คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่24)
เตือนแล้วเตือนอีก(3)
“เหตุฉะนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะรู้และตั้งมั่นคงอยู่ในความจริงแล้วก็ดี
ข้าพเจ้าก็พร้อมอยู่เสมอที่จะเตือนสติท่านทั้งหลาย ให้ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้”
~2 เปโตร 1:12 TH1971
“You are holding firmly to the truth you were given.
But I am still going to remind you of these things.”
~2 Peter 1:12 CEV
มีคำกล่าวไว้ว่า
“ความรู้ที่ไม่เปลี่ยนชีวิต
คือภาระไม่ใช่พระพร!“
( Knowledge that doesn’t transform life
is a burden, not a blessing.)
ทุกวันนี้ มีคนแสดงความรู้กันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางโลกออนไลน์
ด้วยท่าทีประหนึ่งว่า คนอื่นในโลกนี้ล้วนโง่เขลา เข้าไม่ถึงความจริง
มีแต่เขาเท่านั้น ที่รู้จริง!
แต่บ่อยครั้ง ที่เราเห็นคนแสดงความรู้เช่นนั้น
ไม่ได้สำแดงชีวิตที่คู่ควรต่อการเคารพนับถือจากเรา!
แท้จริงแล้ว ชีวิตคนเราล้วนดำเนินอยู่บนความเชื่อ
และเราต่างก็เชื่อว่า สิ่งที่เราเชื่อนั้นคือความจริง!
ผมมาเชื่อในพระเจ้า โดยไม่ได้เริ่มต้นจากว่า
ผมรู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพระเจ้าแล้ว
แต่ผมรู้ ซึ่งหมายถึง รู้จากการเรียนและจากการมีประสบการณ์ ที่เพียงพอจะทำให้ผม
- เลือกที่จะเชื่อว่ามีพระเจ้า มากกว่า ที่จะเลือกเชื่อว่า ไม่มีพระเจ้า
- เลือกที่จะเชื่อว่าพระเจ้าเป็นพระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง
รวมทั้งสร้างชีวิตของผม มากกว่าจะเชื่อว่าผมเกิดขึ้นมาเอง
โดยไม่มีพระเจ้ามาเกี่ยวข้อง
- เลือกที่จะเชื่อว่า พระเจ้าสามารถนำชีวิตของผมในฐานะ
เป็นเจ้าชีวิต และพร้อมติดตามพระองค์ด้วยความศรัทธาตลอด
นิรันดร์
เรื่องน่าเสียดาย ก็คือ ผมไม่สามารถพิสูจน์ความจริงว่าพระเจ้านั้นทรงเป็นพระผู้สร้างสรรพสิ่ง ด้วยเหตุผล หรือ ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือ ด้วยคำอธิบายที่กระจ่างแจ้งหมดในทุกแง่มุม
แต่ผมก็ใช้ดุลยพินิจและประสบการณ์ ผ่าน
1).การอธิษฐานต่อพระเจ้าและได้รับคำตอบแบบต่อเนื่อง
2).การร่วมคลุกคลีใช้ชีวิตกับผู้อื่นที่เชื่อในสถานการณ์ต่างๆ
3).การเฝ้าสังเกตดูชีวิตของคนที่เลือกเชื่อเช่นนั้น และผ่าน
4).การอ่านใคร่ครวญภาวนาถ้อยคำที่อ้างกันว่าเป็นพระวจนะที่ พระเจ้าดลใจให้เขียนขึ้น ที่เรียกว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์
แม้ว่าผมจะได้สัมผัสกับ“ความจริง”แค่บางส่วน
แต่นั่นก็ทำให้ผมสุขใจและอิ่มใจแลัว
อีกทั้งประสบการณ์เหล่านั้น ยังเปลี่ยนมุมมองชีวิต จากที่ผมเคยจดจ่ออยู่กับ ความคิด อารมณ์ และความต้องการของตนเอง มาจดจ่ออยู่ที่
1).ความประสงค์ของพระเจ้า และ
2).ความต้องการของคนอื่น
นับจากวันนััน จนถึงวันนีั
นับจากวันที่ผมเรียนรู้ แบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
วันนี้ ผมไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่ออีกต่อไปแล้ว
ผมจึงเลือกที่ยึดและตั้งมั่นอยู่บน“ความจริง”ที่เปลี่ยนชีวิตของผมนี้ ให้เป็นสรณะแห่งชีวิตตลอดไป!
คำเตือนในวันนี้ ก็คือ
เมื่อเราเลือกที่จะเชื่อในพระเจ้า ก็ให้เราใกล้ชิดติดสนิทและเรียนรู้จักกับพระองค์ให้เพิ่มขึ้นทุกวัน
อย่าตื้นเขินทั้งในความรู้และในความสัมพันธ์กับพระองค์
ชักเข้าชักออก สับสนในความเชื่อ ตีความกันตามใจตามอารมณ์
หรือเอาแต่โต้เถียง อวดภูมิ หรือ อวดพระเจ้าอย่างงมงายจนกลายเป็นตัวตลกขบขัน
ให้เราที่รู้และเชื่อยังคงประกาศเรื่องราวของพระเจ้า ด้วยความรัก ความอ่อนสุภาพ และด้วยความอดกลั้นอดทน
ไม่พยายามยัดเยียด“เรื่องพระเจ้า” หรือ “ความเชื่อ”ของเรา จนทำให้คนฟังรู้สึกรำคาญ เกลียดหรือดูถูกพระเจ้า เพราะตัวเราเลย
พี่น้องที่รัก
1.ถ้าเขาเปิดหู และเปิดใจ รับฟัง
ก็ให้เราแบ่งปันข่าวดีของพระเจ้าแก่เขาด้วยความยินดี
อันจะทำให้ผู้รับมีความสุข แต่
2.ถ้าเขาปิดหู ปิดใจ ไม่ฟัง
ก็ให้เราปิดปาก หยุดพูด และอธิษฐานเผื่อเขา ด้วยความรักและห่วงใยจนกว่าเขาจะเต็มใจและเปิดใจรับฟังข่าวดีนั้นในวันหนึ่งข้างหน้า!
…อาเมนไหมครับ?
………………………………
ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 24เมษายน2026(ตอนที่24ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี