พระมหาชนกราชได้ครองราชย์ด้วยความสงบร่มเย็นเรื่อยมา กระทั่งพระนางสีวลีเทวีประสูติพระโอรสทรงพระนามว่า ทีฆาวุราชกุมาร กระทั่งกาลต่อมา เมื่อพระองค์เจริญวัยขึ้นก็ได้รับพระราชทานให้ดำรงตำแหน่งอุปราช
คราวหนึ่งพระมหาชกราชได้ประพาสพระราชอุทยาน ทรงเก็บมะม่วงผลหนึ่งซึ่งมีรสโอชาที่หน้าอุทยานเสวย และก็ทรงคิดว่าขากลับออกมาจะเก็บเสวยอีก
ฝ่ายข้าราชบริพารที่ตามมาภายหลัง เริ่มตั้งแต่อุปราชลงมา เมื่อรู้ว่าพระราชาเสวยผลที่มีรสเลิศแล้ว ก็พากันสอยมะม่วงนั้นตามความพอใจ กระทั่งได้ปีนขึ้นไปบนต้นหักรานกิ่งเพื่อเก็บเอาผลมะม่วง ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จกลับออกมาก็ปรากฏว่า มะม่วงต้นนั้นถูกหักกิ่งรานใบจนย่อยยับ ไม่เหลือผลให้ทรงเก็บอีกแล้ว
ก็ทรงพิจารณาเห็นสัจธรรมว่า “มะม่วงต้นที่ไม่มีผลยังสดเขียวเหมือนเดิม แต่ต้นนี้ถูกหักกิ่งรานใบ เพราะอาศัยผลเป็นเหตุ แม้ราชสมบัตินี้ก็เช่นกับต้นไม้มีผล ส่วนบรรพชาเป็นเช่นกับต้นไม้ที่ไร้ผล เราจะเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไร้ผล เราจักสละราชสมบัติออกบวช”
เมื่อเสด็จกลับถึงพระราชนิเวศน์แล้ว ก็ทรงมอบราชกิจให้แก่มหาอำมาตย์ว่าราชการแทน ส่วนพระองค์เองนั้นเสด็จขึ้นพระตำหนักชั้นบน ทรงบำเพ็ญสมณธรรมเพียงลำพังพระองค์เดียว
ทรงเปิดสีหบัญชรประทับยืนนมัสการไปทางทิศที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเคยเหาะมา แล้วเปล่งอุทานว่า “นักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ความสุข มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ก้าวล่วงตัณหาเสียได้ อยู่ที่ไหนหนอ...
วันนี้ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น ซึ่งเป็นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ท่านผู้มีปัญญาเหล่าใด เป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลกที่มีแต่ความขวนขวาย ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น ตัดเสียซึ่งข่ายแห่งมัจจุราชที่ขึงไว้มั่น สามารถใช้ปัญญาญาณทำลายมายาที่ผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ในโลกเสียได้ ใครหนอจะสามารถนำเราไปสู่สถานที่อยู่ของนักปราชญ์เหล่านั้น”