สหรัฐฯ ประกาศจำหน่ายอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องบินรบ F-16มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ ให้ไต้หวัน
กระทรวงกลาโหม ไต้หวันระบุว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศจำหน่ายอะไหล่ทั่วไป เครื่องบินรบ F-16 มูลค่า 220 ล้านดอลลาร์ และอะไหล่เฉพาะสำหรับเครื่องบินรบ F-16 มูลค่า 80 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งสิ้น 300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.6 พันล้านเหรียญไต้หวัน ให้แก่กองทัพอากาศไต้หวัน ซึ่งได้แจ้งให้รัฐสภาสหรัฐฯ รับทราบ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอีก 1 เดือนข้างหน้า ซึ่งกระทรวงกลาโหม ไต้หวันได้แสดงความขอบคุณ รวมทั้งระบุว่า การจำหน่ายอะไหล่เครื่องบินรบ F-16 ให้ไต้หวันในครั้งนี้ จะทำให้กองทัพอากาศไต้หวันสามารถซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามความต้องการของกองทัพไต้หวัน ทำให้สมรรถนะการสู้รบของกองทัพได้มาตรฐานที่ควรจะเป็น
กระทรวงกลาโหม ไต้หวันระบุว่า จีนต้องการที่จะทำให้เกิดช่องว่างของพื้นที่สีเทา ก่อกวนไต้หวัน เป็นเรื่องปกติ กดดันการฝึกซ้อมทางอากาศและลดเวลาในการมีปฏิกิริยาตอบกลับของไต้หวัน อะไหล่ที่สหรัฐฯ อนุมัติจำหน่ายให้ไต้หวันครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการเสริมซ่อมบำรุงส่วนที่สึกหรอไป ทำให้การฝึกซ้อมและสมรรถนะการสู้รบของกองทัพไต้หวันมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ ไม่ลดหย่อนลง
รมว. กลาโหมไต้หวันเสนอแผน “เสริมความเข้มแข็งในการป้องกันประเทศให้แก่สังคม”
นายกู้ลี่สง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ตอบกระทู้ถามของ ส.ส. ในสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการซ้อมรบของกองทัพจีนที่ถามว่า ฝั่งตรงข้ามกำลังฝึกซ้อมแผนการสู้รบแบบบูรณาการเป็นหนึ่งเดียว” ขณะเดียวกันก็ได้เรียกร้องให้ไต้หวันควรพิจารณาจากในแง่มุมของยุทธศาสตร์การป้องกันความปลอดภัยแห่งชาติของไต้หวัน
นายกู้ฯ ได้ตอบว่า ในการประชุมความมั่นคงแห่งชาติก็ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ “แผนเสริมความทรหดการป้องกันประเทศของสังคม” แบบข้ามกระทรวง จึงจะสามารถเสริมความทรหดในการทำสงครามของไต้หวันได้
นายกู้ลี่สง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน
รบ. ไต้หวันเสนอญัตติทบทวนร่างแก้ไข กม. ปฏิรูปรัฐสภาที่ผ่านวาระ 3 ด้วย 7 เหตุผล
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา ภาบริหาร ไต้หวันได้มีหนังสือถึงสภานิติบัญญัติ ขอให้มีการทบทวนร่างแก้ไข "กฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่สภานิติบัญญัติ” และ “กฎหมายอาญา” ไต้หวัน ที่ผ่านมาพิจารณา 3 วาระของสภานิติบัญญัติเมื่อวันที่ 28 พ.ค. โดยระบุว่าเป็นร่างแก้ไขที่ฝ่ายบริหารยากจะปฏิบัติตามได้ พร้อมแนบ 7 เหตุผล ดังนี้ 1) ไม่มีการพิจารณาอภิปรายอย่างจริงจัง ขัดหลักการประชาธิปไตย 2) ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับระบบการปกครองที่มีผู้นำ 2 คน (ปธน. กับ นรม.) รูปแบบการซักถามประธานาธิบดีในสภาฯ ขัดรัฐธรรมนูญ 3) มีสิทธิสอบสวนประชาชนทั่วไปได้ทุกกรณี อำนาจประชาพิจารณ์ไร้ขอบเขต 4) ละเมิดขั้นตอนทางกฎหมาย และละเมิดหลักความธรรมของกระบวนการ 5) ใช้สิทธิพิจารณาเห็นชอบการแต่งตั้งบุคลากรของรัฐบาล โดยไม่มีกำหนดเวลา ทำให้รัฐบาลไม่อาจทำงานได้ 6) ความผิดฐาน“ละเมิดรัฐสภา” ไม่มีการกำหนดความหมายที่ชัดเจน จงใจขยายอำนาจของสภาฯ และ 7) “สงสัย” ความบริสุทธิ์ใจของ จนท. ที่ให้ปากคำต่อสภาฯ และต้องรับผิดชอบโทษอาญาด้วย
นรม. จั๋วหรงไท่ (กลาง)
“มุมมองสิทธิเด็ก” ตัดสินใจการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมได้ด้วยตนเอง? เราควรเชื่อการตัดสินใจของเด็ก ๆ หรือไม่?
“หลักการผู้เยาว์แต่ความคิดสุกงอมแล้ว” ของสหรัฐฯ เคารพการปฏิเสธการให้โลหิตของเด็กตามความเชื่อทางศาสนา
อย่างไรก็ดี กล่าวสำหรับเด็กและเยาวชนแล้ว เด็ก ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่บางส่วนมีความคิดที่สุกงอมเพียงพอที่จะตัดสินปัญหาด้วยตนเองแล้ว การตัดสินใจของพวกเขาควรได้รับการเคารพและประเมินอย่างไร?
คุณหมอลวี่ลี่ ผู้อำนวยการศูนย์แพทย์เด็ก โรงพยาบาลเด็ก มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ได้ยกตัวอย่างกรณีของเด็กชายอู๋เจียหยวนซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งในเม็ดโลหิต เมื่อวัยเพียง 17 ปี เขายังไม่บรรลุนิติภาวะ โรคมะเร็งเม็ดโลหิตอย่างเฉียบพลันในตอนนั้น หากรับการรักษาด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันก็มีโอกาสที่จะรักษาให้หายและมีชีวิตต่อไปได้ ซึ่งแพทย์จิตวิทยาก็ประเมินแล้วว่า เขาเป็นเด็กชายที่มีความคิดสุกงอมและมีสติสัมปชัญญะดีเยี่ยม และได้แสดงจุดยืนที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องการใช้วิธีการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน แต่คุณแม่ไม่เชื่อการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน ต้องการให้ลูกรักษาด้วยวิธีการอื่น จึงไม่ยอมเซ็นชื่อยินยอมให้มีการรักษาตามความต้องการของลูก
คุณหมอลวี่ลี่ ผู้อำนวยการศูนย์แพทย์เด็ก โรงพยาบาลเด็ก มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน
จุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างคุณแม่กับคุณลูก แต่การรักษาก็มีช่วงจังหวะเวลาทองแห่งการรักษา เมื่อมีการประนีประนอมกันแล้ว ศูนย์ป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัวของเทศบาลนครนิวไทเปจึงเห็นว่า การให้การรักษาที่เหมาะสมแก่เด็กชายอู๋เจียหยวนโดยราบรื่น ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างทันกาล เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดต่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงได้เร่งรีบให้การรักษาเด็กชายอู๋ฯ โดยเร่งด่วน ทำให้เด็กชายอู๋ฯ ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีตามความต้องการของเด็กเอง
คุณเหลยเหวินเหมย ระบุว่า ที่สหรัฐฯ มีหลักการที่เรียกว่า “Mature minor doctrine” หรือ “หลักการความคิดสุกงอมของผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ” หลักการนี้อนุญาตให้ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งมีความสามารถสุกงอมเพียงพอในการเข้าใจและตัดสินใจด้วยตนเอง มีสิทธิที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองได้ หลักการดังกล่าวอนุญาตให้ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่มีความสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองตามอายุที่เพิ่มขึ้น แพทย์และพยาบาลต้องเคารพต่อการตัดสินใจด้วยตนเองของพวกเขา รวมทั้งเป็นหลักประกันให้แก่การตัดสินใจด้วยสติของพวกเขา
คุณเหลยเหวินเหมย สถาบันบัณฑิตศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยหยางหมิงเจียวทง ไต้หวัน
ในปี 2007 Dennis Lindberg เด็กวัย 14 ชาวอเมริกัน ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ปฏิเสธการให้เลือดเพื่อการรักษา เพียงเพราะมีความเชื่อและศรัทธาต่อศาสนาคริสต์ หรือ Jehovah's Witnesses โดยเห็นว่า การให้เลือดเท่ากับเป็นการละเมิดคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลซีแอตเติลจึงตัดสินใจปฏิบัติตามความต้องการของเด็กชายผู้นี้ ตามหลักการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งศาลก็ได้พิพากษาเห็นชอบด้วยว่า การตัดสินใจของเด็กชายผู้นี้เพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความสุกงอมของเขา วันที่ 28 พ.ย. 2007 เดนนิสฯ ต้องเสียชีวิตลงเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาโดยการให้เลือด คุณหมอเหลยเหวินเหมย ระบุว่า “กรณีนี้เป็นตัวอย่างในการเคารพต่อการตัดสินใจของเด็กนั่นเอง” ในทางตรงข้าม ก็เคยมีตัวอย่างที่พ่อแม่ผู้ปกครองปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกหลานของตนรับการรักษาโดยการให้เลือด แต่ทีมแพทย์ได้ยื่นฟ้องต่อศาล จนศาลพิพากษามีคำพิพากษาบังคับให้ต้องให้เลือดเพื่อรักษาชีวิตของเด็ก
“หากเป็นผม ผมก็จะวินิจพิเคราะห์จากแง่มุมแห่งความสัมพันธ์ทั้งระบบ ก็ต้องใหความสำคัญกับการทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบต่อความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน ไม่ใช่เพียงเฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น ช่วยเขาออกมา และต้องคำนึงถึงอนาคตในการมีชีวิตอยู่ในระยะยาวของเด็ก ๆ ด้วย” นั่นเป็นความรู้สึกลึก ๆ ของคุณ หลินหย่าผิง ต้องขยายการทำความเข้าใจให้กว้างขวางมากยิ่งึ้น คำนึงถึงสถานะและความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็ก ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
ช่วงโควิด เด็ก ๆ ก็มีสิทธิเลือกที่จะฉีดวัคซีนหรือไม่
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก (United Nations Convention on the Rights of the Child: CRC, UNCRC) มีพื้นฐาน สนับสนุนการรักษาพยาบาลที่คำนึงถึง “สิทธิเด็ก” เป็นสำคัญ ซึ่งรวมถึง การรับฟังความคิดเห็นของเด็ก ๆ แต่ในไต้หวัน ผู้ปกครองจะเป็นผู้ตัดสินใจแทนเด็กๆ ในการรักษาพยาบาล โดยการปรึกษาหารือกับทีมแพทย์ที่ให้การรักษา
ในปี 2017 ไต้หวันได้พิจารณา “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก” เป็นครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติระบุว่า “คณะกรรมาธิการให้ความสนใจเด็ก ๆ ไม่ว่าจะมีความสามารถหรือไม่อย่างไร ก็จะต้องให้พ่อแม่ให้ความเห็นชอบยินยอมด้วย จึงจะสามารถรับการรักษาได้ ซึ่งแนวความคิดดังกล่วาไม่สอดคล้องกับทัศนะของคณะกรรมาธิการฯ ที่เห็นว่า เด็กที่มีความเข้าใจและความพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว แม้พ่อแม่จะไม่เห็นด้วย ก็ยังคงมีสิทธิตัดสินใจรับการรักษาได้ ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการพิจารณาเป็นครั้งที่ 2 นักสิทธิมนุษยชนนานาชาติยังคงมีความเห็นว่า ไต้หวันมิใได้ให้สิทธิความเป็นตัวของตัวเองในการรักษาพยาบาลแก่เด็ก ๆ อย่างพอเพียง
ดัชนี “Gillick competence” ของอังกฤษ ได้ให้สิทธิความเป็นตัวของตัวเองในการเลือกการรักษาพยาบาลของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างเต็มที่ ดัชนีดังกล่าวนำมาใช้ได้ในช่วงโควิดระบาดปี 2020 ในขณะที่วัคซีนยังไม่มีการทดลองข้างเตียงอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ได้นำออกมาฉีดให้แก่ผู้คน ผู้ปกครองบางส่วนวิตกกังวลจึงไม่ยอมให้ลูกหลานรับวัคซีน แต่กลับมีเด็ก ๆ ต้องการฉีดวัคซีน
ในขณะนั้น รัฐบาลของประเทศอังกฤษได้ประกาศแนวทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในการฉีดวัคซีน หากผู้ปกครองกับเด็กมีความเห็นต่างกัน แพทย์และพยาบาลต้องวินิจฉัยความสามารถของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามที่ระบุไว้ใน “Gillick competence” หลักการดังกล่าวจะพิจารณาระดับความสุกงอมทางความคิดของเด็ก ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะว่ามีความเข้าใจต่อสาระที่เกี่ยวข้องของการรักษาพยาบาลมากน้อยเพียงใด เพื่อวินิจฉัยให้ความเห็นชอบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือ “informed consent” หากมีคุณสมบัติครบถ้วน ผู้ปกครองก็ไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธการรับวัคซีนของเด็ก ๆ แต่หากทีมแพทย์เห็นว่าเด็กผู้นั้นยังมีคุณสัมบัติไม่ครบถ้วน และผู้ปกครองไม่เห็นด้วย ก็จะไม่ฉีดวัคซีนให้เด็ก
ไม่ว่าจะเป็น “หลักการผู้เยาว์แต่ความคิดสุกงอม” หรือ “Gillick competence” ล้วนต้องพิจารณาความสามารถในการตัดสินใจของเด็กว่าจะต้องมีความสามารถเป็นของตนเอง และสามารถแสดงความคิดเห็นด้วยตนเอง
คุณหมอเหลยฯ บอกว่า “ผมรู้สึกมาโดยตลอดว่า ในแง่ของการรักษาพยาบาล ควรที่จะต้องให้พื้นที่แก่เด็ก ๆ ให้มากยิ่งขึ้น เพราะเด็กต้องการความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ก็มักจะมีคุณหมอและกลไกที่เกีี่ยวข้องคอยให้ความช่วยเหลือคัดกรองอยู่แล้ว ซึ่งหมอจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพไม่ว่าจะเป็น โรคทางเพศ โรคแอลกอฮอล์ลิสซึม ติดยาเสพติด ตั้งครรภ์ หรือปัญหาภาวะจิตใจ ซึ่งอาจจะมาจากแรงกดดันจากพ่อแม่ผู้ปกครอง คุณหมอเหลยฯ เห็นว่ากับการใช้วิธีการให้ศาลเป็นผู้ตัดสินหรือแก้ไขกฎหมาย ควรเพิ่มพื้นที่ให้แก่การตัดสินใจของเด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องให้พ่อแม่เห็นด้วยในทุกเรื่อง
ต้องเอาสิทธิในการปฏิเสธของพ่อแม่ออกไปเสียก่อน ฝึกความสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองให้แก่เด็ก ๆ
เมื่อมองย้อนกลับไปยังสภาพปัจจุบันของไต้หวัน เนื่องจากผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะถูกมองว่ายังมีความคิดที่ยังไม่สุกงอมพอ ในแง่ของการตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาล สังคมก็ยังคงยึดถือความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นสำคัญ คุณหลินหย่าผิง บอกว่า ในสังคมยังคงมีแนวความคิดว่า “ร่างกายทั้งตัว มาจากพ่อแม่ จึงไม่อาจที่จะทำให้เกิดความเสียหายได้” ซึ่งเป็นความคิดเก่าโบราณคร่ำครึ ดังนั้น เมื่อไปเกี่ยวข้องกับประเด็นการรักษาพยาบาลของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็มักจะมีผู้ปกครองเป็นคนตัดสินใจให้ คุณหลินฯ บอกอีกว่า “สังคมทั้งสังคมควรเชื่อมั่นต่อคนรุ่นใหม่ เมื่อสังคมไม่มีความเชื่อมั่นต่อเด็ก ๆ ก็จะมีความรู้สึกพวกเขามีความสามารถเพียงพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนะอง หรือเลือกในสิ่งที่ดีกับพวกเขาเอง จึงมีความรู้สึกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะให้การคุ้มครองพวกเขา”
คุณหมอเหลยฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า วิธีการที่แข็งแรงมากกว่านี้ก็คือ ให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลือเด็ก ๆ ตัดสินใจ แต่มิใช่ให้ผู้ปกครองมีสิทธิ “ปฏิเสธ” การตัดสินใจของเด็กๆ
สร้างช่องทางสนับสนุนที่หลากหลาย ร่วมกันหาคำตอบที่ถูกต้อง
สปิริตของ “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไต้หวันให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นของเด็ก ๆ มากขึ้นเป็นลำดับ ขณะเดียวกันสถานพยาบาลต่าง ๆให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณแพทย์มากขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกัน คุณหมอเหลยฯ กับคุณหลินฯ ได้สังเกตพบว่า สังคมทั้งสังคมอาจจะมีการพูดถึงกรณีของเด็กชายอู๋เจียหยวนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากยิ่งขึ้น ทีมแพทย์ก็ยินดีที่จะรายงาน และทำความเข้าใจกับครอบครัว ไม่เหมือนในอดีตที่พ่อแม่เป็นคนตัดสินใจ อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมโดยรวมยังคงมีช่องทางที่จะปรับตัวให้ดีขึ้นมากกว่านี้ได้อีกมาก