1. ร้านคาราโอเกะ Party world สาขาหลินเซินไฟไหม้ตาย 6 หน่วยดับเพลิงชี้ ทางร้านมักง่าย ปิดระบบป้องกันและเตือนภัยทั้งหมด
เมื่อเช้าวันที่ 26 เม.ย.เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ ร้านคาราโอเกะชื่อดังชื่อเฉียนกุ้ย (錢櫃KTV) หรือ Party world สาขาหลินเซิน กรุงไทเป เจ้าหน้าที่ดับเพลิงรุดไปช่วยดับไฟ สามารถช่วยเหลือออกมาได้ 200 คน แต่ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ผู้รอดชีวิตเผยว่า มีคนมาเคาะประตูจึงรู้ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ไม่ได้ยินสัญญาณหรือการประกาศแจ้งเตือนภัยใดๆ
ร้านคาราโอเกะเฉียนกุ้ย (錢櫃 KTV) หรือ Party world สาขาหลินเซินในไทเปไฟไหม้ มีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิต 6 คน
ลูกค้าที่หนีไม่ทันส่วนใหญ่อยู่บนชั้น 7 จากการตรวจสอบขั้นต้นของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพบว่า ต้นเพลิงอยู่ที่ชั้น 5 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างซ่อมลิฟต์ และยังพบว่าระบบป้องกันอัคคีภัยทั้งหมดถูกปิดไว้
หน่วยดับเพลิง กรุงไทเป แถลงว่า จากสถานที่เกิดเหตุทำให้สรุปได้ในเบื้องต้นว่า อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย อุปกรณ์การกระจายเสียง ล้วนไม่ทำงาน ระบบป้องกันอัคคีภัยในอาคารทั้งหลังถูกปิดทั้งหมด
หน่วยดับเพลิงชี้ เจ้าของร้านมักง่าย ปิดระบบป้องกันและเตือนภัยทั้งหมด เป็นเหตุให้ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้จึงหนีไม่ทัน
อาคารหลังนี้เพิ่งผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ด้านนายเคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการกรุงไทเปสั่งการให้ตรวจสอบสถานที่สาธารณะที่ปิดมิดชิด อาทิ ร้านคาราโอเกะและโรงภาพยนตร์ในกรุงไทเปทุกแห่งว่า มีการละเมิดกฎระเบียบด้านความปลอดภัยหรือไม่
หน่วยดับเพลิงชี้ เจ้าของร้านมักง่าย ปิดระบบป้องกันและเตือนภัยทั้งหมด เป็นเหตุให้ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้จึงหนีไม่ทัน
เฉียนกุ้ยคาราโอเกะ เป็นหนึ่งในกิจการของบริษัท CASH BOX Partyworld Co., Ltd. ที่นอกจากจะมีร้านคาราโอเกะแล้ว ยังมีภัตตาคารและสถานบันเทิงชั้นหรูหรา (錢櫃會所) และเคยมีนิตยสารรายสัปดาห์แต่ต้องปิดตัวลงเพราะขายไม่ดี ปัจจุบันเฉียนกุ้ยคาราโอเกะทั่วไต้หวันมี 16 สาขา เฉพาะในกรุงไทเปมี 6 สาขา โดยสาขาหลินเซินที่เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในครั้งนี้ งตั้งอยู่ที่ถนนหลินเซินเป่ยลู่ ซึ่งเป็นแหล่งรวมสถานบันเทิงยามค่ำคืนของไทเป เป็นสาขาดั้งเดิม ได้ชื่อว่าเป็นร้านคาราโอเกะที่เก่าแก่เปิดกิจการตั้งแต่ปี 2543 หรือตั้งแต่ 20 ที่แล้ว
เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเช้าเวลาประมาณ 10.00 น. ซึ่งช่วงเช้าลูกค้าที่ไปใช้บริการมีไม่มากเหมือนช่วงกลางคืน มิฉะนั้นอาจจะกลายเป็นโศกนาฎกรรมที่ใหญ่กว่านี้ก็เป็นได้
หน่วยดับเพลิงชี้ เจ้าของร้านมักง่าย ปิดระบบป้องกันและเตือนภัยทั้งหมด เป็นเหตุให้ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้จึงหนีไม่ทัน
2. ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคเลี้ยงกุยหลิงเกา ในวันครบรอบ 100 วันของการจัดตั้งศูนย์บัญชาการควบคุมโรค สถานการณ์โควิด-19 ในไต้หวันเริ่มคลี่คลาย
เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา เป็นวันที่ตั้งศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันครบรอบ 100 วันพอดี และเป็นวันที่ไต้หวันไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ติดต่อกันเป็นวันที่ 3 และไม่พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากในประเทศติดต่อกันเป็นวันที่ 16 ถึงวันศุกร์ที่ 1 พ.ค. ไต้หวันไม่มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มติดต่อกันเป็นวันที่ 6 และไม่มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากในประเทศติดต่อกันเป็นวันที่ 19 แล้ว (วันเสาร์ที่ 2 พ.ค. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 3 ราย โดยติดเชื้อจากต่างประเทศทั้งหมด (มี 1 รายติดเชื้อจากญี่ปุ่น อีก 2 รายเป็นสามีภรรยากลับจากประเทศเซเนกัล) และต้องจับตาในวันแรงงานสากล 1 พ.ค. ซึ่งเป็นวันหยุดของผู้ใช้แรงงาน บวกกับวันเสาร์และอาทิตย์ ผู้คนจะแห่ไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ กันมากไหม? หากผ่านวันหยุดนี้ไป 14 วันโดยไม่พบผู้ป่วยเพิ่มในลักษณะระบาดในชุมชน ก็คงสบายใจขึ้นได้ว่า สถานการณ์น่าจะค่อยๆ ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ไต้หวันจะดีขึ้น แต่สถานการณ์ในต่างประเทศยังน่าเป็นห่วง ทำให้ยังต้องยึดนโยบายจำกัดการเดินทางต่อไป
ในโอกาสก่อตั้งครบรอบ 100 วัน ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคเลี้ยงนักข่าวด้วยกุยหลิงเกา (龜苓膏) พ้องเสียงกับคำว่ากุยหลิง (歸零) ที่แปลว่า กลับไปที่ศูนย์ หรือเซตซีโร่ (SET ZERO)
ในวันครบรอบ 100 วันของการจัดตั้งศูนย์บัญชาการควบคุมโรค ผู้บัญชาการของศูนย์ฯ ได้แก่นายเฉินสือจง รมว. กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ได้เลี้ยงนักข่าวด้วยกุยหลิงเกา (龜苓膏) ซึ่งเป็นเยลลี่สมุนไพรบำรุงสุขภาพ หน้าตาคล้ายเฉากุ๊ย แต่ไม่ใช่ ผลิตจากวัตถุดิบหลักเป็นเต่านกอินทรีย์และปวยเล้งหรือหกเหล็ง เป็นอาหารเสริมสุขภาพของจักรพรรดิในอดีต ปัจจุบันมีวางขายกันทั่วไป เหตุที่เลี้ยงเยลลี่สมุนไพรชนิดนี้ เพราะคำว่ากุยหลิง (龜苓) พ้องเสียงกับคำว่ากุยหลิง (歸零) ที่แปลว่า กลับไปที่ศูนย์ หรือเซตซีโร่ (SET ZERO) และได้กำชับนักข่าวว่า อย่าทานหมดเหลือไว้บ้าง จะได้กลับไปที่ 0 ได้ต่อไป
กุยหลิงเกา (龜苓膏) เป็นเยลลี่สมุนไพรบำรุงสุขภาพ คล้ายเฉากุ๊ย แต่ไม่ใช่ ผลิตจากวัตถุดิบหลักเป็นกระดองเต่านกอินทรีย์และปวยเล้งหรือหกเหล็ง เป็นอาหารเสริมสุขภาพของจักรพรรดิในอดีต ปัจจุบันมีวางขายกันทั่วไป
3. 100 วันที่ผ่านมา ทำพฤติกรรมการใช้ชีวิตของชาวไต้หวันเปลี่ยนแปลงมากมาย หน้ากากกลายเป็นของคู่กายสำคัญ
สิ่งแรกที่เปลี่ยนแปลงก็คือ หน้ากากอนามัยกลายเป็นสิ่งสำคัญคู่กาย ไม่ว่าอยู่ไปไหนก็ต้องใส่หน้ากาก เดิมคนไต้หวันมีการใส่หน้ากากเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ส่วนมากจะใส่เฉพาะออกไปข้างนอก ปกติอยู่ในที่ร่มจะไม่ค่อยใส่ แต่จากการะบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้หน้ากากเป็นของคู่กายที่ต้องสวมใส่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปในที่ร่มหรือกลางแจ้ง และหน้ากากก็กลายเป็นของมีค่า การต่อแถวเข้าคิวซื้อหน้ากาก แม้จะเสียเวลา แต่คนไต้หวันก็อดทน เพื่อให้ได้มาซึ่งหน้ากาก รวมถึงมีการใช้มือถือเพื่อเข้าแอปค้นหาร้านขายยาแหล่งซื้อหน้ากากมากขึ้น เมื่อซื้อหน้ากากได้แล้วจะรู้สึกดีใจ คล้ายกับถูกล็อตเตอรี่เลยทีเดียว และบางคนถึงขั้นไม่กล้าไอหรือจาม กลัวคนจะรังเกียจเข้าใจผิดคิดว่าติดเชื้อโควิด
หลังสู้โควิด-19 ช่วง 100 วันที่ผ่านมา พฤติกรรมการใช้ชีวิตของชาวไต้หวันเปลี่ยนแปลงไปมากมาย หน้ากากกลายเป็นสิ่งคู่กายสำคัญ
นอกจากใส่หน้ากากเป็นประจำแล้ว คนไต้หวันมีการล้างมือบ่อย บางคนล้างมือวันละกว่า 10 ครั้ง เพราะกลัวจะติดเชื้อ จนกลายเป็นว่า ว่างเมื่อไหร่หรือนึกขึ้นได้เป็นต้องไปล้างมือ
หลังสู้โควิด-19 ช่วง 100 วันที่ผ่านมา พฤติกรรมการใช้ชีวิตของชาวไต้หวันเปลี่ยนแปลงไปมากมาย หน้ากากกลายเป็นสิ่งคู่กายสำคัญ
4. โรคโควิด-19 ทำคนไต้หวันใช้บริการระบบขนส่งมวลชนลดลง หันมาขับรถส่วนมากขึ้น รถมอเตอร์ไซค์ใช้น้ำมันกลับมาได้รับความนิยม
คนไต้หวันจากเดิมที่นิยมนั่งรถไฟ รถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ตามการประชาสัมพันธ์ของรัฐที่เรียกร้องให้ลดการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิง และประหยัดพลังงานลดโลกร้อน หลังการระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว คนโดยสารระบบขนส่งมวลชนลดลง เพราะต้องใส่หน้ากากและกลัวติดเชื้อโควิด-19 หากจำเป็นต้องโดยสารระบบขนส่งสาธารณะ นอกจากจะใส่หน้ากากมิดชิดแล้ว เวลาอยู่บนรถจะเงียบกริบ ไม่มีเสียงคุยเหมือนก่อนหน้าเกิดการระบาดโดควิด-19 และคนหันมาขับรถยนต์ส่วนตัวเพิ่มขึ้น บนท้องถนนรถเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โรคโควิด-19 ทำคนไต้หวันใช้บริการระบบขนส่งมวลชนลดลง
ผู้โดยสารระบบขนส่งสาธารณะ นอกจากจะใส่หน้ากากมิดชิดแล้ว เวลาอยู่บนรถจะเงียบกริบ ไม่มีเสียงคุยเหมือนก่อน
การเว้นระยะห่างทางสังคม ทำผู้สูงอายุโดดเดี่ยวมากขึ้น
5. ผลดีของโควิด-19 ทำคนไต้หวันไปงานเลี้ยงลดลง ใบสั่งปรับเมาแล้วขับลดลง ไข้หวัดใหญ่หาย ตัวเลขสีแดงในใบรายงานผลการตรวจสุขภาพที่แสดงถึงอาการผิดปกติหรือเกินมาตรฐานลดน้อยลง
โควิด-19 แม้จะสร้างความไม่สะดวกและส่งผลเสียหายโดยเฉพาะต่อเศรษฐกิจ แต่ก็มีผลดีหลายอย่าง อย่างเช่นว่า มาตรการจำกัดการรวมกลุ่มและต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้คนไปงานเลี้ยงสังสรรค์ลดลง สุขภาพร่างกายดีขึ้น คนไต้หวันจำนวนมากพบว่า ขณะนี้ไปตรวจเช็คสุขภาพ ตัวเลขสีแดงในใบรายงานผลการตรวจที่แสดงถึงอาการผิดปกติหรือเกินมาตรฐานลดลง คงเป็นเพราะทานอาหารที่บ้านและเป็นเวลามากขึ้น
มาตรการจำกัดการรวมกลุ่ม ทำคนไปงานเลี้ยงต่างๆ ลดลง ในภาพงานวิวาห์ของคู่บ่าวสาวคู่หนึ่ง ลดจำนวนแขกรับเชิญจาก 40 โต๊ะเหลือ 20 โต๊ะ
คนทำอาหารกินเองและทำงานอดิเรกในบ้านมากขึ้น
ยังพบว่า ใบสั่งปรับเมาแล้วขับลดลง อุบัติเหตุก็ลดน้อยลง และไข้หวัดใหญ่แทบจะหายไปจากสังคมของไต้หวันแล้ว คนข้างบ้านรายหนึ่งเล่าว่า ก่อนเกิดโรคโควิด-19 หลานของเขาที่เรียนในโรงเรียนอนุบาล เป็นไข้หวัดบ่อยมาก ต้องพาไปหาหมอแทบทุกสัปดาห์ แต่ช่วง 100 วันที่ผ่านมา โรงเรียนอนุบาลทุกแห่งสอนให้เด็กใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ทำให้อาการดีขึ้นเรื่อย จนไม่ต้องพาหลานไปหาหมอนานแล้ว
คนหันมาขับขี่มอเตอร์ไซค์และรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น
ผลพลอยได้อีกอย่างคือ ไข้หวัดใหญ่ที่เคยระบาดหนักหายไปเลย ไม่ว่าจะในเด็กหรือผู้ใหญ่
6. 3 วัน มีคนไต้หวันกว่า 350,000 คนขานรับการบริจาคหน้ากากอนามัยเพื่อเพื่อนร่วมโลกร่วม 3.5 ล้านแผ่น
คนไต้หวันขานรับเสียงเรียกร้องของผู้บัญชาการศูนย์ควบคุมโรค บริจาคหน้ากากอนามัยให้ชาวโลกที่มีความต้องการและขาดแคลน ปรากฎว่าวันที่ 28 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการเรียกร้องดังกล่าวเพียงวันเดียว มีชาวไต้หวันกว่า 120,000 คน แสดงความจำนงที่จะบริจาคหน้ากากอนามัยด้วยการสละสิทธิ์รับหน้ากากอนามัยที่ตนสั่งซื้อแล้ว เพื่อให้รัฐบาลรวบรวมไปบริจาคให้กับประเทศต่างๆ ที่ขาดแคลนและมีความต้องการ ณ วันที่ 30 เม.ย. มีชาวไต้หวันกว่า 350,000 คน บริจาคหน้ากากคนละ 9 แผ่น รวมเป็นจำนวนร่วม 3.5 ล้านแผ่น
คนไต้หวันจำนวนมากแสดงความจำนงที่จะบริจาคหน้ากากอนามัยด้วยการสละสิทธิ์รับหน้ากากอนามัยที่ตนสั่งซื้อแล้ว เพื่อให้รัฐบาลรวบรวมไปบริจาคให้กับประเทศต่างๆ ที่ขาดแคลนและมีความต้องการ