คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่19)
ฉันจึงมาหาความหมาย!
“และยิ่งกว่านั้นอีก บุตรชายของข้าพเจ้าเอ๋ย
จงรับคำตักเตือนเถิด ซึ่งจะทำหนังสือมากก็ไม่มีสิ้นสุด
และเรียนมากก็เหนื่อยเนื้อหนัง”
~ปัญญาจารย์ 12:12 THSV11
“Be warned, my son, of anything in addition to them.
Of making many books there is no end, and much study wearies the body.”
~Ecclesiastes 12:12 NIV
ในสมัยที่ผมจะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย มีบทกวีบทหนึ่งโด่งดังมาก เขียนว่า
# “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไรไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว”
-วิทยากร เชียงกูล-
แต่เมื่อผมเข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยจริงๆ ก็พบว่า มี
~หลายอย่างที่เรียน
~หลายสิ่งที่พบ(ธรรมเนียมประเพณี) หรือ
~หลายกิจกรรมที่ทำ
กลับไม่ได้ให้ความหมายอะไรต่อชีวิตมากเท่าไรนัก
สำหรับคนที่เข้ามหาวิทยาลัยนั้น
~บางคนเริ่มค้นพบความหมายสำหรับตนเอง
และกล้าว่ายทวนน้ำ และกล้าคิดออกนอกกรอบ แต่
~บางคนกลับสาละวนหลงไปกับสิ่งที่เจอะเจอ
(บางคนเจอแฟน บางคนเจอลัทธิความเชื่อทางการเมืองหรือ ศาสนา)
กลายเป็นคนที่ไหลไปตามน้ำ ไม่คิดไม่ทำสิ่งใดที่ไม่คุ้นชิน และ
ไม่กล้าถาม ไม่กล้าคิดอะไรออกนอกกรอบที่ถูกขีดไว้
เป็นเหมือนกับที่ ฟินเลย์ ปีเตอร์ ดูนเน่ (Finley Peter Dunne) (1867-1936)
นักหนังสือพิมพ์ นักเขียน ชาวอเมริกัน ที่เคยกล่าวว่า...
“คุณสามารถนำคนไปที่มหาวิทยาลัยได้
แต่คุณไม่อาจทำให้เขาคิดได้!”
(You can lead a man up to the university
but ye can’t make him think.)
สิ่งหนึ่ง ที่กลายมาเป็นปัญหาและความขัดแย้งในภายหลังก็คือ
การที่แต่ละคนต่างพอเรียนรู้นิดรู้หน่อย ก็คิดว่า ตัวเขาคิดถูกและคนอื่นคิดผิด
โดยต่างก็มีเหตุผลสนับสนุน ความคิดและความเชื่อของตนเอง
และไม่ยอมให้แก่กันและกัน
เป็นเหมือนที่ Jean Renoir (จีน เรนัวร์,1894-1979) นักกำกับภาพยนตร์ฝรั่งเศสชื่อดัง กล่าวว่า…
“ในโลกนี้มีสิ่งที่สามานย์อยู่อย่างหนึ่ง และนั่นก็คือ
การที่คนแต่ละคนต่างมีเหตุผลของตนเอง!”
(In this world there is one terrible thing,
and that is that everyone has his reasons.)
ใช่ครับ น่าปวดหัวมาก เมื่อคุณอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน
ที่ต่างก็คิดว่า ความคิดของตัวเขาเองเท่านั้นที่ถูกต้อง!
ในเวลานี้ แม้เวลาจะผ่านมามากกว่า50ปีแล้ว แต่ ทุกอย่างก็คล้ายเดิม
คือคนจำนวนมากไม่พบความหมายชีวิตทั้งก่อนและในตอนเข้ามหาวิทยาลัย
และที่น่าเศร้ายิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ หลายคนแม้จบการศึกษามาแล้ว
ก็ยังไม่พบความหมายอยู่เหมือนเคย
แต่กลับยึดติดกับความคิดของตนเองโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและพร้อมชนทุกคนที่คิดต่าง!
พระธรรม ปัญญาจารย์ ตอนนี้ กำลังเตือนสติเราว่า
อย่าให้เราเอาแต่เรียนเพื่อรู้มาก แต่ให้เรารับฟังคำเตือนเพื่อจะดำเนินชีวิตอย่าง
~มีปัญญา
~มีความหมาย และ
~มีประโยชน์ด้วย
เพราะหากเราไม่มีความรู้ หรือ มีความรู้แต่ไม่รับการเตือนสติ
เราก็อาจพาชีวิตให้หลงทางหรือหลงผิดไปได้
แม้แต่ในปัจจุบันนี้ บางคนทั้งๆที่เรียนรู้พระคัมภีร์มาก
แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ตอนที่อ่าน ที่เรียน หรือ แม้แต่ที่ตนเองสอน
เหมือนกับที่พระเยซูคริสต์ทรงเตือนสตินักวิชาการศาสนาในสมัยของพระองค์ว่า
“ท่านจงไปเรียนความหมายของคัมภีร์ข้อนี้ ที่ว่า
‘เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา’
ด้วยว่าเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาป””
~มัทธิว 9:13 THSV11
ดังนั้น พี่น้องที่รัก ขอให้วันนี้ ไม่ว่าเราจะเรียนอะไร ก็
- ขอให้เราแสวงหาความหมายของสิ่งที่เรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงของพระะเจ้า
2.ขอให้เราพบและเข้าถึงความหมายของสิ่งที่เราเรียนนั้นตรงตามพระเจตนารมณ์ของพระเจ้า
และ
3.ขอให้เราลงมือทำและร่วมมือกันทำตามสิ่งที่เรียนรู้นัันด้วยสติปัญญาจากพระเจ้า
1).เพื่อจะไม่ให้สิ่งที่เราเรียนรู้มามากมาย ต้องเสียของหรือเหนื่อยไปเปล่าๆ
2).เพื่อว่าสิ่งที่เราทำนััน จะเป็นคุณและเป็นพรแก่ทุกคนที่เราได้พบปะในสังคมของเรา
…จะดีไหมครับ?
………………………………
ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19เมษายน2026(ตอนที่19ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี