับ” เพราะฉะนั้น เมื่อเขาได้รับสิทธิมีถิ่นที่อยู่ในไต้หวันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็อยากช่วยเหลือเพื่อน ๆ ส่งเสียงความต้องการของพวกเขา
“เรายอมรับว่าเป็นคนไต้หวัน และรู้สึกว่าตัวเองเป็นพลเมืองของสาธารณรัฐจีนมาตั้งแต่เด็ก เราเพียงแต่ต้องการอยู่ที่นี่อย่างถูกกฎหมายเท่านั้น”
คำมั่นสัญญาที่รัฐบาลเคยให้ไว้ ยังไม่เป็นจริง
คุณหวางเกินเซิน เป็นชาวจีนโพ้นทะเลในเมียนมา ตอนเป็นวัยรุ่นได้ร่วมสู้รบแบบจรยุทธ์แถบสามเหลี่ยมทองคำกับกองทัพของสาธารณรัฐจีน ต่อมาก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง อพยพกลับมาไต้หวันเมื่อปี 1979 เขาบอกว่า มาไต้หวันในฐานะนายทหาร สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ได้รับจากรัฐบาล แต่ก็ยังมีเพื่อน ๆ อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีโอกาสเดินทางมาไต้หวัน
หลายปีที่ผ่านมา คุณหวางฯ ได้ให้ความช่วยเหลือลูกหลานทหารผ่านศึกที่เดินทางมาไต้หวันมาโดยตลอด เมื่อย้อนคิดถึงคำสาบานตนที่ว่า “ปกป้องสาธารณรัฐจีน ยึดมั่นในลัทธิไตรประชา เสียเลือดเสียเนื้อ ด้วยความอาจหาญ” เขาบอกว่า การกล่าวคำปฏิญานก็เสมือนกับการให้คำมั่นสัญญา และ “เป็นคำมั่นที่มีมูลค่าสูงสุด” ที่ตนสามารถเสียสละให้แก่ประเทศชาติ “เพื่อน ๆ ในกองทัพเดียวกันกับผม 60% ได้เสียสละเพื่อชาติตามที่ให้คำมั่นตามที่ปฏิญานตนไว้นี้ แต่มีเพียง 3% เท่านั้นที่มีโอกาสมาไต้หวัน” ส่วนที่เหลือก็ยังคงเป็นผู้อพยพอยู่ที่ชายแดนไทย-เมียนมา บางคนเพื่อความอยู่รอดก็ไปเป็นทหารในกองทัพไทยหรือหาทางขอสัญชาติไทยหรือเมียนมา
คุณหวางฯ บอกว่า “หลายท่านคงไม่เข้าใจทหารผ่านศึก และก็อาจจะไม่ยอมรับ” ในตอนนั้น รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญากับทหารผ่านศึกเหล่านี้ว่า จะให้การดูแลเป็นอย่างดี หากเสียสละชีวิตก็จะได้รับเงินปลอบขวัญและเงินชดเชย หรือรับกลับมาไต้หวัน “แต่ในช่วงสงคราม หาญาติครอบครัวของทหารผ่านศึกเหล่านี้ไม่พบ แล้วจะทำให้คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เป็นความจริงได้อย่างไร?”
หลังจากที่สถานการณ์มั่นคงมากขึ้น ทหารผ่านศึกรุ่นแร ๆ ก็ทยอยเสียชีวิตลง ส่วนลูกหลานรุ่นสองและรุ่นต่อ ๆ มา ก็ได้รับการศึกษาจากสาธารณรัฐจีนที่นั่น และยอมรับว่า ไต้หวันที่เป็นที่ตั้งของรัฐบาลสาธารณรัฐจีนเป็นเสมือนดินแดนแห่งมาตุภูมิของตน ดังนั้น ในแง่ของอารมณ์ความรู้สึกจึงรู้สึกว่ามีความสนิทสนมกับผู้ที่เดินทางมาจากไต้หวันเป็นพิเศษ ต่อมาในปี 1982 มี ส.ส. ไต้หวันเดินทางไปเยื่ยมเยือนที่ภาคเหนือของไทย เปรียบเทียบสภาพของที่นั่นกับไต้หวันที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง แม่สลองซึ่งเป็นฐานสำคัญของทหารผ่านศึกมีสภาพเสมือนค่ายผู้อพยพ
คุณหวางฯ เล่าให้ฟังว่า ต่อมาก็มีชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนไม่น้อยมาเรียนหนังสือที่ไต้หวัน แต่นโยบายในตอนนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเรียนจบที่ไต้หวัน ก็ยังไม่อาจขอเข้าถือสัญชาติไต้หวันได้ ดังนั้น ในตอนนั้น จึงมีผู้อยู่อย่างผิดกฎหมายจำนวนมาก ต้องทำงานอย่างผิดกฎหมาย แม้จะไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน แต่ก็น่าจะมีหลายพันคน ในจำนวนนี้ก็มีทั้งที่ลักลอบเข้าเมืองหรือวิธีการอื่น ๆ เดินทางมาไต้หวัน
ไม่ใช่ขอเข้าถือสัญชาติ แต่เป็นการย้ายกลับมายังประเทศของตนเอง
ตามคำบอกเล่าของทหารผ่านศึกอาวุโสระบุว่า ในปัจจุบัน ยังมีทหารผ่านศึกและครอบครัวพำนักอาศัยอยู่ที่นั่นประมาณ 7-8 หมื่นคน ส่วนชาวจีนโพ้นทะเลบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา-ลาว ยากที่จะประเมินได้ คาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน การดูแลผู้ที่ยังตกค้างอยู่ที่ไทยกับเมียนมายังคงเป็นหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย ไต้หวันเป็นสำคัญ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก ส.ส. และองค์กรเอกชนในการขอมีถิ่นที่อยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายในไต้หวัน กระทั่งได้รับบัตรประชาชนไต้หวัน
คุณทังฮุ่ยเจิน อดีต ส.ส. พรรค DPP ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักปกครอง เทศบาลนครเถาหยวนก็ได้ระบุว่า ทหารผ่านศึกที่ไทยกับเมียนมาจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลที่นั่น ใช้ชีวิตแบบไร้รากปักลึก ดังนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาจึงทยอยเดินทางมาไต้หวัน หรือกำลังรอที่จะเดินทางมาไต้หวัน พวกเขาตระหนักดีว่าตนเป็นพลเมืองสาธารณรัฐจีน “พวกเขาเห็นว่าขอแต่เพียงให้ขยันในไต้หวันเท่านั้น ก็ต้องมีข้าวกินแน่ ๆ”
คุณทัง ฮุ่ยเจิน บอกอีกว่า ลูกหลานทหารผ่านศึกที่ไทย-เมียนมา ได้ร้องเรียนและประท้วงหลายครั้งหลายหน ซึ่งรัฐบาลเคยประกาศ “ปลดล็อก” สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาไต้หวันในช่วงระหว่างวันที่ 21 พ.ค. 1999 - 31 ธ.ค. 2008 อนุญาตให้ยื่นขอมีบัตรประชาชนไต้หวัน โดยเพียงแต่มีหลักฐานแสดงตนว่าเป็นลูกหลานทหารผ่านศึก และสถานะเป็นนักเรียนจีนโพ้นทะเลในไต้หวัน แต่ที่น่าเสียดายก็คือ ในตอนนั้น ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานแสดงตนได้ หรือเอกสารไม่ครบ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการยื่นขอมีบัตรประชาชนไต้หวัน
คุณทังฮุ่ยเจิน อดีต ส.ส. พรรค DPP
ลูกหลานทหารผ่านศึกไทย-เมียนมาประเภทใดบ้างที่มีสิทธิพำนักในไต้หวัน
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยแห่งประวัติศาสตร์และมนุษยธรรมแล้ว กระทรวงมหาดไทย ไต้หวัน จึงได้ออกประกาศเมื่อเดือน มิ.ย. 2009 เกี่ยวกับ “ระเบียบว่าด้วยการยื่นขอมีถิ่นที่อยู่ในไต้หวันของลูกหลานทหารผ่านศึกไทย-เมียนมาที่ตกค้างในไต้หวัน” อนุญาตให้ลูกหลานทหารผ่านศึกไทย-เมียนมาที่มาศึกษาต่อและตกค้างในไต้หวัน มีสิทธิพำนักหรือตั้งรกรากในไต้หวันอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ในฐานะบุคคลที่ไม่มีสำมะโนประชากรในไต้หวัน
กลุ่มเป้าหมายนี้จะต้องเป็นนักศึกษาที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการหรือคณะกรรมการกิจการโพ้นทะเลไต้หวันให้ศึกษาต่อหรือฝึกอาชีพในไต้หวัน ระหว่างวันที่ 21 พ.ค. 1999 - 31 ธ.ค. 2008 เมื่อผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้องจากกระทรวงกลาโหมไต้หวันแล้ว ก็จะได้รับเอกสารหลักฐานรับรองสถานะลูกหลานทหารผ่านศึกไทย-เมียนมาจากกระทรวงกลาโหม จากนั้น จึงนำหลักฐานเหล่านี้พร้อมหลักฐานที่จำเป็นไปยื่นต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมื่อได้รับอนุมัติแล้วให้ผู้ยื่นขอเดินทางออกจากไต้หวันด้วยหนังสือเดินทางต่างชาติ ไปยื่นขอวีซ่าเข้าไต้หวันและสำเนาหนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่ในไต้หวันจากสถานทูตหรือสำนักงานไต้หวันในต่างประเทศ ก็จะมีสิทธิได้รับใบอนุญาตมีถิ่นที่อยู่ในไต้หวันฉบับจริงจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในท้องที่ที่ตนมีถิ่นที่อยู่
คุณหยางฟาจุ่น วัย 36 ปี หนึ่งในลูกหลานทหารผ่านศึกฯ
คุณทังฮุ่ยเจินยังเล่าให้ฟังว่า “มีลูกหลานทหารผ่านศึกบางคนรู้สึกว่า ตนเหมือนสุนัขจรจัด” เพราะการไม่มีสถานะบุคคลกับการได้รับสิทธิถิ่นที่อยู่ในไต้หวัน กล่าวได้ว่าเสมือนต่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น ไม่มีสถานะบุคคลก็ทำงานไม่ได้ ไม่มีการประกันภัยแรงงานและประกันสุขภาพ แม้จะไปทำงานอย่างผิดกฎหมายก็อาจถูกขูดรีด อย่างเช่นการไปทำงานในไซต์งานก่อสร้างค่าแรงวันละ 1800 เหรียญไต้หวัน แต่พวกเขาอาจได้เพียง 800 เหรียญไต้หวัน แถมยังไม่กล้าเปลี่ยรงาน เปลี่ยนนายจ้างด้วย เพราะกลัวจะถูกร้องเรียน เวลาป่วยมีเงินก็ซื้อยามากินเอง ไม่มีเงินก็ต้องอดทน ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้ได้สิทธิมีถิ่นที่อยู่ก่อนก็ทำงานได้และมีประกันภัยแรงงานและประกันสุขภาพด้วย ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ
สาเหตุที่ไม่สามารถขอมีบัตรประชาชนไต้หวันได้มีมากมายหลายประการ “อย่างสองพี่น้องคู่นี้ พี่ชายซื้อหนังสือเดินทางไทยเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักศึกษาต่างชาติ ส่วนน้องสาวมาไต้หวันในฐานะนักศึกษาโพ้นทะเล ผลปรากฎว่าพี่ชายไม่สามารถขอมีบัตรประชาชนไต้หวันได้” คุณทังฮุ่ยเจินบอกอีกว่า มีบางครอบครัวเป็น 5 พี่น้อง คนเล็กสุดไม่ได้เข้าเรียนในช่วงเวลาที่กำหนดก็หมดสิทธิ มีบางคนเป็นสองพี่น้อง แต่ต้องการเอกสารหลักฐานที่ไม่เหมือนกัน และยังมีลูกหลานทหารผ่านศึกอีกจำนวนมากที่มาตามหาญาติในเวลาต่อมา จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังพำนักในไต้หวัน มีตั้งแต่อายุ 20 เศษ ๆ ไปจนถึง 40 เศษ ๆ เพราะไม่สามารถแสดงหลักฐานทะเบียนบ้าน และใบเกิดได้ จึงต้องพำนักอาศัยในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายต่อไป
“เราทราบกันดีว่ายังมีลูกหลานทหารผ่านศึกอีกจำนวนมากที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายในไต้หวัน แต่ตอนนี้ได้แต่เพียงช่วยเหลือผู้ที่เดินทางมาไต้หวันแล้วเท่านั้น” คุณทังฮุ่ยเจินระบุเพิ่มเติมว่า แต่ละรายมีสถานะที่แตกต่างกัน ต้องการเอกสารหลักฐานที่แตกต่างกัน จำเป็นต้องช่วยพวกเขาจัดการเอกสารต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมด แล้วจึงจัดทำเป็นหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูงในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานต่างๆ เพราะหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพบว่าไม่ถูกต้อง ก็อาจจะทำให้พวกเขาไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก
คุณทังฯ ระบุอีกว่า ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2023 จนถึงตอนนี้ ได้ให้ความช่วยเหลือยื่นขอมีถิ่นที่อยู่แล้วประมาณ 376 ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้สงครามในเมียนมารุนแรงมาก ทำให้การขอหลักฐานใบเกิดยากมากกว่าในอดีต ประกอบกับบางรายก็ค่อนข้างซับซ้อน เธอเห็นว่ารัฐบาลควรแก้ไขปัญหานี้เป็นการเฉพาะ
“เมื่อยืนอยู่บนจุดยืนของมนุษยธรรม มีเป็นจำนวนมากที่ไม่มีสัญชาติที่ไทย-เมียนมา เมื่อมาไต้หวันก็ต้องอยู่อย่างผิดกฎหมาย พวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะขอเข้าถือสัญชาติ แต่ตระหนักดีว่าตนเพียงแต่ต้องการย้ายกลับมายังประเทศชาติของตนเท่านั้น”
เข้าร่วมการหาเสียงเลือกตั้งอย่างกระตือรือร้น แต่กลับไม่มีสิทธิเลือกตั้ง
คุณหวางเกินเซินที่มาจากสามเหลี่ยมทองคำคาดว่า มีลูกหลานทหารผ่านศึกไทย-เมียนมาจำนวนมากที่ไม่อาจมีถิ่นที่อยู่ในไต้หวันอย่างถูกต้องตามกฎหมายนับหมื่น พวกเขาต้องทำงานอย่างผิดกฎหมายด้วยความเหน็ดเหนื่อย ผู้โชคดีหน่อยก็ได้รับการช่วยเหลือจากญาติมิตร
ไม่มีสถานะบุคคล จนถึงขอมีถิ่นที่อยู่ ไปจนถึงมีบัตรประชาชน หนทางนี้ พวกเขาไม่รู้ว่าจะเดินไปถึงจุดหมายได้เมื่อใด? คุณหวางฯ ถอนหายใจระบุว่า “กลุ่มชนของพวกเรามีจำนวนไม่มาก ไม่มีคะแนนเสียง จะให้พวกเขาให้ความสำคัญได้อย่างไร? เพราะฉะนั้น เมื่อตัวเองมีความสามารถและได้รับสิทธิแล้ว ก็คิดแต่เพียงว่าต้องช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติให้มากกว่านี้
ในช่วงการเลือกตั้งปี 2024 คุณหวางเกินเซิน ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง หากวันหนึ่งเขามีสิทธิใช้บัตรเลือกตั้งเปล่งเสียงของตนออกมา “เราก็จะลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ยอมช่วยเหลือพวกเขา”
ส่วนคุณหยางฟาจุ่นที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี กว่าจะได้รับสิทธิมีถิ่นที่อยู่ในไต้หวันก็บอกว่า “หากวันหนึ่ง ตนมีบัตรประชาชนไต้หวัน ก็ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง นี่เป็นภารกิจพื้นฐานที่ตนกลายเป็นพลเมืองไต้หวัน” การเลือกตั้งปีนี้ แม้คุณหยางฯ จะยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ก็มีลูกหลานทหารผ่านศึกจากไทย-เมี่ยนมาจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมการหาเสียงเลือกตั้ง “พวกเราที่มีถิ่นที่อยู่อย่างถูกกฎหมาย ได้ตั้งความหวังว่าจะมีโอกาสแสดงความคิดเห็นความต้องการของตนให้ระดับสูงในรัฐบาลรับทราบ นำเอาเรื่องราวความยากลำบากของพี่น้องจำนวนมากประสบอยู่บอกเล่าให้รัฐบาลรับทราบ”
“ผมก็อยากไปใช้สิทธิเหมือนกัน” คุณต้วนเฉิงหลินที่ยังไม่ได้รับสิทธิพำนักอาศัยในไต้หวันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีความตั้งใจอยู่ในใจ เขาถือว่าไต้หวันเป็นเสมือนบ้านเกิดของตนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว การเลือกตั้งในปีนี้เขาได้ร่วมกับญาติมิตรเข้าร่วมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ร่วมกับผู้คนเปล่งเสียงสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง
“ปัจจุบันแม้จะไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็น อยากจะพูดอะไรก็พูดไม่ได้ หากในอนาคตมีโอกาสกลายเป็นคนไต้หวันอย่างแท้จริง ก็จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง นี่เป็นสิทธิที่พลเมืองพึงมี ต้องไปใช้สิทธิแน่ๆ”
บรรยากาศบริเวณหอเรื่องราวลูกหลานทหารผ่านศึกชายแดนไทย-เมียนมา ที่เถาหยวน