
Sign up to save your podcasts
Or


ครั้นลูกได้ครองราชย์ พรั่งพร้อมด้วยโอรสธิดาแล้วจึงค่อยออกบรรพชาในภายหลังเถิดนะลูก บัดนี้ลูกยังอยู่ในช่วงปฐมวัย จะมาบวชอยู่ในป่าแต่ผู้เดียวจะมีประโยชน์อะไรเล่า
สุนันทสารถีได้กลับมากราบทูลพระราชเทวีว่า แท้จริงแล้ว พระราชกุมารมิได้เป็นคนง่อยเปลี้ยแต่อย่างใด แต่เพราะพระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะครองราชย์สมบัติ ด้วยเพราะเหตุที่ทรงระลึกชาติได้ว่า ในชาติก่อนพระองค์เคยครองราชย์สมบัติ แต่เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วกลับต้องไปชดใช้กรรมในนรกถึงแปดหมื่นปี
พระองค์ทรงกลัวที่จะได้ครองราชย์แล้วต้องกลับไปสู่นรกนั้นอีก จึงทรงอดทนนิ่งเฉย ไม่ทรงขยับเขยื้อนพระหัตถ์และพระบาท ทั้งไม่ตรัสอะไรอีกเลย ปล่อยให้คนทั้งหลายเข้าใจว่าพระองค์ง่อยเปลี้ย เพื่อประสงค์จะออกไปจากพระนครนี้ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะทรงผนวชให้ได้ พระเจ้าข้า”
พระนางเจ้าทรงถามต่อว่า “แล้วตอนนี้ลูกเราเป็นอย่างไรบ้าง” สุนันทสารถีก็ได้กราบทูลว่า “พระราชกุมารทรงปลอดภัยดี และได้ทรงรับปฏิญญากับข้าพระบาทว่าจะทรงรออยู่ที่ชายป่านั่น จนกว่าข้าพระองค์จะนำเสด็จพระนางเจ้าและพระราชบิดาไปถึง ขอเชิญเสด็จเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระบาทรับอาสาจะนำเสด็จไปด้วยตนเอง”
สุนันทสารถีเมื่อได้ฟังเหตุผลอย่างชัดเจนก็เข้าใจ เกิดความเลื่อมใสว่า แม้พระราชกุมารผู้เป็นรัชทายาทยังมีพระประสงค์จะทรงผนวช แล้วตัวเราจะอยู่ครองเรือนไปทำไม
พระเตมิยราชกุมารทรงเห็นว่าสารถียังไม่เข้าใจ ในมโนปณิธานของพระองค์ว่าเป็นเช่นไร จึงได้ตรัสอธิบายว่า ที่เราต้องแสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ยพิกลพิการตลอดมา เพราะเหตุที่เราระลึกชาติหนหลังได้ว่า ในปางก่อนเราเคยเป็นกษัตริย์ในพระนครนี้ ผลสุดท้ายกลับต้องไปตกนรกทุรนทุรายอยู่ถึงแปดหมื่นปี ดังนั้น เราจึงไม่ต้องการที่จะหวนคืนสู่พระนครอีก แต่จะขอบวชบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าแห่งนี้
พระเตมิยราชกุมารได้ตรัสคาถาที่ 6 ต่อไปตามลำดับจนถึงคาถาที่ 10 มีใจความว่าบุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นกราบไหว้บูชาผู้อื่น ก็ย่อมได้รับการกราบไหว้บูชาตอบ เขาย่อมรุ่งเรืองดุจเทวดาผู้มีสิริ โคทั้งหลายของเขาย่อมตกลูกบ่อยๆ ธัญพืชที่หว่านในนาย่อมงอกงาม แม้ตกภูเขา หรือตกต้นไม้ ก็ไม่เป็นอันตราย เหล่าอมิตรย่ำยีบุคคลนั้นไม่ได้ ดุจพุ่มไทรที่ไม่ล้มด้วยแรงลมฉะนั้น
ฝ่ายสุนันทสารถีแม้จะได้ฟังถึง 10 คาถา ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช่พระเตมิยราชกุมารหรือไม่ จึงได้ขึ้นจากหลุมเดินไปดูที่รถ ก็มิได้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ กลับมาดูอีกทีจึงจำได้ว่า ใช่พระเตมิยราชกุมารแน่แล้ว จึงหมอบลงแทบพระบาท ประคองอัญชลีทูลวิงวอน ขอให้พระราชกุมารเสด็จกลับพระนคร
พระวิสสุกรรมเทวบุตรได้รับพระบัญชาของท้าวสักกเทวราช ให้นำเครื่องประดับทิพย์มาประดับกายพระโพธิสัตว์ ซึ่งพระโพธิสัตว์ครั้นได้รับการประดับพระกายเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปประทับยืนที่ริมปากหลุมตรัสถามนายสารถีว่า ท่านจะขุดหลุมไปทำไม ส่วนนายสารถี ได้กล่าวตอบไปว่า พระโอรสของพระราชาเป็นง่อยเปลี้ย พระราชารับสั่งให้เราฝังท้าวเธอเสียในป่า
พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า เราไม่ได้เป็นคนหนวก ไม่ได้เป็นคนใบ้ ไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ก็เท่ากับว่า ท่านทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แล้วจึงทรงเหยียดพระหัตถ์ออกตรัสเชื้อเชิญให้สารถีมองดูพระองค์ด้วยพระดำรัสว่า เชิญท่านดูขาและแขนของเราซิ แล้วเชิญฟังคำภาษิตของเรา
สุนันทสารถีได้เที่ยวเดินเลือกรถอยู่แต่เช้าเทวดาได้ดลใจให้เลือกรถที่เป็นมงคลเทียมด้วยม้ามงคลครั้นได้รถแล้วจึงนำมาจอดรอไว้แทบพระราชทวาร แล้วขึ้นสู่ปราสาท เข้าไปนั่งคุกเข่าถวายบังคมพระราชเทวี แล้วกราบทูลขอพระราชทานอภัยต่อพระนางเจ้า ว่าตนรับพระราชบัญชามา จำเป็นต้องทำตามรับสั่ง ขอพระนางเจ้าอย่าได้ห้ามข้าพระบาทเลย
กราบทูลดังนี้แล้ว ก็กันพระเทวีออก แล้วอุ้มเอาพระราชกุมารเดินลงจากปราสาทไป ปล่อยให้พระนางทรงปริเทวนาการอยู่กับหมู่นางสนมในปราสาทนั้น
พระนางเจ้าจันทาเทวี ได้ทรงดำเนินการอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้เป็นกษัตริย์แล้ว ก็ยังทรงทุกข์ระทมเพราะทรงเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตของพระโอรส จนไม่เป็นอันที่จะเสวยพระกระยาหาร ได้ทรงเฝ้าวนเวียนอยู่กับพระโพธิสัตว์ ตรัสวิงวอนอยู่ตลอดทั้งคืนทั้งวัน ด้วยพระดำรัสซ้ำๆ ว่า พ่อเตมิยกุมาร ตลอดสิบหกปีที่ล่วงมา แม่ไม่เป็นอันหลับนอน หัวใจของแม่แทบจะแตกสลายด้วยความโศก แม่รู้อยู่เต็มอกว่า ลูกของแม่มิใช่คนง่อยเปลี้ย มิใช่คนใบ้ มิใช่คนหูหนวก ลูกจงกล่าวอะไรๆ บ้างเถิด อย่าปล่อยให้แม่ต้องทุกข์ระทมมากกว่านี้เลย
ส่วนพระโพธิสัตว์ ทรงนึกขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมารดา แล้วทรงนึกถึงปณิธานที่ได้ตั้งสัจจาธิษฐานไว้แต่เดิม ได้แต่บรรทมนิ่งนึกถึงความปรารถนาที่จะผนวชเพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมีที่จะสำเร็จในวันรุ่งขึ้น ระงับความโศกเศร้าในพระหฤทัยอันเกิดจากความสงสารพระมารดานั้นเสีย
ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชนั้น ครั้นถึงวันที่หกก็มีรับสั่งให้สุนันทสารถีมาเข้าเฝ้ารับแล้วรับสั่งว่า เจ้าจงกลับไปเตรียมรถเทียมม้าอัปมงคลคู่หนึ่ง รุ่งเช้าพรุ่งนี้จงมารับเตมิยกุมารบนปราสาท แล้วจงนำออกไปทางประตูทางด้านทิศตะวันตก จากนั้นเจ้าจงจัดการฝังพระกุมารเสียที่ป่าช้านอกพระนคร
พระนางเจ้าจันทาเทวีได้ทรงทราบข่าวว่าพระราชาทรงรับสั่งให้ฝังพระเตมิยราชกุมารทั้งเป็นก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จเข้าเฝ้าพระสวามีกราบทูลทัดทานขอให้ทรงยับยั้งไว้ก่อน เพราะว่าที่ผ่านมาพระโอรสไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลย แต่พระนางถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย
พระนางเจ้าพอได้ยินพระราชดำรัสของพระสวามีเท่านั้น ก็ถึงกับสะอื้นไห้ด้วยความรันทดในพระหฤทัย เพราะไม่คิดว่าจะได้สดับถ้อยคำเช่นนี้จากพระราชสวามี จึงทูลอ้อนวอนว่า หากพระองค์ไม่พระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารได้ครองราชย์จนตลอดชีวิต ก็ขอได้โปรดพระราชทานสักเจ็ดปีเถิด แต่ก็ทรงถูกพระราชาตรัสปฏิเสธเช่นเดิม
พระเจ้ากาสิกราช ครั้นทรงสดับคำกราบทูลของโหราจารย์ว่า พระราชกุมารเป็นกาลกิณี ถ้ายังทรงเลี้ยงไว้ต่อไป ก็จะบังเกิดภัยต่อพระองค์เองรวมถึงพระอัครมเหสี จึงทรงเชื่อสนิท และทรงหวาดหวั่นต่อภยันตรายที่จะเกิดขึ้นยิ่งนัก จึงรีบตรัสถามว่า ถ้าเช่นนั้น เราควรจะทำอย่างไรต่อไปเล่า
โหราจารย์เห็นว่า พระราชาทรงเชื่อถือถ้อยคำของตนแล้ว จึงกราบทูลแนะนำทันทีว่า พระองค์อย่าทรงรีรอเลย โปรดสั่งให้นำพระเตมิยกุมารไปฝังทั้งเป็นที่ป่าช้าผีดิบนอกเมือง โดยให้ขึ้นบรรทมบนรถอัปมงคล เทียมด้วยม้าอัปมงคล ให้สารถีขับรถนั้นออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตก หากทำได้สำเร็จดังนี้ อันตรายทั้งปวงก็จะอันตรธานไป ความสวัสดีจะเกิดแก่พระองค์ รวมทั้งพระเศวตฉัตร และพระมเหสี
ครั้นพระราชาได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงสะเทือนพระหฤทัยอย่างยิ่ง เพราะถึงอย่างไรพระราชกุมารก็คือพระโอรสของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงลังเลพระหฤทัยไม่ทราบที่จะรับสั่งประการใด จึงยังทรงนิ่งอยู่ โหราจารย์เห็นว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ หากปล่อยไว้นานอาจทรงนึกสงสารพระโอรส จนไม่อาจจะทรงรับสั่งอะไรให้เด็ดขาดลงได้ จึงรีบกราบบังคมทูลว่า พระองค์จะเห็นควรอย่างไร ทรงโปรดรับสั่งเถิด
พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงตั้งสติลุกขึ้นจากพระแท่นบัลลังก์ เสด็จประทับยืนขึ้น แล้วตรัสกับโหราจารย์ว่า ความสงบสุขของบ้านเมืองย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ขอท่านอาจารย์จงทำตามที่เห็นสมควรเถิด” จากนั้นก็เสด็จออกไปจากท้องพระโรง กลับคืนสู่พระตำหนักของพระองค์ทันที
From the publisher's feed

0 Listeners