Rti แสดงวิสัยทัศน์ก้าวข้ามพรมแดน ภาษาและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยภาษาหลากหลาย
สถานีวิทยุเรดิโอไต้หวันอินเตอร์เนชันแนล (Radio Taiwan International หรือ Rti) ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมครั้งที่ 9 ของศูนย์เอเชียเซ็นเตอร์ (Asia Centre) ที่ประเทศไทย ในวันที่ 22 สิงหาคม 2024 ซึ่งนางไล่ซิ่วหรู (賴秀如) ประธาน Rti เป็นประธานการประชุมในหัวข้อ "Beyond Borders and Ethnicities: Amplifying the Voice and Diversity" อภิปรายวิธีการก้าวข้ามพรมแดน ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งเสริมสื่อการกระจายเสียงด้วยหลากหลายภาษาและการยอมรับระหว่างกัน
นางไล่ซิ่วหรู (ที่สองจากซ้าย) ประธานอาร์ทีไอ กับผู้ร่วมสัมมนา
ในงานสัมมนาดังกล่าว อาร์ทีไอ ซึ่งเป็นสถานีวิทยุแห่งชาติของไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้เชิญผู้มีประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการก้าวข้ามพรมแดน ภาษา และชาติพันธุ์ ซึ่งประกอบไปด้วยคุณ Tony Thamsir ผู้ดำเนินรายการภาคภาษาอินโดนีเซีย อาร์ทีไอ คุณจูไฮ่ลี่ (Mulihay Talus) กลุ่มชาติพันธุ์ Sakizaya ผู้ดำเนินรายการภาคภาษาชนพื้นเมืองไต้หวัน สถานีวิทยุชนพื้นเมือง หรือ Alian Radio คุณหลี่หมิงลี่่ รองผู้อำนวยการสถานีวิทยุอาร์ทีไอ ซึ่งมีสายเลือดชนพื้นเมืองไต้หวัน 1 ใน 4 และ ดร. Martin Petlach จากมหาวิทยาลัย Mendel จากสาธารณรัฐเช็กร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการวิจัยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
คุณโทนี่ฯ จากอาร์ทีไอ ภาคภาษาอินโดนีเซีย เล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า เนื่องจากตนมีหน้าตาเหมือนคนจีน ทำให้เคยถูกกีดกันในอินโดนีเซีย แต่เมื่อตนมาศึกษาต่อในไต้หวันก็พบว่า เนื่องจากตนมีสัญชาติอินโดนีเซีย จึงถูกมองว่า “ไม่ใช่คนจีน” สองสถานะของตนเช่นนี้ ทำให้เขาต้องเผชิญกับความท้าทายที่ต้องปรับตัวจากการก้าวข้ามวัฒนธรรมอันหลากหลาย คุณโทนี่ฯ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อ ต่อมาทำงานในฐานะที่ปรึกษาแรงงานต่างชาติของเทศบาลกรุงไทเป เขาเล่าว่าในช่วงที่อินโดนีเซียเกิดจลาจลต่อต้านคนจีน โรงงานของพ่อถูกวางเพลิงเผาวอดเป็นจุล สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งความพยายาม เลือกที่จะทำหน้าที่ในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่างวัฒนธรรมอินโดนีเซียกับวัฒนธรรมไต้หวัน จนกลายมาเป็นผู้ดำเนินรายการภาคภาษาอินโดนีเซียของ อาร์ทีไอ ส่งเสียงถ่ายทอดเรื่องราวไต้หวันให้ผู้ฟังชาวอินโดนีเซียเข้าใจไต้หวันมากขึ้น
ทางด้านคุณจูลี่ไฮ่ หรือ Mulihay Talus จากชนพื้นเมือง Sakizaya ไต้หวัน ในชุดชนพื้นเมืองซากิซายา ไต้หวัน แบ่งปันประสบการณ์ของตนว่า ชาติพันธุ์ซากิซายา เป็นชนพื้นเมืองลำดับที่ 13 ที่ได้รับการรับรองจากทางการไต้หวัน ซึ่งในช่วงสมัยราชวงศ์ชิง ได้เกิดเหตุการณ์Takubuwa a kawaw” ทำให้ชาติพันธ์ซากิซายาจำนวนมากจนล้มตาย บาดเจ็บ อพยพ ทำให้วัฒนธรรมและภาษาของชาติพันธ์ซากิซายา ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติอาเหม่ย (Amis) นานเกินกว่าศตวรรษ
ส่วนคุณหลี่หมิงลี่ รอง ผอ. อาร์ทีไอ ในฐานะที่มีสายเลือดชาติพันธุ์ในไตัหวัน 1 ใน 4 ก็เล่าว่า ภาษาเป็นหัวใจของวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ และเล่าประสบการณ์ในช่วงที่รัฐบาลไต้หวันมีนโยบาย “ภาษาจีนกลาง” ห้ามการใช้ภาษาแม่ของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทำให้ความสามารถในการสื่อสารทางภาษาต้องขาดหายไปถึง 2 รุ่น จึงมีความจำเป็นต้องฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมของชาติพันธ์ุ
ดร. Martin Petlach แห่งมหาวิทยาลัย Mendel สาธารณรัฐเช็ก ได้บรรยายเกี่ยวกับ “ความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลของตน” ซึ่งเขาได้ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมั่นทางการเมืองและการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งคำถามว่า “พวกคุณเชื่อใจรัฐบาลของคุณหรือไม่?” สิ่งที่เขาศึกษาก็คือความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีต่อรัฐบาล กองทัพ สภา และสื่อมวลชน ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญของระบบการเมืองของแต่ละประเทศ ซึ่งสำรวจพบว่า ในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันค่อนข้างมาก อย่างในเวียดนามมีความเชื่อมั่นต่อกลไกการเมืองสูงถึง 90% ในขณะที่ในมาเลเซียและในไทยค่อนข้างต่ำมีเพียง 40% เท่านั้น
ทางด้านนางไล่ซิ่วหรู ประธานอาร์ทีไอ ก็ได้ได้ตั้งคำถามว่า "AI จะส่งผลกระทบต่อการอนุรักษ์ภาษาและการบรรณาธิการข่าวหรือไม่" ซึ่งนาย Filip Noubel เน้นย้ำว่า "AI เป็นเครื่องมือ" แต่การรายงานข่าวใดๆ จะต้องไม่ละทิ้ง "การควบคุมและการแก้ไขด้วยมนุษย์" โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางสิ่งไม่สามารถแทนที่ด้วย AI ได้ มีเพียงการตรวจสอบโดยมนุษย์เท่านั้น จึงจะวิเคราะห์โดยละเอียดเกี่ยวกับภูมิหลังทางวัฒนธรรมและสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าเรื่องราวที่นำเสนอเป็นสิ่งถูกต้องที่สุด
คุณจูไฮ่ลี่ (Mulihay Talus) (ซ้าย) กลุ่มชาติพันธุ์ Sakizaya
พลังไร้เสียง ไร้ขีดจำกัด - อันชิ่งหลง โค้ช “มนุษย์เหล็ก” Summer Deaflympics สานฝันสู่โอลิมปิก (2)
เปลี่ยนจากนักกีฬามาเป็นโค้ช ความคิดและอุดมการณ์ของคุณอันชิ่งหลง ได้รับผลอย่างลึกซึ้งจากโค้ช “หวางเหวินเสียง” ที่มีความผูกพันเสมือพ่อกับลูก ที่เป็นแบบอย่างสำหรับเขา
โค้ชในยุคแรก ๆ จะค่อนข้างเข้มงวด ไม่ค่อยสังเกตเห็นว่าบนร่างกายของลูกทีมมีบาดแผล” ตอนนั้น โค้ชหนึ่งคนต้องสอนนักกีฬาเกือบ 20 คน ทำให้โค้ชมักจะทำงานจนไม่มีเวลา และยิ่งไม่ต้องไปกล่าวถึงความต้องการของนักกีฬาว่าได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงหรือไม่ คุณอันชิ่งหลงฟื้นความทรงจำว่า ในตอนนั้น หากเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บก็ต้องกัดฟันอดทน หากทนไม่ไหว หรือหมดแรงก็จึงจะส่งไปโรงพยาบาล
ต่อมาเมื่อถูกโค้ชที่รู้จักส่งไปอยู่ภายใต้การฝึกสอนของโค้ชหวางเหวินเสียง โรงเรียนมัธยมปลายเถาหยวน เพื่อเตรียมเข้าร่วมการแข่งขัน Summer Deaflympics ปี 2009 “อัน ไปด้วยกันนะ” โค้ชหวางเหวินเสียงเชื้อเชิญคุณอันชิ่งหลงให้ร่วมฝึกกรีฑากับเพื่อนร่วมทีม แม้จะมีเพียงเขาคนเดียวที่มีปัญหาทางประสาทหู แต่บรรยากาศของการฝึกซ้อมที่นี่ดีมาก โค้ชหวางเหวินเสียงจึงดูแลเขาเป็นอย่างดี เพื่อให้เขา “ฝึกซ้อมอย่างมีความสุข”
“โค้ชหวางเหวินเสียงไม่เคยใช้อารมณ์ เขาจะบอกกับผมว่า “โอเค เจ็บขาก็ไม่ต้องฝึกกระโดดสูง ไม่งั้นขาจะเจ็บมากขึ้น” คุณอันชิ่งหลงศึกษาหลาย ๆ อย่างจากตัวโค้ชหวางเหวินเสียง โค้ชทำให้นักกีฬามีความรู้สึกใกล้ชิดกัน ปรับทุกข์กันได้ ส่วนนักกีฬาก็ต้องบอกถึงความต้องการของตน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันต้องเป็นไปอยางใกล้ชิด และมีอุณหภูมิด้วย
ในช่วงแรกยังมีพื้นฐานไม่ดีพอ คุณอันชิ่งหลงดูเหมือนว่าจะเริ่มต้นจากการสังเกตและการเลียนแบบ ท่ามกลางการให้คำแนะนำจากโค้ชหวางเหวินเสียงค่อย ๆ ฝึกการค้ำถ่อ ซึ่งเป็นกีฬาที่ตนไม่ถนัดมากที่สุด แต่ก็ปรากฎว่าในการแข่งขัน Summer Deaflympics ปี 2009 ที่ไทเป คุณอันชิ่งหลงไม่เพียงแต่คว้าเหรียญรางวัลมาครองได้ในการแข่งขันทศกรีฑา คว้าเหรียญเงินในประเภทค้ำถ่อด้วยสถิติ 4.55 ม. โค้ชกับนักกีฬากอดกันกลมแน่นด้วยความดีใจ ตื้นตันจนน้ำตาไหล
แต่ในวันนี้ คุณอันชิ่งหลงได้ปวรณาตนว่าจะสามารถสร้างผลงานแซงหน้าผลงานในอดีตของโค้ชหวางเหวินเสียง กลายเป็นเสาค้ำนักกีฬารุ่นใหม่ ๆ ทุกครั้งที่เข้าร่วมการแข่งขันก็จะนัดกับเพื่อน ๆ ที่หน้าโรงเรียน ขึ้นรถเมล์ไปสนามแข่งขัน และเมื่อแข่งขันเสร็จแล้ว ก็จะช่วยเพื่อน ๆ เก็บอุปกรณ์ข้าวของต่าง ๆ กินข้าวกล่อง คุยกัน และเขามักจะชวนรุ่นพี่ที่จบกาศึกษาไปแล้ว “กลับมาเยี่ยม” โรงเรียน นอกจากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกซ้อมแล้ว ยังเป็นการสร้างความสามัคคีให้แก่ทีมกรีฑาของโรงเรียนด้วย นักกีฬาร่วมทีมมีความรู้สึกว่าคุณอันชิ่งหลง อารมณ์ขันและเข้าหาง่าย แต่ในสายตาบุคคลภายนอกเห็นว่าเขาได้ใส่ใจและทุ่มเทความรักให้แก่ลูกทีมเป็นอย่างดี “เขามิได้เป็นเพียงโค้ชเท่านั้น แต่เวลาส่นใหญ่ผมเห็นว่าเขามีบทบาทเป็นพ่อด้วย” คุณจางเจิ้นอวี่ เลขาธิการสมาคมกีฬาผู้พิการทางหู สาธารณรัฐจีน ได้กล่าวถึงคุณอันชิ่งหลงดังกล่าวข้างต้น
ยืนบนเวทีเดียวกันกับคนปกติ เพื่อ “การแข่งขันที่เป็นธรรม”
ในการแข่งขัน มักจะเห็นคุณอันชิ่งหลงใช้กล้องในโทรศัพท์มือถือเก็บภาพบรรดานักกีฬา เสมือน “พ่อ” คนหนึ่ง นอกจากจะเป็นการเก็บบันทึกเรื่องราวของบรรดานักกีฬาแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่านี้ก็คือเพื่อปรับปรุง “ท่าทาง” สำคัญในขณะแข่งขันให้มีความถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น “การบริหารร่างกาย” หรือให้ความสำคัญกับการ “วิ่งจ็อกกิ้ง” เพื่อวอร์มร่างกาย เป็นการฝึกฝนการออกแรงของนักกีฬาและเป็นปมเงื่อนสำคัญที่จะส่งผลต่อความเร็วในการวิ่งด้วย
“ตอนพุ่งแหลน ผมจะให้ความสำคัญไม่ใช่ว่าจะพุ่งได้ไกลแค่ไหน? แต่ท่าการพุ่งแหลนต้องปรับให้ถูกต้อง” เป็นสิ่งที่คุณอันชิ่งหลงให้ความสำคัญมากกว่าผลการแข่งขัน รวมทั้งให้ความสำคัญกับความสามารถพื้นฐานและการฝึกท่าพื้นฐานให้ถูกต้องมากกว่า ซึ่งเป็นพื้นฐานที่โค้ชหวางเหวินเสียงใช้เวลาอย่างมากในการปลูกฝังให้แก่เขาในปีนั้น ต่อมาจึงกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลงานโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
บนกำแพงในห้องฝึกร่างกายชั้นใต้ดินโรงเรียนคนหูหนวกไทเป นอกจากจะมีโปสเตอร์การเข้าร่วมการแข่งขัน Summer Deaflympics ปี 2009 ของคุณอันชิ่งหลง ด้านข้างยังมีรายชื่อผลงานของรุ่นพี่ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเมื่อ ม.ค. ปีนี้ เขาเพิ่งพาทีมไปร่วมการแข่งขัน Summer Deaflympics เยาวชน ครั้งที่ 1 ที่เซ็นต์เปาโล ประเทศบราซิล มีหลายคนที่เข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก แต่สร้างผลงานได้ค่อนข้างโดดเด่น ซึ่งคุนอันชิ่งหลงกำลังวางแผนที่จะนำเอาผลการแข่งขันในครั้งนี้ ติดไว้บนกำแพงด้วย “ที่ผ่านมาไม่เคยมีการนำผลงานมาแปะไว้บนกำแพง ทำให้ไม่มีใครเชื่อว่าโค้ชอย่างตัวเขาเคยคว้าเหรียญทองในการแข่งขันเมื่อปี 2001
ทีมนักกรีฑาของโรงเรียนคนหูหนวกไทเปจำนวนไม่น้อยที่ยึดถือเอาคุณอันชิ่งหลงเป็นเป้าหมายของตน แต่นอกจากจะสั่งสมประสบการณ์การแข่งขัน และเสริมเทคนิคการแข่งขันของตนแล้ว คุณอันชิ่งหลงยังหวังว่า เด็ก ๆ เหล่านี้จะไม่แข่งแต่กับเฉพาะคนหูหนวกเท่านั้น แต่ยังสามารถแข่งกับคนปกติได้อีกด้วย ที่ผ่านมา การแข่งขันกีฬาระดับมัธยมไทเป หรือชิงถ้วยเยาวชนแห่งชาติกับถ้วยจงเจิ้ง ก็จะได้เห็นพวกเขาเข้าร่วมการแข่งขันด้วย
ก.พ. ปีนี้ ก่อนที่การแข่งขันกีฬาระดับมัธยมกรุงไทเปจะเริ่มต้นขึ้น เด็ก ๆ จากโรงเรียนคนหูหนวกไทเปได้กล่าวถึงการแข่งขันนี้เซ็งแซ่และเสียงดังฟังชัดมากกว่านักเรียนโรงเรียนอื่น ๆ แต่ก็เป็นไปอย่างเงียบ ๆ ด้วย คุณเฉินเหวยไข่ นักกีฬาทีมกรีฑาของโรงเรียน สูดดมกลิ่นน้ำมันนวดกล้ามเนื้อในสนามไปพร้อม ๆ กับการกุมถุงน้ำแข็งเพื่อทำให้จิตใจสงบลงบ้าง “นอกจากความเครียดแล้ว ก็คือความเครียด เพราะนักกีฬาที่มีร่างกายปกติมีเป็นจำนวนมาก แต่ผมเป็ยนักกีฬาคนหูหนวก” คุณเหลียงโย้วฉี นักกีฬาที่สามารถใช้ภาษาพูดสื่อสารได้ ช่วยแปลความในใจของคุณเฉินเหวยไข่
ในการแข่งขันครั้งนั้น สิ่งที่โค้ชอันชิ่งหลงใช้ทดสอบนักกีฬาในทีมก็คือ “สื่อสารด้วยตนเอง” เนื่องจากการแข่งขันของบุคคลทั่วไปไม่เหมือนกับการแข่งขันของผู้พิการทางหูที่ต้องมีการติดตั้ง “ระบบช่วยการมอง” เพื่อช่วยให้นักกีฬาสามารถตัดสินได้อย่างถูกต้อง คุณอันชิ่งหลงให้กำลังใจก่อนเริ่มออกสตาร์ทจากลู่วิ่ง ให้ทำความเข้าใจกับกรรมการเรื่องธงที่ใช้นำทาง และตำแหน่ง เพื่อสร้างโอกาสที่เป็นธรรมให้แก่การแข่งขัน เนื่องจากการโบกธงจะช้ากว่าเสียงปืนออกสตาร์ทเล็กน้อย ล้วนส่งผลเป็นอย่างมากต่อผลการแข่งขัน
คุณอันชิ่งหลงยืนยันว่า “ในอีก 20 ปีข้างหน้า ตนจะยังคงเป็นโค้ชต่อไป นักกีฬามีแรงขับเคลื่อน มีเป้าหมาย เราก็จะพยายามร่วมกันต่อไป งานของผมก็เป็นแบบนี้ วิธีเดียวกันไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือต้องช่วยเหลือพวกเขา”